จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 1 )
การบริหารจัดการโดยการมีส่วนร่วมด้านชลประทาน จังหวัดระยอง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นการบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง 2) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง และ 3) เพื่อศึกษาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนจากการบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง โดยการวิจัยคุณภาพเป็นหลักเสริมด้วยการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อให้ผลการวิจัยมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ (content analysis) ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน ใช้เลือกตำบลที่เป็นพื้นที่เป้าหมาย 4 ตำบลจาก 6 ตำบล คือ ตำบลนาตาขวัญ อำเภอเมืองระยอง ตำบลตาขัน ตำบลหนองบัวและตำบลบ้านค่าย อำเภอบ้านค่าย กลุ่มผู้ให้ข้อมูล (key informants) การวิจัยเชิงคุณภาพมีจำนวน14 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ส่วนบุคคลเชิงลึก ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณทำการถอดแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ราย ได้แก่ ชาวบ้านตาบลนาตาขวัญจำนวน 136 ราย ตำบล ตาขันจำนวน 72 ราย ตำบลหนองบัวจำนวน 134 ราย และตำบลบ้านค่ายจำนวน 58 ราย ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง การมีส่วนร่วมด้านการรับผลประโยชน์ในระดับปานกลาง การมีส่วนร่วมด้านการตัดสินใจอยู่ในระดับน้อยมาก ส่วนการมีส่วนร่วมด้านการดำเนินการและการประเมินผลพบว่าประชาชนไม่มีส่วนร่วมใด ๆ เลย 2. ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน อายุ ที่แตกต่างกันส่งผลต่อความคิดเห็นต่อการบริหารและจัดการแบบการมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง ไม่แตกต่างกัน ในขณะปัจจัยส่วนบุคคลด้านสถานภาพ อายุ อาชีพ และระยะเวลาที่พักอาศัยในอำเภอส่งผลต่อการบริหารและจัดการแบบการมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง แตกต่างกัน 3. ผลของการดำเนินโครงการก่อสร้างคลองส่งน้ำและระบายน้ำฯ ต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มิติด้านเศรษฐกิจและความมั่งคั่งให้ความสำคัญในระดับมาก รองลงมาคือมิติด้านสิ่งแวดล้อมมิติด้านการพัฒนาคน มิติด้านหุ้นส่วนการพัฒนาอยู่ในระดับมาก และมิติด้านสันติภาพและความยุติธรรมอยู่ในลำดับสุดท้ายปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญมี 6 ประการ ได้แก่ ประการแรกบางสายไม่มีน้ำใช้อย่างเพียงพอประการที่ 2 คอลงซอยมีต้นไม้จำนวนมากบดบังการไหลของน้ำ ประการที่ 3 มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการตรวจรับโครงการก่อสร้างคลองส่งน้าและระบายน้าฯ ประการที่ 4 การเมืองเข้าแทรกแซง ประการที่ 5 ถนนเลียบคลองไม่สามารถสัญจรได้ และประการที่ 6 สภาพคลองซอยฯบางช่วงปูนแตก เก็บน้ำไม่อยู่ ข้อเสนอแนะผลการวิจัย 1. หน่วยงานภาครัฐควรเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้เข้าไปมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการมีส่วนร่วม ร่วมแสดงความคิดเห็น เข้าประชุมและอบรม ควรมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง โดยมุ่งเน้นให้ทราบถึงประโยชน์และปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงการชลประทานให้แก่ชาวบ้านได้รับทราบ ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมในการจัดการทรัพยากรน้ำ 2. กรมชลประทานควรกลับไปพิจารณาแผนการก่อสร้างการชลประทานในพื้นที่ที่มีความหลากหลายเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศหรือที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่อาจจะส่งผลให้การก่อสร้างฯ ไม่บรรลุผลตามเป้าหมายได้ และเพื่อให้การใช้งบประมาณประเทศมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด