จำนวนงานวิจัย ( 2 )
กลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ (2) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงปริมาณคือผู้ซื้อหรือผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 400 คน และกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 3 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และความถี่ และสถิติเชิงอนุมาน t-test และ One Way ANOVA (f-test) ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 20-40 ปี มีสถานภาพโสด มีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 20,001–35,000 บาท ประกอบอาชีพพนักงานมหาวิทยาลัย มีแหล่งที่พักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ช่องทางในการติดต่อสื่อสารมากที่สุดคือ LINE ค้นหาข้อมูลจาก WEBSITE ด้านพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ เหตุผลในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือลวดลายเป็นเอกลักษณ์และแสดงถึงอัตลักษณ์ชุมชน ประเภทผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าที่ตัดสินใจซื้อบ่อยที่สุด คือผ้าขาวม้าผืน โอกาสในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือในช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญทางศาสนาบ่อยที่สุด แหล่งซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือร้านค้าชุมชนหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ราคาในการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าโดยเฉลี่ยต่อชิ้น คือผ้าขาวม้าที่มีราคาระหว่าง 100–200 บาท จำนวนการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าแต่ละครั้งโดยเฉลี่ย คือจำนวน 1–2 ชิ้น ความถี่ในการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือมากกว่า 6 เดือน ต่อครั้งขึ้นไป ด้านส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 4 ด้านพบว่า ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ วัฒนธรรมไทย และอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้ามีระดับราคาให้เลือกหลากหลาย ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าจำหน่ายในงานแสดงสินค้า เฉพาะอย่าง เช่น งานสินค้าแฟชั่น งานผ้าไทย หรืองานผ้าขาวม้า เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมพิเศษต่างๆ เช่น ไทยซูเปอร์โมเดล มิสไทยแลนด์เวิลด์ หรือ นางสาวไทย เป็นต้น ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชนผ้าขาวม้าที่มีอายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน อาชีพ การค้นหาข้อมูล ที่แตกต่างกันมีระดับความคิดเห็นส่วนประสมทางการตลาดต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชนผ้าขาวม้าที่มีเหตุผลในการตัดสินใจซื้อ ประเภทผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า โอกาสในการซื้อ แหล่งที่ซื้อ ราคาเฉลี่ยต่อชิ้น จำนวนซื้อในแต่ละครั้ง และความถี่ในการซื้อแตกต่างกันมีความคิดเห็นส่วนประสมทางการตลาดต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การออกแบบและพัฒนานวัตกรรม เพื่อส่งเสริมอาชีพบนรากฐานการสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจต้นแบบอย่างยั่งยืน
การวิจัยนี้ มุ่งเน้น [1] เพื่อใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรสู่การสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเชิงการท่องเที่ยวตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน จังหวัดเพชรบุรี [2] เพื่อออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ด้วยเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรสะท้อนต้นทุนทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นเป็นฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชนแบบพึ่งพาตนเอง และ [3] เพื่อออกแบบและพัฒนาธุรกิจในอุตสาหกรรมชุมชน การโฆษณาและประชาสัมพันธ์สู่การท่องเที่ยวนิเวศ ชุมชนบ้านถ้ำเสือ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติแบบมีส่วนร่วม สะท้อนความจริงให้สอดคล้องกับการ ปฏิบัติในบริบทของกรอบแนวคิดของชุมชน โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่าง 1) เก็บข้อมูลก่อนการออกแบบร่าง ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก บรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก และการตลาด จำนวน 150 คน และ 2) พัฒนารูปแบบและสำรวจประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจหลังการออกแบบ จากกลุ่มตัวอย่าง 340 คน ได้แก่ประชากรในชุมชนบ้านถ้ำเสือ นักท่องเที่ยว ผู้เชี่ยวชาญและนักออกแบบ และสรุปผลแบบการบรรยาย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมทั้งนำเสนอผลงานการออกแบบและจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ ณ ชุมชนบ้านถ้ำเสือ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยสรุปผลการวิจัยดังนี้ โครงการย่อยที่ 1 : [1] อัตลักษณ์มรดกภูมิปัญญา รวมถึงทุนทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นเป็นฐานสำหรับออกแบบการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก พบว่าพืชเศรษฐกิจและทรัพยากรทางธรรมชาติที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก และมีเอกลักษณ์โดดเด่น คือ การใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ประเภทกล้วยน้ำหว้า “กาบกล้วย” โดยใช้เทคนิคภูมิปัญญาสะท้อนความเป็นอยู่และวัฒนธรรม รูปแบบลวดลายเรขาคณิต ใช้เศษวัสดุประเภทผ้า หนัง ด้วยวิธีการเย็บมือหรือจักเย็บผ้า อย่างง่าย [2] จากการเก็บเกี่ยวของพืชเศรษฐกิจของชุมชนที่สามารถสร้างสรรค์เป็นประเภทของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก จำนวน 97 คน คิดเป็นร้อยละ 64.66 มีการออกแบบร่าง 10 ต้นแบบ พัฒนาเป็นต้นแบบจำลอง 10 ต้นแบบ และต้นแบบจริง 6 ต้นแบบ โดยการประเมินในการสร้างสรรค์ผสมผสานเป็น วัสดุร่วมสมัย สีประจำท้องถิ่นที่สื่อถึงเอกลักษณ์ของชุมชน คือ สีน้ำตาล เขียว และเลือกการใช้คู่สีในการสร้างสรรค์ผลงาน [2] ผลการประเมินผลการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก และการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในขั้นตอนของการออกแบบ และการประเมินรูปแบบความพึงพอใจของงานผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅4.43 (SD = 0.01) [3] การประเมินวัฏจักรของต้นแบบจำลองผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก 1] การเลือกวัสดุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม น้อย มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย× ̅ 4.46 (SD = 0.67) 2] การเลือกใช้วัสดุ มีระดับ ความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅4.38 (SD = 0.63) 3] ใช้กระบวนการผลิตที่เหมาะสม มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅ 4.38 (SD = 0.63) 4] อายุการใช้งานที่เหมาะสม มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅4.37 (SD = 0.07) 5] ลักษณะการออกแบบผลิตต้นแบบงานผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅ 4.44 (SD = 0.61) 6] ระบบการจัดการหลังหมดอายุการใช้งานที่เหมาะสม มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅ 4.37 (SD = 0.73) 7] ความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตใช้และจำหน่ายได้จริง มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅ 4.43 (SD = 0.77) โครงการย่อยที่ 2 : [1] อัตลักษณ์มรดกภูมิปัญญา รวมถึงทุนทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นเป็นฐานสำหรับออกแบบการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก พบว่าพืชเศรษฐกิจและทรัพยากรทางธรรมชาติที่แปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก และมีเอกลักษณ์โดดเด่น คือ การใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรประเภทกล้วยน้ำหว้า “กาบกล้วย” แปรรูปเป็นวัสดุใหม่เยื่อจากกาบกล้วยแปรรูปเป็นกระดาษ [2] จากการเก็บเกี่ยวของพืชเศรษฐกิจของชุมชนที่สามารถสร้างสรรค์เป็นประเภทของใช้ของตกแต่ง ของที่ระลึก จำนวน 97 คน คิดเป็นร้อยละ 64.66 [3] วัสดุต้นแบบในส่วนของโครงสร้างของบรรจุภัณฑ์สร้างมูลค่าด้วยการใช้เทคนิคพิมพ์สกรีนลวดลาย “ใบกล้วย” เพื่อสร้างอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์การใช้สีประจำท้องถิ่นที่สื่อถึงเอกลักษณ์ของชุมชน คือ สีน้ำตาล เขียว และเลือกการใช้คู่สีในการสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ลักษณะการออกแบบพัฒนาเป็นแบบร่างลวดลาย 16 แบบ แบบจำลองบรรจุภัณฑ์ 8 ต้นแบบ และต้นแบบบรรจุภัณฑ์จริง 4 ต้นแบบ โดยแบ่งการออกแบบเป็น [4] ส่วนของกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์ใช้หลักในลักษณะภาพลายเส้น ใช้สี 1-3 สี เพื่อง่ายต่อการพิมพ์สกรีน และรูปแบบตัวหนังสือบนป้ายแสดงสินค้า (Tag) เน้นลักษณะให้อ่านง่าย สีที่ใช้แสดงถึงตัวผลิตภัณฑ์[5] ลักษณะโครงสร้างของบบรรจุภัณฑ์เป็นกระดาษเยื่อกล้วยขึ้นรูปเป็นกล่องจั่วปั่งขนาดตามตัวผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ถุงผ้าพิมพ์สกรีน ถุงกระดาษจากกระดาษเยื่อกล้วย บรรจุภัณฑ์จะสามารถปกป้องสินค้าและรักษาคุณภาพสินค้าได้ดี การออกแบบมุ่งประเด็นให้ชุมชนทำได้ตัวตนเองด้วยวิธีการผลิตอย่างง่าย ประหยัดต้นทุน คำนึงถึงวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับคุณลักษณะเรื่องของต้นทุนเป็นหลัก โดยผลประเมินความพึงพอใจอยู่ใน แนวโน้มการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกที่ใช้วัสดุจากการประโยชน์หลังการออกแบบ [6] โครงสร้างรูปแบบบรรจุภัณฑ์ลักษณะใดที่มีแนวโน้มพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกได้โดยโครงสร้างที่ใช้ทำจากการใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรใน การผลิต แบบโครงสร้างที่ 6 มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅ 4.38 (SD = 0.88) ตราสินค้าสำหรับผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ภายใต้ ชื่อ “Handiwork” แบบตราสินค้าที่ 4 มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅ 3.73 (SD = 0.94) ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ภายใต้ ชื่อ “Handiwork” ที่ใช้เทคนิคระบบพิมพ์สกรีน บนวัสดุกระดาษจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร แบบร่างลวดลายสำหรับผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกที่ 2 มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅ 4.39 (SD = 0.04) [7] การประเมินวัฏจักรของต้นแบบจำลองผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก 1] การเลือกวัสดุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅4.46 (SD = 0.67) 2] การเลือกใช้วัสดุมีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅ 4.38 (SD = 0.63) 3] ใช้กระบวนการผลิตที่เหมาะสม มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅ 4.38 (SD = 0.63) 4] อายุการใช้งานที่เหมาะสม มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅ 4.37 (SD = 0.07) 5] ลักษณะการออกแบบผลิตต้นแบบงานผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅ 4.44 (SD = 0.61) 6] ระบบการจัดการหลังหมดอายุการใช้งานที่เหมาะสม มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅ 4.37 (SD = 0.73) 7] ความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตใช้และจำหน่ายได้จริง มีระดับความพึงพอใจระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย × ̅ 4.43 (SD = 0.77) โครงการย่อยที่ 3 : “บ้านถ้ำเสือ” เป็นการบรูณาการองค์ความรู้แบบมีส่วนรวมด้วย 4 องค์หลัก โดยชุมชน สถาบันการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้ต้องมีความร่วมมือกันในหลายภาคส่วน โมเดลนี้จะเป็นต้นแบบในการสร้างเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ในฐาน การเรียนรู้ของโฮมสเตย์ชุมชนบ้านถ้ำเสือ และสามารถเป็นต้นแบบให้กับชุมชนใกล้เคียงเพื่อต่อยอด โดยใช้เสน่ห์ ภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ แปลงเป็นรายได้ ไม่ต้องแข่งขันนำผลิตภัณฑ์ออกไปขายนอกชุมชน เป็นชุมชนท่องเที่ยวที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี ชวนกันคิด ชวนกันทำ ผลิตสินค้าและบริการสำหรับชุมชน ที่เรียกตนเองว่า “นวัตวิถีชุนชน” โดยมีแนวคิด ดังนี้ [1] “ชุมชน”ศักยภาพของชุมชนที่ดีเกิดจากการร่วมมือ ร่วมใจ และมีความสามัคคี พร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยผู้นำชุมชนที่นำโดย “พี่น้อย” ที่มีใจเกินร้อยในการร่วมมือนึกถึงส่วนรวมเป็นหลัก เป็นนักพัฒนาที่สามารถนำพาชุมชนของตนเองให้มีศักยภาพในการพึ่งพาตนเองได้ อีกทั้งชุมชนบ้านถ้ำเสือมีทุนทางปัญญา ทรัพยากรธรรมชาติที่มีความพร้อมสามารถต่อยอดพัฒนาสร้างนวัตกรรมใหม่แบบยั่งยืนได้ [2] การพัฒนานวัตกรรมก็จะมีในส่วนของ “สถาบันการศึกษา” เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาต่อยอดสำหรับการสร้างงานวิจัยพัฒนาเป็นนวัตกรรมใหม่เกิดการเรียนรู้ด้วยการบริการวิชาการสู่ชุมชน และ การนำองค์ความรู้บูรณาการสู่ห้องเรียน [3] หลักการนี้ยังตอบสนองนโยบาย “ภาครัฐ” ที่กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาประเทศ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากยกระดับศักยภาพในด้านอาชีพ การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน มีแนวทางเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในเชิงธุรกิจของภาคบริการ เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยการมี ส่วนร่วมของทุกภาคส่วนภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง [4] “ภาคเอกชน” ถือเป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในส่วนของการตลาดที่สามารถสร้างกิจกรรมเพื่อสังคม เป็นการจัดกิจกรรมที่มิได้แสวงหาผลประโยชน์เพื่อเป็นการพัฒนาชุมชน ด้วยความร่วมมือส่งเสริมการบริหารจัดการการตลาดสู่ชุมชนรองรับการขยายผลผลิตในเชิงพาณิชย์ซึ่งถือว่าภาคส่วนนี้ถ้าเกิดขึ้นได้ก็จะเป็นการส่งเสริมให้ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์(Win-win) รองรับเศรษฐกิจในยุค 5.0 ได้อย่างยั่งยืน ต้นแบบองค์ความรู้จะเกิดขึ้นมิได้ ถ้าขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ซึ่งถือมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการมีส่วนร่วมพัฒนาให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริง