จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 1 )
แนวทางการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัญมณีและเครื่องประดับ กรณีศึกษา: นิคมอุตสาหกรรมอัญมณี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัญมณีและเครื่องประดับของนิคมอุตสาหกรรมอัญธานี 2) ศึกษากระบวนการ และขั้นตอนในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ 3) สำรวจความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ 4) เสนอแนะแนวทางและตัวแบบในการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed - Method Research) ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 12 คน และเชิงปริมาณ ประกอบด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหาร ผู้ประกอบการอัญมณี ผู้จัดการหรือหัวหน้างาน ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีและเครื่องประดับจากกลุ่มตัวอย่าง 355 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบตวามแตกต่าง ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาเชิงคุณภาพ พบว่า นิคมอุตสาหกรรมอัญธานีมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบคลัสเตอร์ แต่ยังขาดระบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์การพัฒนาทักษะแรงงานและการยกระดับอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยเฉพาะด้านการฝึกอบรม การจัดหลักสูตรเฉพาะทาง การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการใช้เทคโนโลยีร่วมกับงานฝีมือ นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างทางด้านมุมมองระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการออกแบบระบบการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น เข้าถึงได้ และมีความร่วมมือเชิงพื้นที่แนวทางการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ ซึ่งควรดำเนินการผ่าน 1) การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้กลางอยู่ในนิคมที่เชื่อมโยงกับสถานประกอบการและชุมชน 2) การพัฒนาหลักสูตรแบบบูรณาการร่วมระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา 3) การส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ผ่านระบบรางวัลและการยกย่องช่างฝีมือ 4) การสร้างเครือข่ายนวัตกรรมขึ้นในระดับนิคม และ 5) การสนับสนุนนโยบายเฉพาะพื้นที่เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทางด้านอัญมณีและเครื่องประดับ ผลการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านปัจจัยโครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านประโยชน์ของการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยการวิเคราะห์การเปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง และระยะเวลาในการปฏิบัติงาน พบว่าตัวแปร เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในงานด้านอัญมณีและเครื่องประดับ มีระดับความคิดเห็นทั่วไปเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้ และประโยชน์ของการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อทำการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยด้านอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และโครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้ มีอิทธิพลต่อการรับรู้ถึงประโยชน์ของเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามได้ถึงร้อยละ 74.30 และด้านโครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้สามารถพยากรณ์ปัจจัยของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับได้ร้อยละ 71.40 นอกจากนี้โครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้ ยังส่งผลต่อประโยชน์ของการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากการสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากข้อค้นพบของการวิจัย ผู้วิจัยได้สร้างตัวแบบการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัญมณีและเครื่องประดับสำหรับประเทศไทย โดยใช้ตัวแบบ “4-C 1-P Model” ประกอบด้วย 1) Collaboration: การสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ 2) Curriculum: การสร้างหลักสูตรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมด้านอัญมณีและเครื่องประดับ 3) Community: การอาศัยแรงสนับสนุนการเรียนรู้จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม 4) Culture: การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ผนวกด้วย 5) 1-P: Policy: การขับเคลื่อนเชิงนโยบายจากภาครัฐ ซึ่งตัวแบบนี้จะสามารถประยุกต์ใช้กับนิคมอุตสาหกรรมอื่นในประเทศไทยเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมด้านอัญมณีและเครื่องประดับ นำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตของแรงงานและผู้เกี่ยวข้องได้อย่างยั่งยืน