จำนวน Repository ( 1087 )
การใช้ประโยชน์เชื้อราทางด้านการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางชีวภาพ
เชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ย่อยสลายของระบบนิเวศ มีการดำรงชีวิตได้หลากหลาย ทั้งอยู่เป็นอิสระ ดำรงชีวิตแบบปรสิต และราเอนโดไฟต์ เชื้อราส่วนใหญ่จะมีการดำรงชีวิตแบบการย่อยสลาย และดูดซึมสารอาหารจากซากของสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว จากการดำรงชีวิตที่หลากหลายของเชื้อรา ทำให้มีการนำ เชื้อราไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งทางด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การแพทย์ และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ทางด้าน การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ พบว่า เชื้อราสามารถกำจัดสารพิษออกจากสิ่งแวดล้อมได้หลายชนิดทั้ง สารประกอบโพลีไซคลิก อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน สารกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโนคลอรีน สีย้อม และโลหะหนัก กลไกที่เชื้อราใช้ในการบำบัดมีทั้งการดูดซับไว้กับโครงสร้างของผนังเซลล์และการย่อยสลายด้วยเอนไซม์ที่หลั่ง ออกมานอกเซลล์
การเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยสถาบันวิจัยและพัฒนา ได้รับการสนับสนุนจาก กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ดำเนินงานเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ ผ่านทางโครงการ เสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ในสาขาวิชาชีพที่มหาวิทยาลัยมีความเชี่ยวชาญ รวมทั้งกิจกรรมการบ่มเพาะ วิสาหกิจ โดยในปี 2553 ได้ดำเนินงานดังกล่าว จำนวน 2 โครงการ คือ 1) โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการ ใหม่ สาขาธุรกิจอาหารไทย และขนมไทย มีเป้าหมายผลผลิตจำนวน 40 ราย ผลการดำเนินงาน พบว่า มีผู้ผ่าน การฝึกอบรมจำนวน 42 ราย ซึ่งสามารถจัดตั้งธุรกิจใหม่ 6 ราย ขยายธุรกิจเดิม 5 ราย มูลค่าการลงทุน 875000 บาท จำนวนการจ้างงาน 20 คน ความพึงพอใจต่อโครงการร้อยละ 88.96 2) กิจกรรมการบ่มเพาะ วิสาหกิจ สาขาธุรกิจอาหาร สามารถให้การบ่มเพาะแก่กลุ่มเป้าหมาย 5 รายวิสาหกิจ โดยได้พัฒนาอุปกรณ์ ช่วยการผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์และรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ เพิ่มพันธมิตรร้านค้าปลีก พัฒนากระบวนการผลิต เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากก่อนเข้ารับการบ่มเพาะคิดเป็นร้อยละ 4.71-90.00 ตามรายวิสาหกิจ โดยมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการบ่มเพาะร้อยละ 90.40
โครงการศึกษาปัญหาและความต้องการของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการศึกษาของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การศึกษาปัญหาและความต้องการของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการศึกษาของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบปัญหาและความต้องการของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการศึกษาของคณะ เทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชนจำนวน 300 คน โดยจำแนกเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 100 คน ชั้นปีที่ 2 จำนวน 83 คน ชั้นปีที่ 3 จำนวน 57 คน และชั้นปีที่ 4 จำนวน 60 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่และร้อยละ ค่าเฉลี่ย x และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.) การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบค่าเอฟ (F-test) ผลการศึกษาพบว่า 1.การจัดการเรียนการสอนของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ในภาพรวมอยู่ ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย x=3.110SD=0.642) 2.ความต้องการในการจัดการศึกษาของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร สรุปได้ดังนี้ 1)ด้านผู้สอน พบว่าส่วนใหญ่ต้องการผู้สอนที่มีความรู้ ความสามารถตรงตามรายวิชาที่สอน 2)ด้านเนื้อหา พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการเรียนรู้เนื้อหาที่มีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้ในชีวิตจริง 3)ด้านวิธีสอน พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการการจัดการเรียนการสอนโดย เปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติในสิ่งที่เรียน ใช้สื่อประกอบการสอน หรือมีการแนะนำหนังสือ พาไปดูงานจริงเปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน 4)ด้านการวัดและประเมินผล พบว่าส่วนใหญ่ต้องการให้มีเกณฑ์ในการวัดผลที่ชัดเจน มีการวัดผลตรงตามเนื้อหาที่เรียน ให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการกำหนดเกณฑ์การวัดผล 5)ด้านการจัดการเรียนการสอน พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการให้มีการจัดตารางสอนในแต่ละภาคการศึกษาที่เหมาะสม มีการฝึกงานที่เหมาะสม มีการจัดลำดับก่อนหลังของรายวิชาใน แต่ละภาคการศึกษาเป็นอย่างดี 6)ด้านอาคารสถานที่ พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการให้มีโรงอาหารที่รองรีบจำนวนนักศึกษาได้เพียงพอและสะอาด มีห้องคอมพิวเตอร์และคอมพิวเตอร์ที่เพียงพอและเหมาะสม มีห้องน้ำเพียงพอและสะอาด มีห้องปฏิบัติการเพียงพอและเหมาะสม มีที่นั่งเล่นพักผ่อนเพียงพอ และไม่ร้อนแดด 7)ด้านโสตทัศนูปกรณ์และบริการ พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการให้มีอุปกรณ์ที่เพียงพอ 3.การทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยการจัดการศึกษาของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร สรุปได้ดังนี้ 1)เพศต่างกันมีปัญหาและความต้องการในการจัดการศึกษาแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 2)ชั้นปีต่างกันมีปัญหาและความต้องการในการจัดการศึกษาแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายคู่พบว่า แตกต่างกัน 4 คู่ ได้แก่ ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 กับ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 นักศึกษาชั้นปีที่ 1 กับ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 นักศึกษาชั้นปีที่ 2 กับ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และนักศึกษาชั้นปีที่ 2 กับ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 3)อายุต่างกันมีปัญหาและความต้องการในการจัดการศึกษาแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายคู่พบว่า แตกต่างกัน 1 คู่ ได้แก่ นักศึกษาที่มีอายุระหว่าง 18-20 ปี กับ นักศึกษาที่มีอายุระหว่าง 21-23 ปี 4)สาขาวิชาต่างกันมีปัญหาและความต้องการในการจัดการศึกษาแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
โครงการวิจัยการผลิตบัณฑิตของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครกับการศึกษาตลอดอาชีพ ของคณะบริหารธุรกิ
This research project aim is to discover information about the way constmcts the cogitative patterns of Business Management faculty in coherent of the business firms and for who interested in it. Our investigation by the generic questionnaire to survey the participants to probe the relationships among the data from the eager work forces of the students in Business Management faculty at Rajamangala University of Technology Phra Nakhon Dhurakijpundit University and persons they want to improve or to certify in higher certificate by surveyed the banks employees and the government services in totally 117 persons Both of qualification and survey researches were used. The researchers need as much information as possible for the complete testing tools with the 6 curriculums to construct the surveying form for 3 target groups. We used descriptive statistic to show the percentage data results. As described the percentage data from the participant data for evaluated and explained the behaviors of requirement to gain knowledge in the field of studies that they needs by usage the average and percentage of statistical analysis The studied result denotes the continuous studying fields of requirement on the curriculums at Business Management faculty by ordered popularization and higher requirement of 3 study-fields: Computer Information System Business English and Management. Mostly they want to take the periods of itudies during 1-12 months or the 1 year courses. Thus the short courses have to introduce for arrangement and preparation for them to get their certification and punctually respond to the consumers.
ความรู้ ความตระหนักและการปฏิบัติตนด้านอาหารและโภชนาการของวัยรุ่นในอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี
The research aimed to study and compare : 1. foods and nutrition knowledge of adolescence by looking at gender and level of education. 2. the awareness of foods and nutrition by comparing gender and level of education. 3. the practice of foods and nutrition by comparing gender and level of education. 4. study the relationship between knowledge awareness and practice of foods and nutrition of the adolescence in Muang District Prachinburi Province. Tests and questionnaires were used to gather the data from 346 samples. The Stratified Random Sampling was used. The data were analyzed by using percentile mean standard deviation t-test one way analysis of variance and Pearson’s Product moment correlation at 0.01 - 0.05 significant level. The study found that 71.4% of the sample was female and 41.0% was high school graduate. The sampling adolescence had good knowledge of foods and nutrition. Different gender had significantly different level of foods and nutrition knowledge at 0.01 while different level of study had no different level of foods and nutrition knowledge. The sampling adolescence had foods and nutrition awareness at high level Different gender had significantly different level of foods and nutrition awareness at 0.01 while different level of study had no different level of foods and nutrition awareness. The sample group had good foods and nutrition practice at moderate level with no difference between gender and level of study. There was a positive relationship between foods and nutrition knowledge awareness and practice of the adolescence at 0.05.The relationship between knowledge and awareness was moderate and the relationship between knowledge and practice was low.