จำนวนงานวิจัย ( 11 )
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์กรกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงกรณีศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 2) ศึกษาระดับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์กรกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 285 คน เครืองมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใชสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า วัฒนธรรมองค์การของมหาวิทยาลัยเทคโนโนโลยีราชมงคลพระนครในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 3.62 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า วัฒนธรรมที่มีค่าฉลี่ยมากที่สุด คือ วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นโครงสร้างและกฏระเบียบ ม่ค่าเฉี่ย 3.91 ส่วนความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครในภาพรวม อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 3.53 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านบุคลากร มีค่าเฉลี่ย 3.78 และผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒรธรรมองค์กรในภาพรวม กับระดับความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พบว่า มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับ สูง (r=.850) ซึ่งทุกตัวมีความสัมพันธ์กับทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางวถิติที่ระดับ .01
วิเคราะห์ตัวละครในวรรณกรรมจีนสามก๊กที่ใช้ในการบริหารงานภายในองค์กร
งานวิจัยนี้มีเพื่อศึกษาหลักในการบริหารงานภายในองค์กรของวรรณกรรมสามก๊กภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อสังเคราะห์หลักในการบริหารงานภายในองค์กรของตัวละครวรรณกรรม เรื่อง สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน และเพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารงานภายในองค์กรในสถานการณ์ปัจจุบันกับผู้บริหารในหน่วยงาน ผลการวิจัย พบว่า หลักในการบริหารงานภายในองค์กรของวรรณกรรมสามก๊ก ไม่ว่าจะเป็น โจโฉ ผู้นำของวุยก๊ก เล่าปี่ ผู้นำของจ๊กก๊ก ซุนกวน ผู้นำของง่อก๊ก หรือแม้กระทั่งขงเบ้ง กุนซือหรือที่ปรึกษาทางการปกครองของเล่าปี่ ตัวละครที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าผู้นำทั้งสามก๊ก สามารถนำมาใช้บริหารงานและบริหารคนภายในองค์กร ได้โดยใช้หลักการของโจโฉ ในการไม่ถือยศถาบรรดาศักดิ์ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีน้ำใจไมตรี มีความเด็ดขาด มีความยุติธรรม ไม่เข้าข้างคนผิด ไม่คิดมุ่งร้าย ไม่สั่งงานโดยใช้อารมณ์ หากต้องการงานที่มีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมาย ควรใช้คนเก่งทุกคนในทุกรูปแบบ โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงว่าดีหรือไม่ อีกทั้งใช้ยังต้องใช้หลักการของเล่าปี่ ผู้ที่เป็นเหมือนนักการเมืองที่มีประสบการณ์โชกโชนในการบริหารงาน และบริหารคน ปกครองโดยใช้หลักคุณธรรมนิยม กระจายอำนาจ สร้างทีมงานที่มีคุณภาพ ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจลูกน้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชา อีกทั้งมีความฉลาดทางอารมณ์ ควบคุมอารมณ์เก่ง สามารถปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ และค่อย ๆ สร้างบารมีด้วยคุณธรรม บริหารงานอย่างมีระบบ รวมถึงนำหลักการบริหารงาน และการบริหารคนของซุนกวน เน้นการบริหารทีมงานให้เกิดความสามัคคี วัดคนที่มีความสามารถ ส่งเสริมและพัฒนาลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา และยังสามารถนำการบริหารงาน และการบริหารคนของขงเบ้งมาเลือกใช้คนให้เหมาะสมกับงาน ไม่ปกป้องคนผิด มีความยุติธรรม รักษาคำพูด และควรมีการมองการณ์ไกลและวางแผนอย่างรอบคอบ มีการให้รางวัลและการลงโทษอย่างชัดเจน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ มีการกำหนดมาตรฐานการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน มีการติดตามตรวจสอบที่ดี มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน มีมาตรฐานเหมาะสม และหลักการสำคัญในการใช้คน คือ การใช้คนให้เหมาะสมกับงาน ใช้คนตามความสามารถ ซึ่งศิลปะการใช้คนนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง บางคนเก่งอีกด้านแต่ไม่เก่งอีกด้าน เราจึงต้องมีความจำเป็นที่จะต้องใช้คนให้เหมาะสมกับงาน ถึงจะเรียกได้ว่า ใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งพื้นฐานสำคัญของผู้บริหารในการเอาชนะใจผู้ใต้บังคับบัญชา คือ เวลาที่ผู้บริหารให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานก็จะได้ทำงานตามความสามารถตามความถนัด เมื่อคนเราได้ทำงานตามความสามารถ ตามความถนัด ผลงานย่อมจะออกมาดี เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชามีผลงานผู้บริหารจะตบรางวัล กล่าวชมเชย หรือจะมอบสิ่งของมีค่าแทนคำขอบคุณก็ย่อมจะทำได้ ทั้งยังทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีกำลังใจที่จะทำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเฉพาะผู้บริหารที่มีผู้ใต้บังคับบัญชาที่เก่งกว่า ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้แสดงความสามารถได้เต็มที่ ไม่กีดกัน ไม่หวาดระแวง ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะเก่งกว่าเรา จะดีกว่าเรา จะเด่นกว่าเรา แต่ควรมองการณ์ไกล ใจกว้าง สร้างความเชื่อใจ และความไว้วางใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา เชื่อมั่นในตัวผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บริหารควรจะต้องใช้คุณธรรม เมตตาธรรม มัดใจผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้งานที่ออกมามีประสิทธิภาพ องค์กรมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นผู้บริหารควรที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สรรเสริญยกย่องคนดีขึ้นมา เพื่อสร้างแบบอย่างที่ดีในองค์กรเพื่อให้ทุกคนมีต้นแบบที่ดีในการทำงาน
ผลกระทบของความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ บรรษัทภิบาล (ESG) ที่มีต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น กำไรต่อหุ้น และผลตอบแทนจากการลงทุนหลักฐานจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ที่มีต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น กำไรต่อหุ้น และผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET100) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (MAI) ที่ได้รับผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการจากสมาคมส่งเสริมกรรมการบริษัท รวมถึงเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการจัดอันดับของกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 โดยสถาบันไทยพัฒน์ ในระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2565 รวมทั้งสิ้น 582 ข้อมูล การศึกษานี้ใช้สมการถดถอยเชิงพหุคูณในการทดสอบความสัมพันธ์และศึกษาผลกระทบโดยมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ทั้งหมด 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การกำกับดูแลกิจการความรับผิดชอบต่อสังคม การต่อต้านการทุจริต และการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ส่งผลต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น กำหไรต่อหุ้น และผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัท ทั้งนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบต่อความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) กับมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น กำไรต่อหุ้น และผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัท มีเพียงตัวแปรอิสระเพียงตัวแปรเดียวในมุมของการกำกับดูแลกิจการ (CG) ที่มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน และในส่วนของความรับผิดชอบต่อสังคม การต่อต้านการทุจริต และการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์ สู่บุคลากรคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อรูปแบบและวิธีการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์สู่บุคลากรคณะบริหารธุรกิจ วิธีการศึกษาผู้ใช้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากร คณะบริหารธุรกิจ จานวน 140 คน ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อรูปแบบและวิธีการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์สู่บุคลากร คณะบริหารธุรกิจ ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรที่มีประสบการณ์ในการรับรู้แผนยุทธศาสตร์แตกต่างกัน มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว การสื่อสารสองทาง และการสื่อสารตามแนวนอน โดยผู้ที่เคยรับรู้แผนยุทธศาสตร์มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์มากกว่าผู้ที่ไม่เคยรับรู้แผนยุทธศาสตร์ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีอายุแตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว และการสื่อสารตามแนวนอน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีการศึกษาแตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว การสื่อสารสองทาง และการสื่อสารตามแนวนอน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ บุคลากรที่มีประสบการณ์ทางานที่แตกต่างกัน มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว แต่มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารสองทาง และการสื่อสารตามแนวนอน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ บุคลากรที่สังกัดงาน (สายงาน) แตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว การสื่อสารสองทาง และการสื่อสารตามแนวนอน ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และบุคลากรที่มีประสบการณ์ในการรับรู้แผนยุทธศาสตร์แตกต่างกัน มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากวิธีการถ่ายทอดผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ผ่านสื่อบุคคล และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกัน โดยผู้ที่เคยมีประสบการณ์ในการรับรู้แผนยุทธศาสตร์มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์มากกว่าผู้ที่ไม่เคยรับรู้แผนยุทธศาสตร์ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีอายุแตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์โดยวิธีการถ่ายทอดผ่านสื่อบุคคล และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกัน แต่มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์โดยวิธีการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์ โดยวิธีการถ่ายทอดแผนผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ผ่านสื่อบุคคล และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีประสบการณ์ทางานแตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์ โดยวิธีการถ่ายทอดแผนผ่านสื่อบุคคลแตกต่างกัน แต่มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์ โดยวิธีการถ่ายทอดแผนผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ บุคลากรที่มีสังกัดงาน (สายงาน) แตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์ โดยวิธีการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ผ่านสื่อบุคคล ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัย ในการใช้อาคารเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยในการใช้อาคารเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิธีการศึกษาผู้ใช้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากร และนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ จานวน 361 คน ผลการวิจัยพบว่า โดยการวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงสารวจ ซึ่งโดยใช้สถิติ T-test Independent เพื่อต้องการค้นหาว่าปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล (เพศ) มีผลต่อระดับความรู้สึกความปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมหรือไม่ และ ค้นหาถึงปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคารที่เข้าใช้งานที่มีผลต่อระดับความรู้สึกความปลอดภัยต่ออาชญากรรม ซึ่งได้มาจากการทบทวนวรรณกรรม ได้แก่ ระดับของความส่องสว่าง ผังพื้น ระดับการมองเห็น โทนสี ความสูงของฝ้าเพดาน จานวนของช่องเปิดประตูและหน้าต่าง ลักษณะของบันได จานวนผู้ใช้งานภายในอาคาร การบริการรักษาความปลอดภัย ด้วยการใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) วิธีการแบบ All Enter คือนาเอาปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคารทั้ง 9 ปัจจัยมีอิทธิพลต่อระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรม ซึ่งนาเอาตัวแปรของปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคาร ทุกตัวเข้าระบบสมการพร้อมกัน ซึ่งผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ สรุปผลการวิจัยจากข้อมูลทั่วไปของกลุ่มจานวนทั้งสิ้น 361 คน โดยเป็นกลุ่มตัวอย่างเพศชาย 72 คน และเพศหญิง 289 คนประกอบไปด้วย พบว่า ปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล (เพศ) กับ ความรู้สึกปลอดภัยในการเข้าใช้งานภายในอาคาร (ระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรม) พบว่า ปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล (เพศ) ทั้ง 2 กลุ่มมีระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .062 ซึ่งสรุปได้ว่าความแตกต่างในด้านเพศไม่มีความสัมพันธ์กับระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมในการเข้าใช้งานภายในอาคาร สรุปผลการวิจัยของปัจจัยสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคาร กับความรู้สึกปลอดภัยในการเช้าใช้งานภายในอาคาร (ระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรม) พบว่า ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคารทั้ง 9 ตัวแปร ได้แก่ ระดับของความส่องสว่างผังพื้น ระดับการมองเห็น โทนสี ความรู้ของฝ้าเพดาน จานวนของช่องเปิดประตู และหน้าต่าง ลักษณะของบันได จานวนถังดับเพลิง จานวนผู้ใช้งานภายในอาคารเรียน มีความสัมพันธ์กับระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สามารถร่วมกับพยากรณ์ระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมได้