จำนวนบทความ ( 9 )

EdPEx Overview
EdPEx Overview

กิจกรรมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “RMUTP KM Sharing” ครั้งที่ 1/2567 เรื่อง EdPEx Overview โดย ดร.คมเขต เพ็ชรรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567 เวลา 10.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมรพีพัฒน์ ชั้น 3 อาคารรพีพัฒนศักดิ์ (ศูนย์เทเวศร์)

2567
การวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออายุงานในองค์กรของช่างเทคนิคชำนาญการ : กรณีศึกษาของศูนย์รถยนต์ขนาดใหญ่ในประเทศ
การวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออายุงานในองค์กรของช่างเทคนิคชำนาญการ : กรณีศึกษาของศูนย์รถยนต์ขนาดใหญ่ในประเทศ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออายุงานในองค์กรของช่างเทคนิคชำนาญการศูนย์รถยนต์ขนาดใหญ่ในประเทศ ซึ่งอายุงานในองค์กรมีความสำคัญเนื่องจากเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สามารถใช้ระบุเรื่องของความพึงพอใจในการทำงาน ความสุขในการทำงาน และแน่นอนว่าถ้าอายุงานในองค์กรของพนักงานยิ่งยาว เสถียรภาพในการบริหารงานและการปฏิบัติงานก็จะคงที่ และสามารถคาดการณ์ได้รวมถึงยังลดค่าใช้จ่ายในการจ้างงานตำแหน่งใหม่เพื่อทดแทนได้อีกด้วย ทำให้ลดการลาออกจากงาน และศึกษาอิทธิพลที่ส่งผลต่ออายุงานในองค์กรของช่างเทคนิคชำนาญการ ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 245 คน เก็บข้อมูลด้วยวิธีสำรวจโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างมาทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงปริมาณอธิบาย ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอ้างอิง ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวน (One Way ANOVA) ในการทดสอบปัจจัยส่วนบุคคล และใช้สถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยผลักดันและปัจจัยดึงดูดที่ส่งผลต่ออายุงานในองค์กร ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเงินเดือนและด้านอายุที่ต่างกันมีผลต่ออายุงานในองค์กรของช่างเทคนิคชำนาญการแตกต่างกัน สำหรับปัจจัยส่วนบุคคลด้านระดับการศึกษาที่ต่างกันมีผลต่ออายุงานในองค์กรของช่างเทคนิคชำนาญการไม่แตกต่างกัน ในส่วนของปัจจัยผลักดัน และปัจจัยดึงดูด พบว่ามีอิทธิพลต่ออายุงานในองค์กรของช่างเทคนิคชำนาญการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่าปัจจัยดึงดูดมีอิทธิพลต่ออายุงานในองค์กรของช่างเทคนิคชำนาญการมากกว่าปัจจัยผลักดัน

2567
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจทำวิจัยของบุคลากรสายสนับสนุน  คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจทำวิจัยของบุคลากรสายสนับสนุน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทัศนคติ การรับรู้ แรงจูงใจ และการตัดสินใจทำวิจัยของบุคลากรสายสนับสนุน 2) เปรียบเทียบลักษณะทางประชากรกับการตัดสินใจทำวิจัยของบุคลากร และ 3) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจทำวิจัยของบุคลากร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก บุคลากรสายสนับสนุน จำนวน 21 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-Test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson Product-Moment Correlation Coefficient) ผลการวิจัยพบว่า (1) โดยภาพรวมปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจทำวิจัยอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ =4.10, S.D.=.166) โดยด้านทัศนคติต่อการทำวิจัยมีระดับมากที่สุด (𝑥̄ =4.57, S.D.=.169) รองลงมาคือด้านการตัดสินใจทำวิจัย (𝑥̄ =4.36, S.D.=.377) และด้านแรงจูงใจ (𝑥̄ =4.32, S.D.=.248) ส่วนด้านการรับรู้อยู่ในระดับปานกลาง (𝑥̄ =3.16, S.D.=.688) แสดงให้เห็นว่าบุคลากรมีทัศนคติและด้านการตัดสินใจทำวิจัย แต่ยังต้องการการพัฒนาทักษะและความรู้ด้านการวิจัยเพิ่มเติม (2) การเปรียบเทียบลักษณะทางประชากรพบว่า ระดับการศึกษามีผลต่อทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่อายุ กลุ่มงาน และประสบการณ์ทำงานมีผลต่อการรับรู้และการตัดสินใจทำวิจัย ส่วนเพศมีผลเฉพาะต่อการรับรู้และแรงจูงใจ (3) ผลการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยที่ศึกษามีความสัมพันธ์ เชิงบวกกับการตัดสินใจทำวิจัยในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (r=.766) สะท้อนว่าการเพิ่มขึ้นของปัจจัยด้านทัศนคติ การรับรู้ และแรงจูงใจส่งผลให้เกิดความตั้งใจในการทำวิจัยมากขึ้น

2568
การรับรู้และการมีส่วนร่วมของบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร  ต่อการรับประเมิน qs star rating system
การรับรู้และการมีส่วนร่วมของบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ต่อการรับประเมิน qs star rating system

งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการรับรู้ของบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครต่อการรับประเมิน QS Star Rating System และ 2. ศึกษาการมีส่วนร่วมของบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครต่อการรับประเมิน QS Star Rating System ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 300 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีการรับรู้ว่าการประเมิน QS Star Rating System คืออะไร คิดเป็น 74.67% และมีการรับรู้ว่าการประเมิน QS Star Rating System เกี่ยวข้องในการประเมินกับหน่วยงาน ของตนเอง คิดเป็น 74.67% โดยมีระดับการรับรู้เกี่ยวกับการประเมินภาพรวมของ QS Star Rating Systemระดับการรับรู้มาก (𝑥̅=3.56) และ 2. บุคลากรมีส่วนร่วมต่อการประเมินในด้านต่าง ๆ โดยมีส่วนร่วมด้านการวิจัย มากที่สุด รองลงมาเป็น ด้านการสอน ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการพัฒนาด้านวิชาการ ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ด้านนวัตกรรม ด้านความเป็นสากล ด้านการจ้างงาน และด้านความเท่าเทียม ตามลำดับ

2567