จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 6 )
การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มผ้าหม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติจังหวัดแพร่
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มผ้าหม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติจังหวัดแพร่ 2) ศึกษาการผลิตผ้าหม้อห้อมของกลุ่มผ้าหม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติจังหวัดแพร่ และ 3) จัดทำคู่มือการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มผ้าหม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติจังหวัดแพร่ ผู้ศึกษาใช้การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ประกอบด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ปราชญ์ชุมชน ผู้ประกอบการผ้าหม้อห้อม และนักวิชาการ ในพื้นที่จังหวัดแพร่ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง (In-depth Interview with Structure) การสุ่มกลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และแบบก้อนหิมะหรือลูกโซ่ (Snowball Sampling) และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบประเมินความเหมาะสม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผ้าหม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติจังหวัดแพร่ แบ่งองค์ความรู้ได้ 3 ด้าน คือ 1) องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับห้อม 2) การจัดการความรู้เกี่ยวกับการผลิตเนื้อห้อมเปียกและการผลิตผ้าหม้อห้อม 3) กลุ่มผ้าหม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติจังหวัดแพร่ การผลิตเนื้อห้อมเปียกสูตรมาตรฐาน มีอัตราส่วนใบห้อม 1 กิโลกรัม ต่อน้า 10 ลิตร แช่หมัก 48 ชั่วโมง และใช้อัตราส่วนปูนขาว 12 กรัม ต่อน้าหมักห้อม 1 ลิตร การทดสอบสิ่งทอตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ผ้าหม้อห้อม ผลรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับดี ความพึงพอใจของผู้ประกอบการผ้าหม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติที่มีต่อการใช้งานเนื้อห้อมเปียกสูตรมาตรฐาน ผลรวมมีค่าเฉลี่ย (X̅) 4.37 คิดเป็นร้อยละ 87.40 ได้รับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และประเมินความเหมาะสมของคู่มือ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 24 คน รายการประเมินคู่มือมี 3 ด้าน คือ 1) ด้านลักษณะรูปแบบเล่มคู่มือ 2) ด้านเนื้อหาภายในคู่มือ และ 3) ด้านการนำไปใช้ประโยชน์ สรุปผลการประเมินความเหมาะสม รวมทั้ง 3 ด้าน มีค่าเฉลี่ย (X̅) 4.60 คิดเป็นร้อยละ 92.03 ระดับความเหมาะสมมากที่สุด
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจเรื่องเล่าอาหารเมืองเพ็ชร์: เมืองสามรส
การศึกษาเรื่องการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจเรื่องเล่าอาหารเมืองเพ็ชร์: เมืองสามรส มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจเรื่องเล่าอาหารเมืองเพ็ชร์: เมืองสามรส เป็นการ วิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เคยทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 320 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ผลโดยการใช้วิธีหาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และเพื่อนำเสนอรูปแบบเรื่องเล่าอาหารเมืองเพ็ชร์: เมืองสามรส เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ผลโดยการหาแก่นสาระ ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 10 คน ผลวิจัยพบว่าพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเคยเดินทางไปทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดเพชรบุรีครั้งล่าสุดเดินทางไปไม่เกิน 1 ปี มีการเดินทางเพื่อตามรอยการรับประทานอาหารท้องถิ่น มีค่าใช้จ่ายต่อครั้งในการซื้อผลิตภัณฑ์อาหารหรือเป็นของฝาก ต่ำกว่า 5,000 บาทและมีประสบการณ์ความทรงจำนึกถึงอาหารของจังหวัดเพชรบุรี คือ ด้านรสชาติของอาหารท้องถิ่น ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจเรื่องเล่าอาหารเมืองเพ็ชร์: เมืองสามรส พบว่า มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 เรื่องเล่ารู้แหล่งที่มาของอาหาร 9 ตัวแปร องค์ประกอบที่ 2 เรื่องเล่าวัตถุดิบของอาหาร 9 ตัวแปร องค์ประกอบที่ 3 เรื่องเล่ามรดกของอาหาร 8 ตัวแปร องค์ประกอบที่ 4 เรื่องเล่ากรรมวิธีการทำอาหารในท้องถิ่น 3 ตัวแปร องค์ประกอบที่ 5 เรื่องเล่าความปลอดภัยของอาหาร 3 ตัวแปร และผลพบว่า แก่นสาระขององค์ประกอบเรื่องเล่า อาหารต่อเมืองเพ็ชร์: เมืองสามรส สามารถแบ่งได้ดังนี้ 1) เรื่องเล่ารู้แหล่งที่มาของอาหาร ประกอบด้วย แก่นสาระที่ 1 เรื่องเล่ารู้แหล่งที่มาของเกลือ แก่นสาระที่ 2 เรื่องเล่ารู้แหล่งที่มา ของน้ำตาลโตนด แก่นสาระที่ 3 เรื่องเล่ารู้แหล่งที่มาของมะนาวแป้น และ แก่นสาระที่ 4 เรื่องเล่า ระบบนิเวศของอาหาร 2) เรื่องเล่าวัตถุดิบของอาหาร ประกอบด้วย แก่นสาระที่ 1 เรื่องเล่าการใช้ วัตถุดิบของมะนาวแป้น เกลือ และน้ำตาลโตนด และ แก่นสาระที่ 2 เรื่องเล่ารสชาติของอาหาร ในท้องถิ่น 3) เรื่องเล่ามรดกของอาหาร ประกอบด้วย แก่นสาระที่ 1 เรื่องเล่าการใช้วัตุดิบในท้องถิ่น 4) เรื่องเล่ากรรมวิธีการทำอาหารในท้องถิ่น ประกอบด้วย แก่นสาระที่ 1 เรื่องเล่าโภชนาการอาหารในท้องถิ่น และ 5) เรื่องเล่าความปลอดภัยของอาหาร ประกอบด้วย แก่นสาระที่ 1 เรื่องเล่าภูมิปัญญาและความปลอดภัยของอาหาร
บุพปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมระดับ 3 ดาว ในประเทศไทย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย กระบวนการจัดการ คุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมระดับ 3 ดาว ในประเทศไทย 2) ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของ มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย กระบวนการจัดการ คุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ และการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมระดับ 3 ดาว ในประเทศไทย และ 3) ตรวจสอบความสอดคล้องของตัวแปร ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของ บุพปัจจัยที ่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมระดับ 3 ดาว ในประเทศไทยกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยคือ พนักงานในระดับผู้บริหาร หรือพนักงานในระดับหัวหน้างานขึ้นไปที่ปฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรมระดับ 3 ดาว ในประเทศไทย จำนวน 271 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยความคิดเห็นคุณลักษณะความเป็นผู ้ประกอบการ และผลการดำเนินงานอยู ่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยความคิดเห็นมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย กระบวนการจัดการ และการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอยู ่ในระดับมากที่สุด โมเดลจำลอง สมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์โดยมีค่า Chi-Square =230.15, df =107, Relative Chi-Square =2.151, GFI =0.907, NFI =0.924, TLI =0.946, CFI =0.958, RMSEA =0.065 และ RMR =0.015 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าตัวแปร มาตรฐานความปลอดภัย ด้านสุขอนามัย กระบวนการจัดการ คุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ และการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันมีอิทธิพลทางตรงต่อผลการดำเนินงาน และตัวแปรมาตรฐานความปลอดภัย ด้านสุขอนามัย กระบวนการจัดการ และคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการมีอิทธิพลทางอ้อมต่อ ผลการดำเนินงานผ่านการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
การบริหารจัดการชลประทานโดยการมีส่วนร่วม: กรณีศึกษาปัจจัยด้านการจัดการโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างและผลกระทบต่อความสุขของชุมชนจังหวัดเชียงราย
งานวิจัยนี มีวัตถุประสงค์ ดังนี เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารและการจัดการชลประทานโดยการมีส่วนร่วม กรณีศึกษาปัจจัยด้านการจัดการโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างฯ2) ศึกษาระดับและความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคคลกับการบริหารและการจัดการชลประทานโดยการมีส่วนร่วม กรณีศึกษาปัจจัยด้านการจัดการโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างฯ และ 3) ศึกษาโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างส่งผลต่อความสุขของประชาชนในพื้นที่ฯ วิธีการศึกษาเน้นการวิจัยคุณภาพเป็นหลักโดยการสัมภาษณ์ จะมุ่งเน้นไปที่ผู้ให้ข้อมูลส้าคัญ (key informants) มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มบุคลากรของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บุคลากรของกรมชลประทาน กรมพัฒนาชุมชน กรมการปกครอง และอื่น ๆ และกลุ่มผู้นำในพื้นที่ ได้แก่ ผู้น้าที่เป็นทางการ (เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น) ผู้นำที่ไม่เป็นทางการ นักการเมือง นักธุรกิจ และเสริมด้วยการวิจัย เชิงปริมาณเพื่อให้ได้ผลงานการวิจัยทีมีความน่าเชื่อถือและสมบูรณ์ครบถ้วน โดยการสุ่มตัวอย่างโดย ใช้วิธีการจับสลาก ได้ตำบลป่าแดดจำนวน 5 หมู่บ้าน ตำบลแม่สรวยและตำบลศรีถ้อยอย่างละ 1 หมู่บ้าน รวมเป็น 2 หมู่บ้าน ได้กลุ่มตัวอย่างมีขนาดเท่ากับ 344 ราย แต่เพื่อต้องการให้มีความ ครบถ้วนและสมบูรณ์กำหนดจำนวน 360 ราย และน้ำมาหาสัดส่วนของแต่ละหมู่บ้านที่เป็น กลุ่มตัวอย่างจากจำนวนประชากรในแต่ละหมู่บ้าน วิธีวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามจะใช้สถิติ ทั้งเชิงพรรณนา และเชิงอนุมานโดยใช้สถิติ t-test และสถิติ F-Test (One Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการชลประทานโดยการมีส่วนร่วมโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงราย พบว่าปัจจัยทั้ง 5 ประการเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำ 2) การมีส่วนร่วมของสมาชิก 3) การทำงานเป็นทีม 4) การจูงใจ และ 5) ความผูกพันและการยอมรับของสมาชิก และยังมี 6) การสนับสนุนสาธารณะ และ 7) สภาพพื้นที่ของตำบลป่าแดดและทุนทางสังคมของชาวบ้านในพื้นที่ 2. ปัจจัยส่วนบุคคลกับปัจจัยด้านการบริหารจัดการชลประทานโดยการมีส่วนร่วมพบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ สถานภาพ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ ที่แตกต่างกันส่งผลต่อความคิดเห็นต่อการบริหารและการจัดการชลประทานแบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษาโครงการอ่างเก็บน้าแม่ตาช้าง จ.เชียงราย ไม่แตกต่างกัน ในขณะปัจจัยส่วนบุคคลด้านรายได้ต่อเดือนและระยะเวลาที่อาศัยในพื้นที่ที่แตกต่างกันส่งผลต่อความคิดเห็นต่อการบริหารและการจัดการชลประทานแบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษาโครงการอ่างเก็บน้าแม่ตาช้าง จ.เชียงราย แตกต่างกัน 3. โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างส่งผลต่อความสุขของชาวบ้านในพื้นที่ฯ เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) Happy Money การที่ชาวบ้านและผู้น้าชาวบ้านได้อาศัยน้าที่เป็นปัจจัยหลักในการประกอบอาชีพเพื่อให้ได้เงินมาดำรงชีวิต 2) Happy Body การมีสุขภาพที่ดีมีทั้งร่างกายและจิตใจในการรับมือกับปัญหาที่จะเข้ามาได้เป็นอย่างดี 3) Happy Society การมีสังคมที่ดี มีความพร้อมในตัวเอง มีทั้งความอุดมสมบูรณ์ มีความเอื้ออาทร การช่วยเหลือ และการแบ่งปัน รวมถึงมีความสามัคคี และ 4) Happy Family การมีครอบครัวที่ดี ทำให้ครอบครัวอยู่กันมีความสุขส่วนปัญหา/อุปสรรคพบว่ามี 3 ประการ คือ 1) หากมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำหรือกลุ่มผู้นำเป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาดำเนินการแทนอาจจะไม่เข้าใจอย่างแท้จริงและไม่เห็นคุณค่าที่เคยต่อสู้กันมาเพื่อให้ได้ซึ่งอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง 2) คนต่างพื้นที่เข้ามาอาจจะไม่เข้าใจบริบทของพื นที่ จึงอาจจะไม่มีการปฏิบัติตามมาตรการทางสังคมที่ก้าหนดไว้ และ 3) ในช่วงก่อสร้างอ่างเก็บน้าแม่ตาช้างจะมีฝุ่นละอองจนส่งผลต่อความสุขของชาวบ้านในพื้นที่การมีอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างจะช่วยสร้างความสุขให้กับชุมชนอย่างดียิ่ง เนื่องจากจะได้มีน้ำไว้ใช้เพื่อการบริโภค การเกษตร การท่องเที่ยวและอื่น ๆ ไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐในกรุงเทพมหานคร
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพกับโรงพยาบาลรัฐบาลในเขต กรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพกับโรงพยาบาลรัฐบาลในเขตกรุงเทพมหานคร3) ศึกษาคุณภาพชีวิตในการทางาน ทัศนคติต่องาน และแรงจูงใจต่องาน ที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐบาลในเขตกรุงเทพมหานคร 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโรงพยาบาลกับความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐบาลในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างพยาบาลวิชาชีพของโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร จานวน 380 คนและการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกพยาบาลวิชาชีพของโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่งใน เขตกรุงเทพมหานคร จานวน 20 คน ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับความผูกพันต่อองค์การโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการทดสอบเปรียบเทียบความสัมพันธ์ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการประกอบอาชีพ รายได้ และสถานที่ปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์การอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05 3) ผลการวิเคราะห์การส่งผลตัวแปรอิสระต่อตัวแปรความผูกพันในองค์การ พบว่า คุณภาพชีวิตในการทางาน ทัศนคติที่มีต่องาน และแรงจูงใจในการปฏิบัติงานสามารถทานายความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐในเขตกรุงเทพมหานครทั้งสามแห่งได้ในระดับสูงถึงร้อยละ 72.8 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05 และ 4) ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของปัจจัยตัวแปรอิสระ ได้แก่ คุณภาพชีวิตในการทางาน ทัศนคติที่มีต่องาน และแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ระหว่างโรงพยาบาลที่ต่างกัน พบว่ามีระดับความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐในเขตกรุงเทพมหานครไม่แตกต่างกัน การส่งเสริมให้พยาบาลวิชาชีพมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทัศนคติที่มีต่องาน และแรงจูงใจในการ การจัดสภาพแวดล้อมในการทางานที่เหมาะสมและมอบหมายงานที่ท้าทายความสามารถ ซึ่งจะเป็นแนวทางสาคัญในการเสริมสร้างความผูกพันต่อวิชาชีพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ปฏิบัติงาน จะช่วยเสริมสร้างความผูกพันและความจงรักภักดีต่อโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสมและมอบหมายงานที่ท้าทายความสามารถ ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมความผูกพันและความจงรักภักดีต่อวิชาชีพพยาบาลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น