จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 18 )

รูปแบบสมรรถนะครูคหกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
รูปแบบสมรรถนะครูคหกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

การจัดการศึกษาคหกรรมศาสตร์ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการสร้างความรู้จากประสบการณ์ด้านวิชาการและวิชาชีพ ครูคหกรรมจึงควรมีคุณลักษณะที่สามารถปฏิบัติการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแนวทางพัฒนาครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะของครูคหกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) สร้างรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบสมรรถนะครูคหกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 3) ทดลองใช้รูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบสมรรถนะครูคหกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประชากร กลุ่มตัวอย่าง และผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูคหกรรมของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร 177 คน ผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมภาษณ์เชิงลึก 15 คน ผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมสนทนากลุ่ม 15 คน และกลุ่มตัวอย่างในการทดลองใช้รูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบสมรรถนะครูคหกรรม 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะที่พึงประสงค์และสมรรถนะปัจจุบันของครูคหกรรม แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกการประชุมสนทนากลุ่ม แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบสมรรถนะครูคหกรรม แบบทดสอบหลังการอบรม แบบประเมินทักษะ แบบประเมินการพัฒนาตนเองก่อน -หลังการอบรม และแบประเมินความพึงพอใจต่อการอบรม รวบรวมข้อมูลโดยการสอบถามสัมภาษณ์เชิงลึก ประชุมสนทนากลุ่ม และกิจกรรมทดลองใช้รูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบสมรรถนะครูคหกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (FNI more) การวิเคราะห์เนื้อพา และการพิมคราะห์ One Sample t ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะของครูคหกรรมมี 2 ด้าน คือ สมรรถนะหลัก 11 สมรรถนะ โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายด้านคหกรรมศาสตร์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (PNI Modified = 0.402) สมรรถนะประจำสายงานมี 12 สมรรถนะ และการใช้และพัฒนาสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้ด้านคหกรรมศาสตร์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (PNI Modned = = 0.348) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะครูคหกรรมมีความสำคัญและส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน แบ่งได้ 3 ต้าน ได้แก่ ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ รูปแบบการพัฒนา ควรใช้วิธีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการศึกษาดูงานโดยดำเนินการในช่วงปิดภาคเรียน และประเมินผลด้วยวิธีการนิเทศ กำกับ ติดตาม การประเมินตนเองร่วมกับการประเมินโดยผู้เกี่ยวข้อง 2) รูปแบบสมรรถนะครูคหกรรม มี 7 ด้าน ประกอบเป็นคำว่า TEACHER ER ให้ความหมายได้ ดังนี้(Theory) หรือแนวคิด ทฤษฎีที่ใช้ E E (End Goal) หรือวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาสมรรถนะครูคหกรรม A (Assets) หรือปัจจัยสนับสุนสุน C (Construct) หรือกระบวนการพัฒนา H (How To) หรือวิธีการที่ใช้ในการพัฒนา E (Effect) หรือผลที่ได้จากการพัฒนาสมรรถนะครูคหกรรม และ R (Refne) หรือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คู่มือการใช้รูปแบบสมรรถนะครูคหกรรมแบ่งเป็น 4 บท ได้แก่ บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูคหกรรม บทที่ 3 หลักสูตรฝึกอบรมสมรรถนะครูคหกรรม บทที่ 4 บทสรุป หลักสูตรฝึกอบรมจัดทำขึ้นโดยเลือกหัวข้อลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดจากผลการสัมภาษณ์ของสมรรถนะหลักเรื่อง การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมในการพัฒนาองค์กรและวิชาชีพด้านคกรรมศาสตร์ และสมรรถนะประจำสายงานเรื่อง ความรู้ความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบสมรรถนะครูคหกรรม พบว่า การทดสอบความรู้หลังการอบรมสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีคะแนนเฉลี่ย 17.23 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 86.13 ผู้เข้ารับการอบรมร้อยละ 100 มีทักษะสูงกว่ามาตรฐานในทุกประเด็นการประเมิน ครูคหกรรมประเมินการพัฒนาตนเองก่อนการอบรมในระดับปานกลาง ในขณะการพัฒนาตนเองหลังการอบรมอยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจของครูคหกรรมต่อการอบรมพบว่า มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะให้ครูคหกรรมนำสื่อนวัตกรรม เทคโนโลยี มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ สร้างหลักสูตรเพื่อพัฒนาครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ นำหลักสูตรจากผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ และอบรมทักษะเฉพาะด้านคหกรรมศาสตร์

2567
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี

การศึกษ านี้มีวัตถุป ระสงค์เพื่อ 1) ศึกษ าปัจจัยส่วน บุคคลของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี 2) ศึกษาการตัดสินใจเลือกเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลกับการตัดสินใจเลือกเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียน ที่กำลังศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี จำนวน 200 คน ด้วยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าไคสแควร์และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาผลการศึกษา พบว่า 1) นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 65.50 มีอายุ17 ปี คิดเป็นร้อยละ 45.00 เลือกศึกษาต่อในสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คิดเป็นร้อยละ 81.50 และมีเกรดเฉลี่ยสะสมระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระหว่าง 3.01-3.50 คิดเป็นร้อยละ 49.50 2) การตัดสินใจเลือกเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( x = 3.94,S.D. = 0.639) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านภาพลักษณ์ของวิทยาลัย (x = 3.99, S.D. = 0.707) รองลงมาคือ ด้านสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ที่สนับสนุนการสอน ( x = 3.96, S.D. = 0.730) และน้อยที่สุดคือ ด้านหลักสูตร ( x = 3.89,S.D. = 0.709) และ 3) ปัจจัยส่วนบุคคล จำแนกตามเพศ และสาขาวิชาที่เลือกเรียน มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัย อาชีวศึกษาธนบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2568
แนวทางการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัญมณีและเครื่องประดับ  กรณีศึกษา: นิคมอุตสาหกรรมอัญมณี
แนวทางการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัญมณีและเครื่องประดับ กรณีศึกษา: นิคมอุตสาหกรรมอัญมณี

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัญมณีและเครื่องประดับของนิคมอุตสาหกรรมอัญธานี 2) ศึกษากระบวนการ และขั้นตอนในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ 3) สำรวจความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ 4) เสนอแนะแนวทางและตัวแบบในการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed - Method Research) ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 12 คน และเชิงปริมาณ ประกอบด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหาร ผู้ประกอบการอัญมณี ผู้จัดการหรือหัวหน้างาน ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีและเครื่องประดับจากกลุ่มตัวอย่าง 355 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบตวามแตกต่าง ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณผลการศึกษาเชิงคุณภาพ พบว่า นิคมอุตสาหกรรมอัญธานีมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบคลัสเตอร์ แต่ยังขาดระบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์การพัฒนาทักษะแรงงานและการยกระดับอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยเฉพาะด้านการฝึกอบรม การจัดหลักสูตรเฉพาะทาง การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการใช้เทคโนโลยีร่วมกับงานฝีมือ นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างทางด้านมุมมองระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการออกแบบระบบการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น เข้าถึงได้ และมีความร่วมมือเชิงพื้นที่แนวทางการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ ซึ่งควรดำเนินการผ่าน 1) การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้กลางอยู่ในนิคมที่เชื่อมโยงกับสถานประกอบการและชุมชน 2) การพัฒนาหลักสูตรแบบบูรณาการร่วมระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา 3) การส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ผ่านระบบรางวัลและการยกย่องช่างฝีมือ 4) การสร้างเครือข่ายนวัตกรรมขึ้นในระดับนิคม และ 5) การสนับสนุนนโยบายเฉพาะพื้นที่เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทางด้านอัญมณีและเครื่องประดับ ผลการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านปัจจัยโครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านประโยชน์ของการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยการวิเคราะห์การเปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง และระยะเวลาในการปฏิบัติงาน พบว่าตัวแปร เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในงานด้านอัญมณีและเครื่องประดับ มีระดับความคิดเห็นทั่วไปเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้ และประโยชน์ของการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อทำการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยด้านอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และโครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้ มีอิทธิพลต่อการรับรู้ถึงประโยชน์ของเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามได้ถึงร้อยละ 74.30 และด้านโครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้สามารถพยากรณ์ปัจจัยของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับได้ร้อยละ 71.40 นอกจากนี้โครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้ ยังส่งผลต่อประโยชน์ของการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากการสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากข้อค้นพบของการวิจัย ผู้วิจัยได้สร้างตัวแบบการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัญมณีและเครื่องประดับสำหรับประเทศไทย โดยใช้ตัวแบบ “4-C 1-P Model” ประกอบด้วย 1) Collaboration: การสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ 2) Curriculum: การสร้างหลักสูตรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมด้านอัญมณีและเครื่องประดับ 3) Community: การอาศัยแรงสนับสนุนการเรียนรู้จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม 4) Culture: การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ผนวกด้วย 5) 1-P: Policy: การขับเคลื่อนเชิงนโยบายจากภาครัฐ ซึ่งตัวแบบนี้จะสามารถประยุกต์ใช้กับนิคมอุตสาหกรรมอื่นในประเทศไทยเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมด้านอัญมณีและเครื่องประดับ นำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตของแรงงานและผู้เกี่ยวข้องได้อย่างยั่งยืน

2568