จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 23 )

การพัฒนาผลิตภัณฑ์มะม่วงน้ำดอกไม้อบแห้งโดยปราศจากการเติมสารละลายน้ำตาลโดยการอบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อน
การพัฒนาผลิตภัณฑ์มะม่วงน้ำดอกไม้อบแห้งโดยปราศจากการเติมสารละลายน้ำตาลโดยการอบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อน

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์มะม่วงน้ำดอกไม้อบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนแบบอุณหภูมิคงที่และแบบปรับลดระดับอุณหภูมิเปรียบเทียบกับการอบแห้งด้วยลมร้อน โดยประเมินจลนพลศาสตร์ของการอบแห้ง ความสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะของกระบวนการอบแห้ง และคุณภาพของมะม่วงน้ำดอกไม้อบแห้ง โดยนำมะม่วงน้ำดอกไม้ที่มีปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้อยู่ในช่วง 18-19 oBrix หั่นเป็นแผ่นด้วยความหนา 1.5 cm อบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนที่กำลัง 650 W ร่วมกับลมร้อนที่อุณหภูมิ 70-90 oC เปรียบเทียบกับการอบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนแบบปรับลดระดับอุณหภูมิที่กำลัง 650 W ร่วมกับลมร้อนที่อุณหภูมิ 90 oC และ 100 oC เป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง และการอบแห้งด้วยลมร้อน 70 oC โดยทั้งสามวิธีดำเนินการอบแห้งจนกระทั่งตัวอย่างเหลือความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 ฐานแห้ง จากผลการทดลอง พบว่าวิธีการอบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนที่อุณหภูมิ 90 oC มีอัตราการอบแห้งสูงกว่าวิธีการอบแห้งอื่น ทำให้ใช้เวลาอบแห้งสั้น ส่งผลให้มีความสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะทางด้านไฟฟ้าต่ำกว่าวิธีการอบแห้งอื่น มะม่วงที่ผ่านการอบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนที่อุณหภูมิ 90 oC มีค่าความสว่างของสี (L*) ร้อยละของการหดตัว ความแข็ง และความหยุ่นตัวต่ำกว่า แต่มีค่าสีแดง (+a*) และค่าสีเหลือง (+b*) สูงกว่า และมีโครงสร้างภายเป็นรูพรุนขนาดใหญ่กว่าเงื่อนไขการอบแห้งอื่น ในขณะที่มะม่วงที่ผ่านการอบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนแบบปรับลดระดับอุณหภูมิที่ 90 oC เป็นเวลา 1 ชั่วโมง มีค่าความสว่างของสีและค่าสีเหลืองสูงที่สุด แต่ค่าสีแดงต่ำที่สุด การเพิ่มขึ้นของระดับอุณหภูมิและระยะเวลาการอบแห้งในขั้นตอนแรกของกระบวนการอบแห้งทำให้มะม่วงอบแห้งมีค่าความสว่างของสี ค่าสีเหลือง ความแข็ง ความเหนียว และเปอร์เซ็นต์การหดตัวลดลง แต่สีแดงเพิ่มขึ้น และขนาดรูพรุนใหญ่ขึ้น โดยเงื่อนไขที่แนะนำสำหรับอบแห้งมะม่วงคืออบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนแบบปรับลดอุณหภูมิที่อุณหภูมิ 90 oC เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ตามด้วย 80 oC เป็นเวลา 1 ชั่วโมง และตามด้วย 70 oC

2566
การศึกษาการนำกลับมาใช้ใหม่ของพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดที่ส่งผลต่อสมบัติทางกลและไตรโบโลยี
การศึกษาการนำกลับมาใช้ใหม่ของพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดที่ส่งผลต่อสมบัติทางกลและไตรโบโลยี

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษาการนำกลับมาใช้ใหม่ของพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดที่ส่งผลต่อสมบัติทางกลและไตรโบโลยี โดยนำผงพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดบริสุทธิ์ ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยเป็นวัสดุตั้งต้นในการศึกษาครั้งนี้ ผงพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดได้รับการตรวจสอบขนาดอนุภาคผงและรูปลักษณ์สัณฐาน ผ่านกระบวนการอัดขึ้นรูปร้อนด้วยแม่พิมพ์แบบปิดซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการศึกษา การให้ความร้อนซ้ำจำนวน 3 รอบ ถูกทำเพื่อศึกษาสมบัติทางกลและไตรโบโลยี ภายใต้ความดันปิดแม่พิมพ์ 5 MPa อุณหภูมิภายในแม่พิมพ์ 140oC นาน 180 นาที มีการใช้กระบวนการหล่อเย็นผ่านแท่น หล่อเย็นเพื่อลดอุณหภูมิหลังการอัดขึ้นรูปร้อน ผลการทดสอบ พบว่า เมื่อนำพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดผ่านการให้ความร้อนซ้ำจำนวน 3 รอบ จะให้ค่าความเค้นคราก ค่าความต้านทานแรงดึง การยืดตัว ณ จุดแตกหัก แรงกระแทก และจุดหลอมเหลวลดลง ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานมีค่าเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย มีค่าความหนาแน่นลดลง มีอัตราการสึกหรอสูงขึ้น จากการตรวจสอบพื้นผิวด้วยเครื่องวัดความหยาบผิวพบว่ามีร่องรอยของการขูดขีดไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นผิวสึกหรอของพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดบริสุทธิ์ จากการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นต้องเสริมอนุภาคเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ สมบัติทางกลและไตรโบโลยีให้กับพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวด และต้องมีการทดสอบสมบัติทางกล ทางความร้อน ทางเคมี และไตรโบโลยีใหม่อีกครั้ง

2566
การศึกษาการอบแห้งใบกระท่อมด้วยวิธีฟลูอิดไดซ์เบด
การศึกษาการอบแห้งใบกระท่อมด้วยวิธีฟลูอิดไดซ์เบด

กระท่อมเป็นพืชชนิดหนึ่งที่พบได้มากในเขตร้อนชื้นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในสมัยโบราณมีการใช้ใบกระท่อมในการรักษาอาการติดเชื้อในลำไส้ แก้ท้องเสีย ท้องร่วง บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดไข้ บรรเทาอาการไอ ทำให้นอนหลับ โดยใช้ใบสดหรือใบแห้งนำมาเคี้ยว สูบ หรือชงเป็นน้ำชา ในปี 2565 หลังจากมีการยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ห้ามใช้พืชกระท่อมเป็นส่วนผสมของอาหาร ทำให้ปัจจุบันสามารถใช้พืชกระท่อมในการประกอบอาหารหรือผลิตเป็นยาสำหรับรักษาโรคได้ โดยนอกจากการซื้อขายใบสดแล้วนั้น ได้มีการแปรรูปใบกระท่อมนั้นมีด้วยกันหลายชนิดทั้งการใส่แคปซูลเป็นสารสกัดเข้มข้น รวมถึงประเภทใบแห้ง และ ชนิดผง ซึ่งนำไปใช้เป็นส่วนประกอบเช่นเครื่องดื่มผสมใบกระท่อม กระท่อมบรรจุถุงชาพร้อมชง เป็นต้น จึงมีความสนใจที่จะศึกษาการนำใบกระท่อมมาอบแห้งโดยใช้เครื่องอบแห้งแบบฟลูอิดไดซ์เบด ซึ่งเครื่องอบแห้งแบบ ฟลูอิดไดซ์เบด ที่จะทำการศึกษาจะมีอุปกรณ์ประกอบด้วย ชุดโบลเวอร์ เป่าลมผ่านฮีตเตอร์ ทำความร้อน เกิดลมร้อนไปยังถังอบ ในการทดลองนี้ได้กำหนดน้ำหนักใบกระท่อมในการอบแห้ง 1 กิโลกรัม, 2 กิโลกรัม และ 3 กิโลกรัม ทดลองอบใบกระท่อมที่อุณหภูมิ 50°C, 55°C, 60°C, 65°C และ 70°C บันทึกข้อมูลการทดลองทุก 10 นาที เพื่อหาความชื้นที่ลดลงในแต่ละช่วงเวลา ใช้แบบจำลองการอบแห้ง Newton, Page, Midilli, Wang and Singh และ Logarithmic ในการทำนายผลการอบแห้ง ผลการทดลองพบว่า การอบแห้งใบกระท่อมที่อุณหภูมิ 55°C ใช้เวลาในการอบแห้ง 150 นาที เป็นอุณหภูมิอบแห้งใบกระท่อมที่ดีที่สุด เนื่องจากเมื่อเทียบกับการอบแห้งที่อุณหภูมิ 50°C พบว่าความชื้นจะลดลงช้ากว่าและสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะสูงกว่า และเมื่อเทียบกับอุณหภูมิ 60°C, 65°C และ 70°C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สูงกว่า และใช้เวลาน้อยกว่า แต่ทำให้ปริมาณสารไมทราไจนีลใน ใบกระท่อมมีปริมาณที่ลดลงไป ตามอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น สำหรับการจำลองพบว่า แบบจำลอง Midilli model ให้ค่าตัวชี้วัด R2 สูงสุดถึง 0.9998 และค่าตัวชี้วัด RMSE ต่ำสุดถึง 0.0055 ในขณะที่แบบจำลองอื่น ๆ มีค่าตัวชี้วัด R2 ที่ต่ำกว่า และค่าตัวชี้วัด RMSE ที่สูงกว่าแบบจำลองของ Midilli model ทั้งหมด ดังนั้นแบบจำลองของ Midilli model สามารถทำนายผลได้แม่นยำสูงสุดในทุกสภาวะอบแห้ง เป็นแบบจำลองการอบแห้งที่เหมาะสำหรับการอบแห้งใบกระท่อมด้วยลมร้อน

2567
การศึกษาประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเครื่องพ่นแอสฟัลต์
การศึกษาประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเครื่องพ่นแอสฟัลต์

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเตาเผาเครื่องพ่นแอสฟัลต์ ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดน้ำมันดีเซล โดยวิธีการปรับเปลี่ยนความดันเชื้อเพลิง การศึกษานี้ทำการทดสอบกับเตาเผาเครื่องพ่นแอสฟัลต์ชนิดเคลื่อนที่ได้ ติดตั้งอยู่กับรถบรรทุก 6 ล้อ การปรับเปลี่ยนความดันเชื้อเพลิงในแต่ละครั้งจะขึ้นอยู่กับภาระความต้องการใช้งานเร่งด่วนของหน้างานและผู้ใช้งาน ปัญหาของเตาเผาที่เกิดขึ้น คือ เตาเผาจุดติดไฟยาก และขณะเตาเผาทำงานจะมีปริมาณควันดำที่ปล่อยออกมาจากปล่องไอเสียเป็นจำนวนมาก โดยมีเงื่อนไขในทดสอบ คือ การปรับเปลี่ยนระดับความดันเชื้อเพลิง ที่ระดับ 40-80 psi และทำการบันทึกค่าวัดไอเสียเตาเผา จากการทดสอบการปรับเปลี่ยนระดับความดันเชื้อเพลิง และการทำงานของเตาเผาเครื่องพ่นแอสฟัลต์ พบว่า ที่ระดับความดันเชื้อเพลิง 40 psi มีประสิทธิเตาเผาสูงสุดเท่ากับ ร้อยละ 59.14 เมื่อเทียบกับความดันเชื้อเพลิงที่ระดับ 45-80 psi และ ผลการวัดค่าก๊าซไอเสียที่ความดันเชื้อเพลิง ที่ระดับ 40 psi พบว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ เท่ากับ ร้อยละ 5.06, ร้อยละ 0.09 และ 7.0 ppm ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานกำหนด และอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 34.80 ลิตรต่อชั่วโมง น้อยกว่าระดับความดันเชื้อเพลิง ที่ระดับ 45-80 psi อยู่ร้อยละ 1.7-5 ซึ่งจากผลการทดสอบ จึงได้กำหนดระดับความดันเชื้อเพลิงของเตาเผา ในการใช้งานไว้ที่ระดับ 40 psi ซึ่งสามารถลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ และยังสามารถควบคุมอัตราการปลดปล่อยก๊าซไอเสีย และควันดำไม่ให้เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด

2567
การวิเคราะห์ค่าความเครียดสนามไฟฟ้าจากชุดอิเล็กโทรดสร้างก๊าซโอโซนสำหรับห้องปลอดเชื้อ
การวิเคราะห์ค่าความเครียดสนามไฟฟ้าจากชุดอิเล็กโทรดสร้างก๊าซโอโซนสำหรับห้องปลอดเชื้อ

วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอการออกแบบอิเล็กโทรดในสนามไฟฟ้าเคมีแรงดันสูงในรูปแบบของการกระจายสนามไฟฟ้าที่ไม่สม่ำเสมอสูง เพื่อหาจุดที่เหมาะสมและที่มาของการสร้างเครื่องกำเนิดก๊าซโอโซนที่ใช้เป็นคุณสมบัติที่ดีในการเกิดปฏิกิริยาเคมีจากคุณสมบัติทางเคมีของก๊าซโอโซนที่มีความสามารถในการฆ่าเชื้อโรคทั้งในน้ำและอากาศ ประกอบกับความจริงที่ว่าก๊าซโอโซนไม่ใช้สารเคมีและสามารถย่อยสลายได้ภายใน 20 นาทีและไม่ทิ้งสารตกค้างในน้ำและในสภาพอากาศ ในการวิจัยนี้ จะมีการตรวจสอบประสิทธิภาพและความเหมาะสมของประเภทอิเล็กโทรดที่ใช้เป็นชุดเครื่องกำเนิดโอโซน และจะนำไปสู่การเปรียบเทียบการออกแบบอิเล็กโทรดต่าง ๆ ผลลัพธ์ได้รับการวิเคราะห์โดยทางโปรแกรมเพื่อกำหนดการเปรียบเทียบที่เป็นไปได้กับการออกแบบอิเล็กโทรดสร้างโอโซนที่มีประสิทธิภาพ การวิจัยระบุสนามไฟฟ้าที่สร้างขึ้นใน แต่ละชุดอิเล็กโทรดเพื่อกำหนดความสามารถในการปรับปริมาณโอโซนให้เหมาะสม

2567