จำนวน Repository ( 10 )
การพัฒนากระบวนการอบผนึกชิ้นงานความแข็งสูงพิเศษเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การต้านทานการสึกหรอตามแนวทางการจัดการวัสดุเพื่อความยั่งยืน
This study aims to development of production process of hard metal by tungsten carbide powder with the particle sized of 0.1 - 0.35 µm. This carbide powder were made of recycling cemented carbide tool scraps so it is mixed with Ta = 2.82 % Mo = 0.45 % Nb = 1.22 % Ti = 4.56 % Zr = 0.37 % The shape of the carbide powder are roughly round due to ball milling for 300 hours. It was mixing cobalt 10 % and Paraffin wax 2 % which is found the work piece that running through the process of sintering with a temperature of 1400 °c and 1430 °c have the hardness of 1368.5 and 1346.3 HV respectively. In one hour of holding time process the work piece with 1430 °c of the sintering causes less wear. After the test of turning operation it can be concluded that the tungsten carbide cutting tool provides the equivalent quality as a standard cutting tool.
พัฒนาโลหะมีค่าชนิดทังสเตนคาร์ไบต์ผ่านการรีไซเคิลหมุนเวียนมาใช้ใหม่เพื่อผลิตชิ้นส่วนโลหะความแข็งสูง
This research was on the production of hardmetal from recovery of tungsten carbide tool scraps recycling through ball milling for 40 hours. The metal powder obtained which was of the size between 0.11-0.22 µm was composed of 96.69% of tungsten carbide (WC) 1.68% of tantalum (Ta) 1.21% of titanium (Ti) and 0.42% of niobium (Nb). When mixed with 5-15% cobalt binder metal cold isostatic press (CIP) sintered at 1450 ° C it became hardmetal work piece dimension 12.39 x 13.82 x 5.60 mm with 1410 HV hardness and 14.34 g/cm3 density. The result of S45C steel turning was tools life good. The research concluded that the hardmetal work piece produced by the developed material had suitable basic specification and would lead to the development in working in the future.
การศึกษาการนำแท่งอ้างอิงทางความแข็งนำกลับมาใช้ใหม่
การวัดค่าความแข็งเป็นวิธีการตรวจสอบคุณภาพวัสดุและชิ้นส่วนโลหะที่เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะชิ้นส่วนเหล็กกล้าที่ผ่านกรรมวิธีทางความร้อนจำเป็นต้องตรวจวัดค่าความแข็ง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการผลิตการวัดค่าความแข็งมีหลายวิธีแต่ที่นิยมกันมากคือ การวัดความแข็งแบบร็อคเวลล์ เครื่องวัดความแข็งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ ดังนั้นจำเป็นต้องทำงานได้อย่างถูกต้องแม่นยำ การตรวจสอบถึงความแม่นยำของเครื่องวัดค่าความแข็งอาจจำเป็นต้องตรวจสอบเป็นประจำทุกครั้ง โดยเฉพาะถ้าเป็นการผลิตชิ้นงานแบบจำนวนมาก วิธีการตรวจสอบเครื่องวัดความแข็ง คือการสอบเทียบกับวัสดุอ้างอิงมาตรฐานทางความแข็ง วัสดุอ้างอิงทางความแข็งจึงนับว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการผลิตใช้ในประเทศ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศจึงมีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีแนวความคิดที่จะทำการศึกษาความเป็นไปได้การนำผลิตแท่งอ้างอิงทางความแข็งกลับมาใช้ใหม่ โดยจะต้องให้ได้มาตรฐานและคุณภาพที่ทัดเทียมกับแท่งสอบเทียบที่ผลิตจากต่างประเทศ และเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากลโดยใช้มาตรฐาน ISO 6508-3:2005 ในการอ้างอิง โดยเบื้องต้นจะเน้นเฉพาะแท่งอ้างอิงทางความแข็งมาตรฐาน ร็อคเวลล์ สเกลซี และช่วงความแข็งที่จะเริ่มทดลอง 20 30 40 50 และ 60 HRC ผลการวิจัยสามารถควบคุมรูปร่างและส่วนขนาดความแข็งเฉลี่ยในแต่ละระดับความแข็งใกล้เคียงความแข็งเดิม และ มีค่าพิสัย (Range) อยู่ในมาตรฐานของแท่งอ้างอิงทางความแข็งหน่วย ร็อคเวลล์ลเกลซี ตามมาตรฐาน ISO 6508-3:2005 สรุปผลการวิจัยแท่งอ้างอิงทางความแข็งที่เลือกมาใช้ในการทดลองสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ตามกระบวนการที่ได้ทำการวิจัย
ทิศทางการจัดเรียงตัวของอนุภาคเสริมแรงที่ส่งผลต่อการสึกหรอของพอลิเมทิลเมตะไครเลท
Epoxy is one type of materials for adhesive. It was improved the strength by adding the filler such as iron alumina or silica. Generally the epoxy adhesive was mixed with iron for application in the metal adhesive. The mechanical properties were importance of adhesive. Because it was one factor for lifetime limit. The iron/epoxy was casted in the magnetic field which was alignment with surface of samples. The alignment of iron particles was induced with magnetic fields. The mechanical properties and wear behavior of samples were investigated hardness and wear test. It was found that the alignment of iron particles in the epoxy were improves hardness and wear.
การศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมการอบชุบด้วยกระบวนการทางความร้อนของโลหะเงินเจือต่ำ 58.33 wt% AgCuSn
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาพฤติกรรมการอบชุบด้วยกระบวนการทางความร้อนของโลหะเงิน เจือต่ำ58.45wt%Ag +41.55wt%Cu โดยทำการเปรียบเทียบกับสมบัติของโลหะเงินสเตอร์ลิง 925 และโลหะเงินเจือต่ำ 58.33% เพื่อศึกษาสภาวะที่เหมาะในหาการปรับปรุงคุณสมบัติเชิงกลและโครงสร้าง จุลภาคของโลหะเงินเจือต่ำที่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตเครื่องประดับ ผลจากการศึกษาโลหะเงิน 58.33 % ที่อัตราส่วนผสม 58.33Ag+36.66Cu+5.01Sn ซึ่งมี ค่าคุณสมบัติเชิงกลจากการทดสอบเบื้องต้นมีค่าเหมาะสมที่สุด จากนั้นท่าการศึกษาค่าความแข็งแรงดึง สูงสุดแบบเส้นลวดพบว่ามีค่าความต้านทานแรงดึงสูงสุดเท่ากับ 0.36 MPa ค่าเปอร์เซ็นต์การยืดตัว 0.11% เมื่อท่าการอบที่อุณหภูมิ 650 °C เวลาในการอบ 10 นาที ซึ่งปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวในอากาศที่ อุณหภูมิห้องปกติ และค่าความแข็งจากการทดสอบมีค่าสูงสุดเท่ากับ 105.12 HV อบที่อุณหภูมิ 600 °C เวลาในการอบ 10 นาที ซึ่งปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวในอากาศที่อุณหภูมิห้องปกติ ศึกษาโครงสร้างจุลภาค ของโลหะเงินเจือต่ำ 58.33Ag+41.57Cu+0.10Sn เมื่อท่าการอบปรับปรุงคุณสมบัติทางความร้อนและการ ชุบแข็งแบต่างๆ พบว่าโครงสร้างจุลภาคของชิ้นงานทดสอบหลังปล่อยให้เย็นตัวในอากาศ เกิดการ เปลี่ยนแปลงจาก β phase ที่มีขนาดเล็กลงเป็นโครงสร้าง Eutectic phase ที่มี α -phase และ β - phase ขนาดเล็กและละเอียด ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับโครงสร้างจุลภาคของเฟสไดอะแกรมสมดุลโลหะ เงิน-ทองแดง ผลจากการทดลองและวิเคราะห์หาค่าคุณสมบัติเชิงกลของชิ้นงานทดสอบและโครงสร้างจุลภาค ที่ได้จากการทดลองในสภาวะต่างๆ มีค่าที่เป็นไปตามมาตรฐานของเครื่องประดับเงินตามมาตรฐาน อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องประดับ ทั้งของในประเทศและต่างประเทศ