จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 9 )
การบริหารและจัดการความร่วมมือเชิงบูรณาการในการป้องกันอุทกภัยของจังหวัดนนทบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์ความคิดเห็นทั้งที่คาดหวังและความเป็นจริงในการบริหารและจัดการความร่วมมือเชิงบูรณาการการป้องกันอุทกภัยของจังหวัดนนทบุรี 2) เพื่อสังเคราะห์ความคิดเห็นการบริหารจัดการความร่วมมือเชิงบูรณาการในการป้องกันอุทกภัยของจังหวัดนนทบุรี และ 3) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการบริหารและจัดการความร่วมมือเชิงบูรณาการในการป้องกันอุทกภัยของจังหวัดนนทบุรี โดยการวิจัยแบบผสมผสาน (mixed methods) ระหว่างการวิจัยคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ โดยที่การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลักเสริมด้วยการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อให้ผลการวิจัยมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล (key informants) การวิจัยเชิงคุณภาพมีจานวน 22 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ส่วนบุคคลเชิงลึก ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณทาการทอดแบบสอบถามกลุ่ม ตัวอย่างจำนวน 400 ราย โดยใช้วิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (content analysis) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ และสถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมานสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการวิจัยตามทัศนะของ Agranoff and McGuire กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับด้านการแลกเปลี่ยนทรัพยากร รองลงมาเรียงตามลาดับได้ดังนี้ การแสวงหาข้อมูลการแสวงหาการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความเหมาะสม การสร้างความร่วมมือกัน และการกำหนดนโยบายและแผนกลยุทธ์ร่วมกัน 2. ผลการวิจัยความร่วมมือเชิงบูรณาการในกระบวนการการจัดการป้องกันน้ำท่วมโดยยึดผลการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นสำคัญเรียงลำดับได้ดังนี้ 1) การตอบสนองในภาวะฉุกเฉิน 2) การฟื้นฟูความเสียหาย 3) การบรรเทาผลกระทบ 4) การเตรียมการ และ 5) การติดตามประเมินผล 3. ผลการทดสอบสมมติฐานปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ ระดับการศึกษา สถานภาพ อาชีพและรายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกันส่งผลต่อความร่วมมือเชิงบูรณาการในการป้องกันอุทกภัยของจังหวัดนนทบุรี ไม่แตกต่างกัน ผลการทดสอบสมมติฐานปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ ระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ลักษณะการพักอาศัย และอำเภอที่พักอาศัยที่แตกต่างกันส่งผลต่อความร่วมมือเชิงบูรณาการในการป้องกันอุทกภัยของจังหวัดนนทบุรี แตกต่างกัน ปัญหา/อุปสรรคในการบริหารและจัดการความร่วมมือเชิงบูรณาการในการป้องกันอุทกภัยของจังหวัดนนทบุรีมีทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับคน เช่น ชาวบ้านบางรายไม่ค่อยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม นึกแต่ประโยชน์ส่วนตัว เป็นต้น ด้านกายภาพ เช่น ขาดการวางผังเมืองที่ดี เป็นต้นข้อเสนอแนะคือ ควรสร้างจิตสานึกต่อการอยู่ร่วมกันให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ควรสร้างเขื่อนกันน้ำริมแม่น้าเจ้าพระยาให้ตลอดแนว ข้อเสนอแนะผลการวิจัย 1. รัฐต้องกาหนดนโยบายในการจัดทาผังเมืองทุกระดับเพื่อพัฒนาเมืองให้เกิดความเป็นระเบียบ เรียบร้อยน่าอยู่อาศัยและทำให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 2. ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการการบริหารและจัดการความร่วมมือเชิงบูรณาการในการป้องกันอุทกภัยของจังหวัดนนทบุรีทุกระดับทั้งระดับจังหวัด ระดับพื้นที่ และระดับชุมชน 3. ให้อานาจ (Empower) กับประชาคมและคณะกรรมการระดับต่าง ๆ ทั้งด้านทรัพยากรและอื่น ๆ ในการบริหารและจัดการความร่วมมือเชิงบูรณาการในการป้องกันอุทกภัยของจังหวัดนนทบุรี
การบริหารจัดการชลประทานโดยการมีส่วนร่วม: กรณีศึกษาปัจจัยด้านการจัดการโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างและผลกระทบต่อความสุขของชุมชนจังหวัดเชียงราย
งานวิจัยนี มีวัตถุประสงค์ ดังนี เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารและการจัดการชลประทานโดยการมีส่วนร่วม กรณีศึกษาปัจจัยด้านการจัดการโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างฯ2) ศึกษาระดับและความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคคลกับการบริหารและการจัดการชลประทานโดยการมีส่วนร่วม กรณีศึกษาปัจจัยด้านการจัดการโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างฯ และ 3) ศึกษาโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างส่งผลต่อความสุขของประชาชนในพื้นที่ฯ วิธีการศึกษาเน้นการวิจัยคุณภาพเป็นหลักโดยการสัมภาษณ์ จะมุ่งเน้นไปที่ผู้ให้ข้อมูลส้าคัญ (key informants) มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มบุคลากรของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บุคลากรของกรมชลประทาน กรมพัฒนาชุมชน กรมการปกครอง และอื่น ๆ และกลุ่มผู้นำในพื้นที่ ได้แก่ ผู้น้าที่เป็นทางการ (เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น) ผู้นำที่ไม่เป็นทางการ นักการเมือง นักธุรกิจ และเสริมด้วยการวิจัย เชิงปริมาณเพื่อให้ได้ผลงานการวิจัยทีมีความน่าเชื่อถือและสมบูรณ์ครบถ้วน โดยการสุ่มตัวอย่างโดย ใช้วิธีการจับสลาก ได้ตำบลป่าแดดจำนวน 5 หมู่บ้าน ตำบลแม่สรวยและตำบลศรีถ้อยอย่างละ 1 หมู่บ้าน รวมเป็น 2 หมู่บ้าน ได้กลุ่มตัวอย่างมีขนาดเท่ากับ 344 ราย แต่เพื่อต้องการให้มีความ ครบถ้วนและสมบูรณ์กำหนดจำนวน 360 ราย และน้ำมาหาสัดส่วนของแต่ละหมู่บ้านที่เป็น กลุ่มตัวอย่างจากจำนวนประชากรในแต่ละหมู่บ้าน วิธีวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามจะใช้สถิติ ทั้งเชิงพรรณนา และเชิงอนุมานโดยใช้สถิติ t-test และสถิติ F-Test (One Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการชลประทานโดยการมีส่วนร่วมโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงราย พบว่าปัจจัยทั้ง 5 ประการเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำ 2) การมีส่วนร่วมของสมาชิก 3) การทำงานเป็นทีม 4) การจูงใจ และ 5) ความผูกพันและการยอมรับของสมาชิก และยังมี 6) การสนับสนุนสาธารณะ และ 7) สภาพพื้นที่ของตำบลป่าแดดและทุนทางสังคมของชาวบ้านในพื้นที่ 2. ปัจจัยส่วนบุคคลกับปัจจัยด้านการบริหารจัดการชลประทานโดยการมีส่วนร่วมพบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ สถานภาพ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ ที่แตกต่างกันส่งผลต่อความคิดเห็นต่อการบริหารและการจัดการชลประทานแบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษาโครงการอ่างเก็บน้าแม่ตาช้าง จ.เชียงราย ไม่แตกต่างกัน ในขณะปัจจัยส่วนบุคคลด้านรายได้ต่อเดือนและระยะเวลาที่อาศัยในพื้นที่ที่แตกต่างกันส่งผลต่อความคิดเห็นต่อการบริหารและการจัดการชลประทานแบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษาโครงการอ่างเก็บน้าแม่ตาช้าง จ.เชียงราย แตกต่างกัน 3. โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างส่งผลต่อความสุขของชาวบ้านในพื้นที่ฯ เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) Happy Money การที่ชาวบ้านและผู้น้าชาวบ้านได้อาศัยน้าที่เป็นปัจจัยหลักในการประกอบอาชีพเพื่อให้ได้เงินมาดำรงชีวิต 2) Happy Body การมีสุขภาพที่ดีมีทั้งร่างกายและจิตใจในการรับมือกับปัญหาที่จะเข้ามาได้เป็นอย่างดี 3) Happy Society การมีสังคมที่ดี มีความพร้อมในตัวเอง มีทั้งความอุดมสมบูรณ์ มีความเอื้ออาทร การช่วยเหลือ และการแบ่งปัน รวมถึงมีความสามัคคี และ 4) Happy Family การมีครอบครัวที่ดี ทำให้ครอบครัวอยู่กันมีความสุขส่วนปัญหา/อุปสรรคพบว่ามี 3 ประการ คือ 1) หากมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำหรือกลุ่มผู้นำเป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาดำเนินการแทนอาจจะไม่เข้าใจอย่างแท้จริงและไม่เห็นคุณค่าที่เคยต่อสู้กันมาเพื่อให้ได้ซึ่งอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง 2) คนต่างพื้นที่เข้ามาอาจจะไม่เข้าใจบริบทของพื นที่ จึงอาจจะไม่มีการปฏิบัติตามมาตรการทางสังคมที่ก้าหนดไว้ และ 3) ในช่วงก่อสร้างอ่างเก็บน้าแม่ตาช้างจะมีฝุ่นละอองจนส่งผลต่อความสุขของชาวบ้านในพื้นที่การมีอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างจะช่วยสร้างความสุขให้กับชุมชนอย่างดียิ่ง เนื่องจากจะได้มีน้ำไว้ใช้เพื่อการบริโภค การเกษตร การท่องเที่ยวและอื่น ๆ ไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง
การจัดการขยะเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนกรณีศึกษา : วัดจากแดง และวัดสวนแก้ว
งานวิจัยนี้ศึกษาแนวทางการจัดการขยะของวัดโดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยศึกษากรณีวัดจากแดงและวัดสวนแก้ว ซึ่งมีการใช้แนวทาง 5Rs ได้แก่ การลด (Reduction) การใช้ซ่ำ(Reuse) การรีไซเคิล (Recycle) การซ่อมแซม (Repair) และการตกแต่ง (Refurbish) เป็นการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเชิงปริมาณมุ่งเน้นการสำรวจวิธีการที่ใช้ในการจัดการขยะและผลผลิตที่คิดเป็นมูลค่าได้ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 8 คนต่อวัด อาทิ เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส อุบาสก อุบาสิกา เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และผู้แทน ภาคเอกชน ผลการศึกษาพบว่า วัดจากแดงมุ่งเน้นการแปรรูปขยะ เช่น การรีไซเคิลขวดพลาสติกเป็นเส้นใยเพื่อนำมาทำผ้าจีวรและอื่น ๆ การย่อยสลายขยะเศษอาหารเป็นปุ๋ย และการแปลงพลาสติกเป็นน้ำมันดีเซลโดยวิธีไพโรไลซิส ส่วนวัดสวนแก้วเน้นการซ่อมแซมขยะที่ได้รับบริจาค เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ นำมาตกแต่งให้สวยงามเป็นสินค้ามือสองจ้าหน่ายในราคาย่อมเยาต่อไป นอกจากนี้ยังมีการทำปุ๋ยจากขยะเปียก ได้แก่ มูลสัตว์ สิ่งปฏิกูล เศษไม้ กิ่งไม้ จากพื้นที่เกษตรของวัดอีกด้วย ผลลัพธ์ของแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในด้านการเพิ่มมูลค่าจากการรีไซเคิลของวัดจากแดงประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี และวัดสวนแก้วประมาณ 50 ล้านบาทต่อปีผลศึกษาจากการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อการจัดการแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ได้แก่ ผู้นำและภาวะผู้นำ ซึ่งมีผลต่อเนื่องทำให้เกิดแรงจูงใจ ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม การสร้างเครือข่ายพันธมิตร และการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก รวมถึงการใช้แนวทางนวัตกรรมและการบูรณาการ การมีส่วนร่วม การนำนโยบาย/แผนสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
การบริหารจัดการโดยการมีส่วนร่วมด้านชลประทาน จังหวัดระยอง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นการบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง 2) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง และ 3) เพื่อศึกษาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนจากการบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง โดยการวิจัยคุณภาพเป็นหลักเสริมด้วยการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อให้ผลการวิจัยมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ (content analysis) ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน ใช้เลือกตำบลที่เป็นพื้นที่เป้าหมาย 4 ตำบลจาก 6 ตำบล คือ ตำบลนาตาขวัญ อำเภอเมืองระยอง ตำบลตาขัน ตำบลหนองบัวและตำบลบ้านค่าย อำเภอบ้านค่าย กลุ่มผู้ให้ข้อมูล (key informants) การวิจัยเชิงคุณภาพมีจำนวน14 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ส่วนบุคคลเชิงลึก ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณทำการถอดแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ราย ได้แก่ ชาวบ้านตาบลนาตาขวัญจำนวน 136 ราย ตำบล ตาขันจำนวน 72 ราย ตำบลหนองบัวจำนวน 134 ราย และตำบลบ้านค่ายจำนวน 58 ราย ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง การมีส่วนร่วมด้านการรับผลประโยชน์ในระดับปานกลาง การมีส่วนร่วมด้านการตัดสินใจอยู่ในระดับน้อยมาก ส่วนการมีส่วนร่วมด้านการดำเนินการและการประเมินผลพบว่าประชาชนไม่มีส่วนร่วมใด ๆ เลย 2. ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน อายุ ที่แตกต่างกันส่งผลต่อความคิดเห็นต่อการบริหารและจัดการแบบการมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง ไม่แตกต่างกัน ในขณะปัจจัยส่วนบุคคลด้านสถานภาพ อายุ อาชีพ และระยะเวลาที่พักอาศัยในอำเภอส่งผลต่อการบริหารและจัดการแบบการมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง แตกต่างกัน 3. ผลของการดำเนินโครงการก่อสร้างคลองส่งน้ำและระบายน้ำฯ ต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มิติด้านเศรษฐกิจและความมั่งคั่งให้ความสำคัญในระดับมาก รองลงมาคือมิติด้านสิ่งแวดล้อมมิติด้านการพัฒนาคน มิติด้านหุ้นส่วนการพัฒนาอยู่ในระดับมาก และมิติด้านสันติภาพและความยุติธรรมอยู่ในลำดับสุดท้ายปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญมี 6 ประการ ได้แก่ ประการแรกบางสายไม่มีน้ำใช้อย่างเพียงพอประการที่ 2 คอลงซอยมีต้นไม้จำนวนมากบดบังการไหลของน้ำ ประการที่ 3 มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการตรวจรับโครงการก่อสร้างคลองส่งน้าและระบายน้าฯ ประการที่ 4 การเมืองเข้าแทรกแซง ประการที่ 5 ถนนเลียบคลองไม่สามารถสัญจรได้ และประการที่ 6 สภาพคลองซอยฯบางช่วงปูนแตก เก็บน้ำไม่อยู่ ข้อเสนอแนะผลการวิจัย 1. หน่วยงานภาครัฐควรเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้เข้าไปมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการมีส่วนร่วม ร่วมแสดงความคิดเห็น เข้าประชุมและอบรม ควรมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง โดยมุ่งเน้นให้ทราบถึงประโยชน์และปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงการชลประทานให้แก่ชาวบ้านได้รับทราบ ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมในการจัดการทรัพยากรน้ำ 2. กรมชลประทานควรกลับไปพิจารณาแผนการก่อสร้างการชลประทานในพื้นที่ที่มีความหลากหลายเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศหรือที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่อาจจะส่งผลให้การก่อสร้างฯ ไม่บรรลุผลตามเป้าหมายได้ และเพื่อให้การใช้งบประมาณประเทศมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด