จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 23 )
การออกแบบระบบการตัดสินใจในการเลือกแชทบอทสำหรับสถานพยาบาล
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบระบบการตัดสินใจในการเลือกแชทบอทสำหรับสถานพยาบาลที่เหมาะสมตามความต้องการของผู้ตัดสินใจ โดยการประยุกต์ใช้วิธีการตัดสินใจหลายหลักเกณฑ์แบบคลุมเครือ ซึ่งระบบการตัดสินใจในการเลือกแชทบอทสำหรับสถานพยาบาล ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 คือส่วนฐานข้อมูล ซึ่งรวบรวมข้อมูลแชทบอทที่เหมาะสมสำหรับสถานพยาบาลและข้อมูลรายละเอียดของเกณฑ์การตัดสินใจ ส่วนที่ 2 คือ ส่วนการคำนวณน้ำหนักความสำคัญ โดยทำการคำนวณน้ำหนักความสำคัญของเกณฑ์ตัดสินใจด้วยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์แบบคลุมเครือ และส่วนที่ 3 คือ ส่วนที่ใช้ตัดสินใจเลือกแชทบอทที่เหมาะสมสำหรับสถานพยาบาล เกณฑ์การตัดสินใจหลักประกอบด้วย 4 เกณฑ์ดังนี้ 1. ฟังก์ชั่น (Functionalities) 2. ความสามารถด้านภาษาที่หลากหลาย (Multilingual Ability) 3. การใช้งาน (Usability) และ 4. ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว (Security and Privacy) งานวิจัยนี้ได้นำไปประยุกต์ใช้กับกรณีศึกษาในสถานพยาบาลในประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่าการออกแบบระบบการตัดสินใจในการเลือกแชทบอทสำหรับสถานพยาบาล สามารถช่วยทำให้การตัดสินใจได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และความต้องการของสถานพยาบาล และได้ผลการตัดสินใจที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ยังมีการวิเคราะห์ความไว ซึ่งเป็นประโยชน์ที่มีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
การศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพดัชนีความยากจนหลายมิติด้วยค่าสัมประสิทธิ์ที่เหมาะสมโดยใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาค่าน้ำหนักดัชนีความยากจนหลายมิติ ในระบบบริหารจัดการข้อมูล การพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform: TPMAP) โดยระบบดังกล่าวสำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติร่วมมือกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และระบุปัญหาความยากจนของคนในประเทศมุ่งเน้น ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตามนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีปัจจัยที่นำมาใช้ ในการคำนวณหาค่าดัชนีความยากจนหลายมิติ 5 ด้าน คือ ด้านสุขภาพ ด้านความเป็นอยู่ ด้านการศึกษา ด้านการเงิน และด้านการเข้าถึงบริการรัฐ มีน้ำหนักเท่ากัน การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา หาน้ำหนักหรืออิทธิพลของปัจจัยในแต่ละมิติ ด้วยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytical Hierarchy Process: AHP) จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 ท่าน จากหลายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้พบว่า ด้านสุขภาพ มีความสำคัญสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 25.85 ด้านการศึกษาคิดเป็นร้อยละ 25.62 ด้านการเงินคิดเป็นร้อยละ 18.12 ด้านการเข้าถึงบริการรัฐคิดเป็นร้อยละ 16.61 ตามลำดับ และด้านความเป็นอยู่ มีความสำคัญน้อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ 13.80
การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบรวบรัดของการประเมินปริมาณวัสดุและการลงทุนสำหรับการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์โดยการใช้
การเติบโตอย่างรวดเร็วของพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะระบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา (PV rooftop) ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในภูมิภาคเอเชีย โดยมีประเทศไทย สาธารณรัฐประชาชนจีนและญี่ปุ่นเป็นผู้นำ การเพิ่มขึ้นนี้ได้รับแรงหนุนจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้ระบบแผงแผงเซลล์แสงอาทิตย์ เข้าถึงได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น งานวิจัยนี้นำเสนอโปรแกรมนวัตกรรมที่ใช้ Google Worksheets เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดตั้งและลดต้นทุนการลงทุนของระบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา โปรแกรมนี้มุ่งเน้นไปที่การกำหนดขนาดที่เหมาะสมของระบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์ การประเมินความเป็นไปได้ของโครงการ และการสร้างภาพแบบการติดตั้งทางวิศวกรรมโดยละเอียดในขณะที่ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยและข้อบังคับที่เข้มงวด โดยการจำลองสถานการณ์ต่างๆ ตามอัตราค่าไฟฟ้า โปรแกรมนี้สามารถคาดการณ์การผลิตพลังงานที่เป็นไปได้ ผลตอบแทนจากการลงทุน และการประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังรองรับการอัปเดตข้อมูล วัสดุ และราคาตามเวลาจริง ส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นระหว่างวิศวกร ผู้ติดตั้ง และลูกค้า ซึ่งช่วยให้การออกแบบโครงการมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพในขณะที่ลดการสูญเสียวัสดุ การศึกษานี้ตรวจสอบผลกระทบของอัตราค่าไฟฟ้าแบบผันแปรช่วยในการสนับสนุนแรงจูงใจและระยะเวลาคืนทุนสำหรับการติดตั้งแผงเชลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา โดยมุ่งเน้นการใช้ค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ของประเทศไทย ผลการวิจัยเผยให้เห็นว่าอัตราค่าไฟฟ้ามีอิทธิพลอย่างมากต่อความเป็นไปได้ทางการเงินและความน่าสนใจของการลงทุนในระบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา เมื่อเทียบกับโปรแกรมการออกแบบระบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์เชิงพาณิชย์ เช่น PVSyst และ PV*Sol และข้อมูลจากผู้ให้บริการไฟฟ้า โปรแกรมนี้ แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง ซึ่งให้แรงจูงใจอย่างมากสำหรับผู้บริโภคในการนำระบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้และมีส่วนช่วยให้อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้นโดยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
การสร้างแบบจำลองและการวิเคราะห์การกระจายลมร้อนในตู้อบเบเกอรี่โดยใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณภายใต้การพาความร้อนแบบบังคับ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบจำลองและการวิเคราะห์การกระจายลมร้อนในตู้อบเบเกอรี่โดยใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณภายใต้การพาความร้อนแบบบังคับ ซึ่งตู้อบขนมเบอเกอรี่ขนาด 100x88.5x200 cm มีจำนวนชั้นของการวางถาดจำนวนมากและซับซ้อนหลายชั้นจึงเกิดปัญหาการกระจายลมร้อนไม่ทั่วถึงในช่วงสภาวะไม่คงตัว และส่งผลต่อผลิตภัณฑ์ที่นี่นำเข้ามาอบ กระบวนการทดลองและการวิเคราะห์พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (CFD) ถูกนำมาใช้ในงานวิจัยนี้ แบบจำลอง CFD ได้รับการพิสูจน์ด้วยการเปรียบเทียบผลของการกระจายอุณหภูมิกับการทดลองที่อุณหภูมิ 80c ภายใต้สมมุติฐานไม่พิจารณาความชื้นและไม่มีผลิตภัณฑ์ในการทดลองอบเพราะต้องการศึกษาเรื่องพารามิเตอร์ที่ส่งผลต่อการกระจายลมร้อนภายในต้อบเท่านั้น การวิเคราะห์เป็นแบบไหลภายใน มีปริมาตรของของไหลที่วิเคราะห์เท่ากับ 1.52354 m3 ของไหลเกิดการถ่ายเทและพาความร้อน ภายใต้การกำหนดค่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก เลือกใช้รูปแบบการไหลทั้งแบบราบเรียบและปั่นป่วน สภาพผิวของผนังถูกกำหนดเป็น Adiabatic wall ผิวราบเรียบ ด้วยความดันอากาศที่ 101,325 Pa อุณหภูมิเริ่มต้นของอากาศและตู้อบคือ 28c ผลการศึกษาพบว่า การวิเคราะห์ด้วย CFD และการทดลองให้ผลไปทิศทางเดียวกันมีค่าความแตกต่างอยู่ในช่วงร้อยละ 2-10 มีการกระจายของลมร้อนเป็นแบบปั่นป่วน ลมร้อนในแต่ละตำแหน่งแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการอบ จากการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า การศึกษานี้สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงการออกแบบตู้อบให้มีการกระจายความร้อนที่สมดุลและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน โดยต้องพิจารณาตัวแปรสำคัญประกอบด้วย ทิศทางและตำแหน่งการเข้าของลมร้อน ความเร็วของลมร้อน อัตราการไหลของลมร้อน กำลังของฮึตเตอร์ การควบคุมการสูญเสียของลมร้อนด้วยการติดตั้งฉนวนกันความร้อนและการเพิ่มจำนวนช่องทางเข้าของลมร้อน
การลดต้นทุนค่าใช้จ่ายพลังงานในกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยใช้วิธีแก้ไขฟังก์ขันทามเมอร์ในโปรแกรมพีแอลซี
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนพลังงานในกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยนำเสนอแนวทางการปรับปรุงฟังก์ชันทามเมอร์ในโปรแกรมพีแอลซี (PLC) เพื่อลดระยะเวลาของรอบกระบวนการผลิต ซึ่งส่งผลให้ลดการใช้พลังงานของเครื่องจักรและเพิ่มผลผลิต ซึ่งในบริบททางธุรกิจอุตสาหกรรมหมายถึง ระยะเวลาทั้งหมดที่ใช้ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการผลิตสินค้าหรือให้บริการ โดยมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงกระบวนการตัดท่อทองแดงในสายการผลิตด้วยการใช้เครื่องตัดท่อทองแดงที่ใช้เทคโนโลยี Optical Recognition Cutting (ORC) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใน 4 กระบวนการย่อย ได้แก่ 1. การดึงท่อทองแดงเข้าสู่เครื่องตัด 2. การตัดท่อทองแดงด้วยความแม่นยำสูง 3. การดันท่อทองแดงที่ตัดแล้วออกจากเครื่อง 4. การใช้หุ่นยนต์หยิบชิ้นงานไปวางในกล่องบรรจุ ทั้งนี้ การปรับปรุงฟังก์ชัน Timer ใน PLC นั้นดำเนินการโดยคำนึงถึงระบบความปลอดภัยของ เครื่องจักร เพื่อป้องกันความเสียหายและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น กระบวนการแก้ไขต้องสอดคล้องกับระบบการป้องกันของเครื่องจักรเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าแนวทางที่นำเสนอสามารถลดต้นทุนพลังงานในกระบวนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ดียิ่งขึ้น