จำนวนงานวิจัย ( 3 )
มาตรการทางกฎหมายเพื่อการบริหารจัดการพลังงานภาคเกษตรกรรม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายด้านการบริหารจัดการ พลังงานและการผลิตไฟฟ้าสำหรับชุมชน (2) เพื่อสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดข้อจำกัดทางด้านกฎหมายให้กับชุมชน (3) เพื่อนำเสนอนโยบายด้านกฎหมายต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานและกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน การวิจัยใช้วิธีแบบผสมทั้ง เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ (Mixed-method) โดยประกอบด้วยการวิจัยเอกสาร (documentary research) ทบทวนวรรณกรรม การเก็บข้อมูลภาคสนาม (Field Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้เกี่ยวข้องจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน นักวิชาการด้านพลังงาน และผู้ประกอบการวิชาชีพกฎหมาย รวมทั้งสิ้น 22 คน นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเชิงปริมาณโดยการ สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) กลุ่มคนในชุมชนที่มีการใช้พลังงานในภาคเกษตรกรรม จังหวัดสระแก้ว รวม 400 คน ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดสระแก้วมีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในการสูบน้ำแบบบ่อบาดาลและผิวดินเพื่อการเกษตร เช่น ปั๊มหอยโข่ง ปั๊มซับเมอร์ส เป็นต้น รวมถึงนำ มีการติดตั้งระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ได้แก่ ตู้อบแห้ง และโรงอบแห้งมาใช้ในวิสาหกิจชุมชนเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนสร้างมูลค่าในทรัพยากรในท้องถิ่น มีการส่งเสริมและสนับสนุนอุปกรณ์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า รถลากจูง และรถเข็นโซลาร์เซล แต่ยังประสบปัญหาหลายประการ เช่น ข้อจำกัดการใช้ที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรมหรือป่าไม้ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ การซ่อมบำรุงรักษา ขั้นตอนการขออนุญาติที่ซับซ้อน เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพควรมีการปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายและข้อบังคับเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตและการบริหารจัดการในที่ดินการเกษตรหรือป่าไม้ นอกจากนี้ การส่งเสริมการสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งด้านการเงิน อุปกรณ์ และการฝึกอบรม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคเกษตรกรรม และช่วยลดต้นทุนไฟฟ้าในพื้นที่ชนบท
การรับรู้ความเสี่ยงและความไว้วางใจที่ส่งผลไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ในย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจกรุงเทพมหานคร
ท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ได้ปรับเปลี่ยนไปด้วย การวิจัยครั้งนี้มีวัตุประสงค์ เพื่อศึกษาการรับรู้ความเสี่ยงความไว้วางใจในการเลือกใช้เทคโนโลยีทางการเงินของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความเสี่ยงและความไว้วางใจในการเลือกใช้เทคโนโลยีทางการเงินของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความเสี่ยงและความไว้วางใจของผู้ใช้บริการที่มีผลต่อการเลือกใช้เทคโนโลยีทางการเงินของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ที่จับจ่ายในศูนย์การค้าย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจกรุงเทพมหานคร ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์ ผลการวิจัยพบว่า ไลฟ์สไตล์การใช้ Mobile/ Online Payment มีการรับรู้ความเสี่ยงมากที่สุดและมีการไว้วางใจในการให้บริการ Electronic Money มากที่สุด ส่วน Debit/ Credit Card และ Automated Teller Machine มีความไว้วางใจมากที่สุดด้านความซื่อสัตย์ ส่วนผลการศึกษาความสัมพันธ์พบว่า การรับรู้ความเสี่ยง Mobile/ Online Payment และ Electronic Money มีความสัมพันธ์กับความไว้วางใจในระดับสูง มีค่าความสัมพันธ์ในทางบวกลักษณะคล้อยตามกัน และส่วนผลการศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความเสี่ยงและความไว้วางใจพบว่า ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความไว้ใจด้านความซื่อสัตย์จะส่งผลในการเลือกใช้ Mobile/ Online Payment และ Electronic Money เพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงและความไว้วางใจที่มีอิทธิพลในการเลือกใช้ Debit/ Credit Card และ Automated Teller Machine คือ ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว ส่งผลในการเลือกใช้เพิ่มขึ้น
การพัฒนาธุรกิจสีเขียวตามแนวคิด BCG Economy ของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดกรุงเทพมหานคร
โครงการวิจัย เรื่อง การพัฒนาธุรกิจสีเขียวตามแนวคิด BCG Economy ของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัด กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและรูปแบบของธุรกิจสีเขียว 2) ศึกษาแนวคิด BCG Model ใช้ในการดำเนินธุรกิจสีเขียว และ 3) พัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจสีเขียวตามแนวคิด BCG Model รูปแบบวิจัย เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลในหลายรูปแบบ ได้แก่ การสัมภาษณ์กลุ่ม การเก็บแบบสอบถาม และมีการจัดกิจกรรมในการส่งเสริมศักยภาพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ได้แก่ การวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนเพื่อการกำหนดกลยุทธ์ การพัฒนา การอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จตามแนวคิด BCG Economy ผลการวิจัยผลิตภัณฑ์ชุมชนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านปรีชา 10 โดยใช้เครื่องมือ SWOT analysis และ TOWS matrix พบว่าผลิตภัณฑ์ชุมชนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านปรีชา 10 เป็นผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นผลิตภัณฑ์ที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีการนำทรัพยากรชีวภาพ และเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับ และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ผู้วิจัยมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการออกแบบตราผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านปรีชา 10 เพื่อให้กลุ่มวิสาหกิจมีทักษะและความรู้ในการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อให้มีความหลากหลายและโดดเด่น น่าสนใจ และดึงดูดลูกค้า โดยมีการฝึกการออกแบบโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างง่าย การระดมสมองเพื่อสร้างต้นแบบตราสินค้า ฉลาก และบรรจุภัณฑ์ สอดคล้องกับแนวคิด เศรษฐกิจชีวภาพ BIO ECONOMY ความคิดเห็นของชาวบ้านในชุมชนเรื่องธุรกิจสีเขียว (Green Business) ชาวบ้านมองว่า ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านปรีชา 10 มีการบริหารทุกทรัพยากรให้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า รวมถึงการพยายามรักษาสิ่งแวดล้อม มีภาพพจน์ที่เป็นมิตรที่ดีต่อชุมชน มีการนำของเสียเช่น เปลือกมะนาว เปลือกสัปปะรด กลับมาใช้ใหม่ (Reuse) และการนำไปใช้งานด้านอื่นที่ผ่านกระบวนการจัดการใหม่ก่อนนำไปใช้งาน (Recycle) สอดคล้องกับแนวคิด Green Business ทำให้ส่งผลดีกับผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนและป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ในทางบวก ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้กลุ่มลูกค้าใหม่เกิดความศรัทธา และ Green Business เป็นวิธีการดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่มีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างความโดดเด่น เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจคู่แข่งที่ไม่ได้การรับรองการเป็นธุรกิจสีเขียว