จำนวนงานวิจัย ( 17 )

การศึกษาการอบแห้งส้มจี๊ดด้วยเครื่องอบแห้งแบบฟลูอิดไดซ์เบด
การศึกษาการอบแห้งส้มจี๊ดด้วยเครื่องอบแห้งแบบฟลูอิดไดซ์เบด

ปัจจุบันส้มจี๊ดเป็นที่ต้องการของตลาดสูงมาก เนื่องจากมีข้อมูลผลการวิจัยกล่าวว่าส้มจี๊ดสามารถช่วยต้านหวัด แก้ไอ ขับเสมหะ แก้เจ็บคอ แก้โรคภูมิแพ้ทางลำคอ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยในการย่อยอาหาร วิตามินเอ มีวิตามินซีสูง สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณ เปลือกและกากส้มอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร โดยมีปริมาณใยอาหารรวมร้อยละ 84.25 แบ่งเป็นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำร้อยละ 48.49 และที่ละลายน้ำร้อยละ 35.76 ในช่วงเวลาที่มะนาวมีราคาแพง สิ่งที่ร้านอาหารนำมาใช้ทดแทนความเปรี้ยวของมะนาวนอกจากมะขามแล้วก็เป็น ส้มจี๊ด ซึ่งมีความเปรี้ยว ความหอม ในการปรุงรสของอาหารไม่แพ้มะนาว การปลูกก็ง่าย การดูแลรักษาก็ง่าย ปัจจุบันการเพาะปลูกส้มจี๊ดที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดระยองมีพื้นที่ปลูกส้มจี๊ดประมาณ 50 ถึง 100 ไร่ ได้ผลผลิตต่อปีละประมาณ 50 ถึง 70 ตันต่อปี เกษตรกรสามารถขายส้มจี๊ดได้ในกิโลกรัมละ 55 ถึง 70 บาท ผลผลิตส้มจี๊ดมีปริมาณมากเกษตรกรจึงต้องนำส้มจี๊ดมาเป็นวัตถุดิบในการแปรรูป และการแปรรูปส้มจี๊ดสามารถเก็บไว้บริโภคได้นาน การแปรรูปส้มจี๊ดเป็นผลิตภัณฑ์มี 7 รูปแบบ ได้แก่ น้ำส้มจี๊ดพร้อมดื่ม แยมส้มจี๊ด มาร์มาเลดส้มจี๊ด เยลลี่ส้มจี๊ด ส้มจี๊ดแช่อิ่มอบแห้ง ไอศกรีมเชอร์เบทส้มจี๊ด และเค้กส้มจี๊ด ดังนั้นโครงงานนี้จึงสนใจที่จะศึกษาการน้ำส้มจี๊ดมาอบแห้งโดยใช้เครื่องอบแห้งแบบฟลูอิไดซ์เบด ซึ่งเครื่องอบแห้งแบบฟลูอิดไดซ์เบดที่จะทำการศึกษาจะมีอุปกรณ์ประกอบด้วย ชุดพัดลมโบลเวอร์ เป่าลมผ่านฮีตเตอร์ทำความร้อน เกิดลมร้อนไปยังถังอบ และมีตะแกรงสแตนเลสที่ใส่ส้มจี๊ดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 cm สูง 65 cm ในการทดลองนี้ได้กำหนดน้ำหนักส้มจี๊ดในการอบแห้ง 1,000 g ทดลองส้มจี๊ดที่อุณหภูมิ 55 °C, 60 °C และ 65 °C จะบันทึกข้อมูลการทดลองทุก 15 นาที เพื่อหาความชื้นที่ลดลงต่อช่วงเวลา ผลการทดลองพบว่าการอบแห้งส้มจี๊ดที่อุณหภูมิ 55 °C ใช้เวลาในการอบแห้ง 225 นาที นำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ 50 % เป็นอุณหภูมิอบแห้งส้มจี๊ดที่ดีที่สุด

2567
การผลิตโพสไบโอติกส์จากเปลือกกระเทียมจีนหมักด้วยโพรไบโอติกส์แลคโตบาซิลลัส เพื่อใช้ประโยชน์ต้านการปนเปื้อนจุลินทรีย์ในอาหาร
การผลิตโพสไบโอติกส์จากเปลือกกระเทียมจีนหมักด้วยโพรไบโอติกส์แลคโตบาซิลลัส เพื่อใช้ประโยชน์ต้านการปนเปื้อนจุลินทรีย์ในอาหาร

โพสไบโอติกส์ (Postbiotics) ซึ่งเป็นผลผลิตจากการหมักจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มากมาย ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และสามารถนำใช้ในการควบคุมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของการเน่าเสียในผักและผลไม้ระหว่างการเก็บเกี่ยวและขนส่งได้ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรมของผลิตภัณฑ์สารชีวภาพเพื่อช่วยลดปัญหาการเน่าเสียของผักและผลไม้ จากการใช้สารละลายคอมบูชาสารสกัดเปลือกกระเทียมเพื่อยืดอายุมะเขือเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ประสบปัญหาเน่าและเสื่อมสภาพในช่วงการเก็บรักษาและขนส่ง จากการศึกษาพบว่า ผลิตภัณฑ์คอมบูชาหมักสารสกัดเปลือกกระเทียมสามารถยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคทั่วไปและยับยั้งเชื้อก่อโรคเน่าในมะเขือเทศชนิด Pseudomonas sp. และ E. coli มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเพราะมีความเป็นพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดแดงหมูต่ำ (ความเข้มข้นต่ำกว่า200 มก./มล.) พบว่าไม่เปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างของเซลล์เม็ดเลือดแดง มีคุณสมบัติการต้านอนุมูลอิสระสูงด้วยค่าปริมาณฟลาโวนอยด์ทั้งหมด (TFC) และฟีนอลิกทั้งหมด (TPC) สูงกว่าคอมบูชาธรรมดาอย่างมีนัยสำคัญ (TPC สูงถึง 90.55 ± 10.1 มก. GAE/100 มล. และ TFC 55.97 ± 8.5 มก. RE/100 มล ตามลำดับ).และสามารถยืดอายุการเก็บรักษามะเขือเทศเมื่อฉีดพ่นสารละลายคอมบูชาหมักสารสกัดเปลือกกระเทียมบนผิวมะเขือเทศ ทั้งนี้การฉีดพ่นตัวอย่างสารละลายคอมบูชาหมักสารสกัดเปลือกกระเทียมสามารถช่วยลดการสูญเสียน้ำหนักและชะลอกระบวนการสุกได้อย่างมีนัยสำคัญ สามารถในการคงคุณภาพของมะเขือเทศได้ดี เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ด้วยการลดความเป็นกรด (TA) และทำให้การเพิ่มปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด (TSS) เมื่อมีการสุกช้า จากผลการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า นวัตกรรมผลิตภัณฑ์คอมบูชาหมักสารสกัดเปลือกกระเทียมสามารถนำไปพัฒนาต่อเพื่อใช้ยืดอายุผลไม้ประเภทอื่น ๆ ได้ในอนาคต และเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภคและต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

2567
โครงการพัฒนาศักยภาพกรรมวิธีการผลิตสีธรรมชาติแบบครบวงจรเพื่องานอาหารและขนมไทยในระดับชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรลาดบัวขาว บ้านโป่ง ราชบุรีเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
โครงการพัฒนาศักยภาพกรรมวิธีการผลิตสีธรรมชาติแบบครบวงจรเพื่องานอาหารและขนมไทยในระดับชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรลาดบัวขาว บ้านโป่ง ราชบุรีเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ศึกษาผลของอัตราส่วนน้ำปูนใสต่อน้ำ 4 ระดับ และระยะเวลาในการตกตะกอนแบบเย็น 3 ระดับ ในการสกัดสีเขียวต่อเคมีฟิสิกส์ของใบเตย การใช้น้ำปูนใสในการสกัดสีเขียวในใบเตยแบบสกัดเย็นเพิ่มสีเขียว a* ลดสีเหลือง b* และค่า pH และค่าคลอโรฟิลล์ a และ b (ระยะเวลาในการตกตะกอน 3 วัน) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (P≤0.05) ส่วนระยะเวลาในการตกตะกอนแบบเย็นเพิ่มขึ้น ในการสกัดสีเขียวจากใบเตย พบว่าสีเขียว a* เพิ่มขึ้นอยู่ที่ -7.11 ถึง-7.24 แต่ค่าสีเหลือง b* ลดลงอยู่ในช่วง 5.88-5.23 และค่าคลอโรฟิลล์ a และ b มีปริมาณสูงสุดอยู่ที่ 6.8–6.41และ 0.23-0.29 ตามลำดับ ผลจากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการดัดแปรทางเคมีฟิสิกส์โดยการใช้น้ำปูนใสทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของในการสกัดสีเขียวในใบเตย ผลการทดลองสีของสีสกัดแก่นฝางจะให้สีแดงเข้มสด ต่างจากสีสกัดบีทรูทจะให้สีแดงเข้มออกคล้ำ ส่วนสีสกัดว่านหอมแดงแห้งให้สีแดงมากกว่าแบบสด แต่สีว่านหอมแดงแห้งออกสีแดงคล้ำไปทางน้ำตาลแดง ซึ่งแบบสดให้สีแดงสว่างสูงสุดทางด้านค่าสี ความสว่าง (L*) ค่าสีแดง (a*) และค่าสีเหลือง (b*) ทั้ง 4 ชนิด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) โดยค่าสีแดงของแก่นฝางสูงที่สุด รองมาบีทรูท ว่านหอมแดงแห้ง และว่านหอมแดงสดตามลำดับ สีสกัดบีทรูทเมื่อคืนรูปกับน้ำที่มีสภาวะจำลองของสารละลายกรดด่าง (1-14) มีการเปลี่ยนแปลง โดยสารละลายกรดด่างที่มีค่าความเป็นกรด กลาง และด่างอ่อนๆ สีสกัดบีทรูทยังมีสีโทนแดง ส่วนสารละลายที่มีความเป็นด่างที่มีค่าpH 10 สีเริ่มเปลี่ยนเป็นแดงอมม่วง พอสารละลายด่างที่มีค่าpH 11 สีเปลี่ยนเป็นสีม่วงอย่างชัดเจน เมื่อสารละลายด่างสูงขึ้นที่มีค่าpH 12 สีเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และสารละลายด่างเข้มข้นที่มีค่าpH 13-14 สีเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเขียวอมเหลืองจากการศึกษาการนำสีโทนแดงไปใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร พบว่า สีสกัดบีทรูทเหมาะสมกับการทำเมนูอาหารประเภทซอสที่ใช้กระบวนการต้ม และเมนูอาหารประเภท ผลการทดลองการศึกษาปริมาณผงกาบมะพร้าวเผาเสริมในขนมลืมกลืน 3 ระดับ พบว่า ผู้ชิมให้การยอมรับที่ระดับ 7% ในด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ และความชอบโดยรวม โดยมีค่าเฉลี่ย 8.14 8.04 8.00 7.98 และ 8.08 ตามลำดับ อยู่ในระดับความชอบมาก และผู้ชิมให้การยอมรับที่ระดับ 5% ของน้ำหนักแป้งถั่วเขียว ในด้านเนื้อสัมผัส โดยมีค่าเฉลี่ย 8.04 อยู่ในระดับความชอบมาก เมื่อนำมาวิเคราะห์ความแปรปรวน และเปรียบเทียบความแตกต่างทางสถิติพบว่า คุณลักษณะในด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เนื่องจากผงกาบมะพร้าวเผามีสีดำ และเสริมในขนมลืมกลืนในปริมาณที่ต่างกันน้อยมาก จึงทำให้ไม่มีผลอะไรกับขนมลืมกลืน ในขณะที่มีสีดำที่ได้จากผงกาบมะพร้าวเผา

2566
การสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกและกลุ่มแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดราชบุรี สู่การแข่งขันเชิงพานิชย์อย่างยั่งยืน
การสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกและกลุ่มแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดราชบุรี สู่การแข่งขันเชิงพานิชย์อย่างยั่งยืน

โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกและกลุ่มแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมในจังหวัดราชบุรี เพื่อส่งเสริมการแข่งขันเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน โครงการมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ ได้แก่ (1) การสร้างระบบติดตาม รายงานข้อมูล และควบคุมกระบวนการเพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอมผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (IoT) (2) การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ดัดแปลงบรรยากาศ (MAP) เพื่อยืดอายุการเก็บรักษามะพร้าวน้ำหอมแบบปอกเปลือก และ (3) การสร้างนวัตกรรมทางการตลาดสำหรับมะพร้าวน้ำหอมและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวน้ำหอม ผลการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ข้อแรกพบว่า ระบบ IoT ที่พัฒนาขึ้นสามารถติดตามและควบคุมกระบวนการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านการจัดการน้ำและการควบคุมสภาพแวดล้อม ซึ่งช่วยลดการสูญเสียในกระบวนการเพาะปลูกลงได้ถึง 20% และเพิ่มผลผลิตได้ 15% เกษตรกรสามารถตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการเพาะปลูกผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่าย ส่งผลให้การเพาะปลูกมีความแม่นยำและประหยัดทรัพยากรมากขึ้น สำหรับวัตถุประสงค์ข้อที่สอง ผลการทดสอบบรรจุภัณฑ์ดัดแปลงบรรยากาศพบว่าสามารถยืดอายุการเก็บรักษามะพร้าวน้ำหอมแบบปอกเปลือกได้ถึง 3 เท่า หรือจาก 5 วัน เป็น 15 วัน เมื่อเปรียบเทียบกับบรรจุภัณฑ์แบบปกติ บรรจุภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นช่วยรักษาความสดและคุณภาพของมะพร้าวน้ำหอมไว้ได้นานขึ้น ท้าให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าสนใจมากขึ้นในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และวัตถุประสงค์ข้อที่สาม โครงการได้พัฒนานวัตกรรมทางการตลาดใหม่ ๆ เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและมีเอกลักษณ์ การใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ และการขยายช่องทางการจัดจ้าหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ การทดลองตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค โดยยอดขายเพิ่มขึ้น 25% ภายในช่วง 6 เดือนแรกหลังการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมของกลุ่มเกษตรกรมีศักยภาพในการแข่งขันเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืนผลสรุปของโครงการวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยี IoT บรรจุภัณฑ์ดัดแปลงบรรยากาศ และนวัตกรรมทางการตลาดสามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเกษตรกรมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ยั่งยืนในระยะยาว

2566
การบูรณาการเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพจากใบชะพลูสำหรับผู้สูงวัยของวิสาหกิจชุมชนบางปลานวัตวิถี จังหวัดสมุทรปราการ
การบูรณาการเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพจากใบชะพลูสำหรับผู้สูงวัยของวิสาหกิจชุมชนบางปลานวัตวิถี จังหวัดสมุทรปราการ

การบูรณาการเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพจากใบชะพลูสำหรับผู้สูงวัยของวิสาหกิจชุมชนบางปลานวัตวิถี จังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสำรวจผลิตภัณฑ์อาหารที่เหมาะสมในการผลิตอาหารสุขภาพจากใบชะพลูสำหรับผู้สูงวัย ศึกษาพัฒนาสูตรและกรรมวิธีการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพจากใบชะพลูสำหรับผู้สูงวัย และศึกษาการเปลี่ยนแปลงระหว่างการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพจากใบชะพลูสำหรับผู้สูงวัย โดยเริ่มจากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม พบว่า แกงหอยขมใบชะพลูเหมาะสมในการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพจากใบชะพลูสำหรับผู้สูงวัย จากนั้นทำการศึกษาพัฒนาสูตรพื้นฐานที่เหมาะสมในผลิตแกงหอยขมใบชะพลู พบว่า สูตรที่ 3 เป็นสูตรที่เหมาะสมในการผลิตแกงหอยขมใบชะพลูมากที่สุด โดยมีค่าสีที่ได้คือสีเหลืองอมแดงโทนเข้ม ค่า pH เป็นด่างอยู่ที่ "7.85±0.28" และค่าTSS อยู่ที่ "14.17±0.05" oBrix ส่วนค่าเกลือ ไม่สามารถวัดค่าเกลือได้ ศึกษาปริมาณนมทดแทนกะทิที่เหมาะสม ซึ่งทำการศึกษาปริมาณนมทดแทนกะทิ จำนวน 5 ระดับ คือ (นม:กะทิ) 0:100, 25:75, 50:50, 75:25 และ100:0 % พบว่า ระดับที่ 50:50 เป็นปริมาณนมทดแทนกะทิที่เหมาะสมในการผลิตแกงหอยขมใบชะพลู โดยมีค่าสีที่ได้คือสีเหลืองอมแดงโทนเข้ม ค่า pH เป็นด่างอยู่ที่ "7.70±0.12" และค่าTSS อยู่ที่" 12.50±0.05" oBrix ส่วนค่าเกลือ อยู่ที่ "10.33±0.00" ศึกษาชนิดของสารให้ความหวานที่เหมาะสมในผลิตแกงหอยขมใบชะพลูจำนวน 3 ชนิด คือ ซูคราโลส, หญ้าหวาน, อิริทริทอล และไม่ใส่สารให้ความหวาน และนำมาเปรียบเทียบกับสูตรควบคุม พบว่า สารให้ความหวานซูคราโลส เป็นสารให้ความที่เหมาะสมในการผลิตแกงหอยขมใบชะพลู จากนั้นศึกษาปริมาณใบชะพลูจำนวน 3 ระดับ คือ 6, 8 และ10%ของปริมาณส่วนผสม ต่อ 1 สูตร และนำมาเปรียบเทียบกับสูตรควบคุม พบว่า ระดับที่ 8% เป็นปริมาณใบชะพลูที่เหมาะสมในการผลิตแกงหอยขมใบชะพลู โดยมีค่าสีที่ได้คือสีเหลืองอมเขียวโทนเข้ม ค่า pH เป็นด่างใกล้ความเป็นกลางอยู่ที่ "7.01±0.24" และมีค่าTSS อยู่ที่" 11.00±0.00" oBrix ส่วนค่าเกลือ ไม่สามารถวัดค่าเกลือได้ และศึกษาการเปลี่ยนแปลงระหว่างการเก็บรักษาของแกงหอยขมใบชะพลูที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส สุ่มตรวจในวันที่ 1, 7, 14, 21 และ28 วัน พบว่า ด้านค่าสี ค่า pH และTSS (oBrix) มีค่าลดลงเรื่อยๆทีละน้อยเมื่อระยะเวลาการเก็บรักษานานขึ้น ส่วนผลการสุ่มตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางจุลินทรีย์ทั้งหมด (TPC) ปริมาณยีสต์ และราของผลิตภัณฑ์แกงหอยขมใบชะพลู พบว่า มีปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมดจำนวนน้อย และมีปริมาณยีสต์ รา ไม่พบ

2567