จำนวนงานวิจัย ( 9 )
การรับรู้ความเสี่ยงและความไว้วางใจที่ส่งผลไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ในย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจกรุงเทพมหานคร
ท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ได้ปรับเปลี่ยนไปด้วย การวิจัยครั้งนี้มีวัตุประสงค์ เพื่อศึกษาการรับรู้ความเสี่ยงความไว้วางใจในการเลือกใช้เทคโนโลยีทางการเงินของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความเสี่ยงและความไว้วางใจในการเลือกใช้เทคโนโลยีทางการเงินของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความเสี่ยงและความไว้วางใจของผู้ใช้บริการที่มีผลต่อการเลือกใช้เทคโนโลยีทางการเงินของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ที่จับจ่ายในศูนย์การค้าย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจกรุงเทพมหานคร ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์ ผลการวิจัยพบว่า ไลฟ์สไตล์การใช้ Mobile/ Online Payment มีการรับรู้ความเสี่ยงมากที่สุดและมีการไว้วางใจในการให้บริการ Electronic Money มากที่สุด ส่วน Debit/ Credit Card และ Automated Teller Machine มีความไว้วางใจมากที่สุดด้านความซื่อสัตย์ ส่วนผลการศึกษาความสัมพันธ์พบว่า การรับรู้ความเสี่ยง Mobile/ Online Payment และ Electronic Money มีความสัมพันธ์กับความไว้วางใจในระดับสูง มีค่าความสัมพันธ์ในทางบวกลักษณะคล้อยตามกัน และส่วนผลการศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความเสี่ยงและความไว้วางใจพบว่า ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความไว้ใจด้านความซื่อสัตย์จะส่งผลในการเลือกใช้ Mobile/ Online Payment และ Electronic Money เพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงและความไว้วางใจที่มีอิทธิพลในการเลือกใช้ Debit/ Credit Card และ Automated Teller Machine คือ ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว ส่งผลในการเลือกใช้เพิ่มขึ้น
ปัญหาการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และการเสียภาษีของผู้ประกอบการร้านโชวห่วย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ 2) เพื่อศึกษาความแตกต่างลักษณะด้านปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อปัญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกของการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย และการเสียภาษีเงินได้ที่มีผลต่อปัญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการร้านโชห่วย จำนวน 97 รายเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างโดยใช้สถิติการทดสอบ t-test, F-test) และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยวิธีเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ ต่ำกว่า 30 ปี มีสถานภาพโสด การศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์ในการเปิดร้านค้า ต่ำกว่า 10 ปี มีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 20,000 บาท ไม่เคยมีประสบการณ์การจัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเสียภาษีเงินได้ ผลการศึกษาป็ญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการร้านโชห่วย โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ไม่ได้จดบันทึกบัญชีอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ไม่ทราบถึงรายได้และค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่แท้จริง อยู่ในระดับมาก รองลงมา ไม่ได้เก็บเอกสารหลักฐานไว้เพียงพอ สำหรับจดบันทึกบัญชีและเสียภาษีเงินได้ อยู่ในระดับมาก ไม่มีเวลาในการจดบันทึกบัญชีทุกวัน อยู่ในระดับมาก มีความสับสนกับเรื่องเอกสารประกอบการลงบัญชี อยู่ในระดับมากขาดความรู้ ความเข้าใจในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย อยู่ในระดับปานกลาง และไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลในการจัดทำบัญชีที่ถูกต้อง อยู่ในระดับปานกลาง ในขณะที่ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล (อายุ สถานภาพ ประสบการณ์การเปิดร้าน ระดับรายได้ต่อเดือน) ที่แตกต่างกัน มีปัญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการร้านโชห่วยแตกต่างกัน นอกจากนี้ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกของการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการไม่มีความสัมพันธ์กับป้ญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและเสียภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการร้านโชห่วย
ความสัมพันธ์ระหว่างการทุจริตในงบการเงินกับการถือครองเงินสด : กรณีศึกษาตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการทุจริตในงบการเงินกับการถือครองเงินสดของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ โดยมีตัวแปรอิสระคือการทุจริตในงบการเงินซึ่งใช้การคำนวณค่า M-Score ตามแบบจำลองของ Beniesh ตัวแปรตามคือการถือครองเงินสดคำนวณจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดหารสินทรัพย์รวม และตัวแปรควบคุม ประกอบด้วย ขนาดของกิจการ สินทรัพย์สภาพคล่องสูง และค่าใช้จ่ายในการลงทุน ข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 614 ข้อมูล ระหว่างปี พ.ศ.2561 ถึง พ.ศ.2565 ซึ่งผลการวิจัยพบว่า การทุจริตในงบการเงินไม่มีอิทธิพลต่อการถือครองเงินสด ในขณะที่ขนาดของกิจการ และสินทรัพย์สภาพคล่องสูงมีอิทธิพลต่อการถือครองเงินสด
การศึกษาความพึงพอใจของบุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ต่อการยืมเงินทดรองราชการ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของบุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ต่อการยืมเงินทดรองราชการ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของบุคลากร ศึกษาระดับความเข้าใจต่อการยืมเงินทดรองราชการ และเพื่อเสนอแนวทางปรับปรุงเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการของบุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของบุคลากรต่อการให้บริการยืมเงินทดรองราชการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พบว่าด้านเจ้าหน้าที่ ผู้ให้บริการมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.44 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.56 ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ด้านขั้นตอนการให้บริการ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.32 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.56 ระดับความพึงพอใจ อยู่ในระดับปานกลาง และพบว่าด้านสิ่งอำนวยความสะดวก มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.43 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.54 ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความเข้าใจเกี่ยวกับ การยืมเงินทดรองราชการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พบว่าการทราบถึงระยะเวลาในการอนุมัติและการคืนเงินทดรองราชการ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.43 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.54 ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก การรู้ช่องทางการติดต่อหากมีข้อสงสัย มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.43 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.54 ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และการทราบเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินการยืมและคืนเงินทดรองราชการ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.31 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.52 ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง
การศึกษาความพึงพอใจในการเบิกจ่ายค่าสอนพิเศษและค่าสอนเกินภาระงานสอนของอาจารย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของอาจารย์คณะ วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ต่อระบบการเบิกจ่ายค่าสอนพิเศษและ ค่าสอนเกินภาระงานสอน ตลอดจนวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางในการ ปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น การวิจัยเป็น แบบเชิงสำรวจ โดยเก็บข้อมูลจากอาจารย์จำนวน 37 คน ด้วยแบบสอบถามทั้งแบบปิดและแบบ ปลายเปิด และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศ ชาย อายุ 50 ปีขึ้นไป และมีประสบการณ์สอนมากกว่า 10 ปี โดยมีความพึงพอใจในระดับสูงทุกด้าน โดยเฉพาะด้านบุคลากรและการให้บริการที่ได้รับคะแนนสูงที่สุด รองลงมาคือด้านการสื่อสารและ ข้อมูล รวมถึงความชัดเจนของขั้นตอนและเอกสารในการเบิกจ่าย อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบมากที่สุด คือความล่าช้าในการดำเนินการ ขั้นตอนที่ซับซ้อน และการสื่อสารที่ยังไม่ชัดเจน ข้อเสนอแนะคือควร ปรับปรุงระบบให้มีการเบิกจ่ายรายเดือนอย่างสม่ำเสมอ ลดขั้นตอนและเอกสารที่ไม่จำเป็น จัดทำ คู่มือที่กระชับและเข้าใจง่าย รวมทั้งพัฒนาระบบติดตามสถานะการเบิกจ่ายแบบออนไลน์ เพื่อเพิ่ม ความรวดเร็ว ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินของคณะในระยะยาว