จำนวนงานวิจัย ( 7 )

มาตรการทางกฎหมายเพื่อการบริหารจัดการพลังงานภาคเกษตรกรรม
มาตรการทางกฎหมายเพื่อการบริหารจัดการพลังงานภาคเกษตรกรรม

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายด้านการบริหารจัดการ พลังงานและการผลิตไฟฟ้าสำหรับชุมชน (2) เพื่อสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดข้อจำกัดทางด้านกฎหมายให้กับชุมชน (3) เพื่อนำเสนอนโยบายด้านกฎหมายต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานและกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน การวิจัยใช้วิธีแบบผสมทั้ง เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ (Mixed-method) โดยประกอบด้วยการวิจัยเอกสาร (documentary research) ทบทวนวรรณกรรม การเก็บข้อมูลภาคสนาม (Field Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้เกี่ยวข้องจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน นักวิชาการด้านพลังงาน และผู้ประกอบการวิชาชีพกฎหมาย รวมทั้งสิ้น 22 คน นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเชิงปริมาณโดยการ สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) กลุ่มคนในชุมชนที่มีการใช้พลังงานในภาคเกษตรกรรม จังหวัดสระแก้ว รวม 400 คน ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดสระแก้วมีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในการสูบน้ำแบบบ่อบาดาลและผิวดินเพื่อการเกษตร เช่น ปั๊มหอยโข่ง ปั๊มซับเมอร์ส เป็นต้น รวมถึงนำ มีการติดตั้งระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ได้แก่ ตู้อบแห้ง และโรงอบแห้งมาใช้ในวิสาหกิจชุมชนเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนสร้างมูลค่าในทรัพยากรในท้องถิ่น มีการส่งเสริมและสนับสนุนอุปกรณ์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า รถลากจูง และรถเข็นโซลาร์เซล แต่ยังประสบปัญหาหลายประการ เช่น ข้อจำกัดการใช้ที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรมหรือป่าไม้ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ การซ่อมบำรุงรักษา ขั้นตอนการขออนุญาติที่ซับซ้อน เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพควรมีการปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายและข้อบังคับเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตและการบริหารจัดการในที่ดินการเกษตรหรือป่าไม้ นอกจากนี้ การส่งเสริมการสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งด้านการเงิน อุปกรณ์ และการฝึกอบรม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคเกษตรกรรม และช่วยลดต้นทุนไฟฟ้าในพื้นที่ชนบท

2566
ความสัมพันธ์ระหว่างการทุจริตในงบการเงินกับการถือครองเงินสด : กรณีศึกษาตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ
ความสัมพันธ์ระหว่างการทุจริตในงบการเงินกับการถือครองเงินสด : กรณีศึกษาตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการทุจริตในงบการเงินกับการถือครองเงินสดของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ โดยมีตัวแปรอิสระคือการทุจริตในงบการเงินซึ่งใช้การคำนวณค่า M-Score ตามแบบจำลองของ Beniesh ตัวแปรตามคือการถือครองเงินสดคำนวณจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดหารสินทรัพย์รวม และตัวแปรควบคุม ประกอบด้วย ขนาดของกิจการ สินทรัพย์สภาพคล่องสูง และค่าใช้จ่ายในการลงทุน ข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 614 ข้อมูล ระหว่างปี พ.ศ.2561 ถึง พ.ศ.2565 ซึ่งผลการวิจัยพบว่า การทุจริตในงบการเงินไม่มีอิทธิพลต่อการถือครองเงินสด ในขณะที่ขนาดของกิจการ และสินทรัพย์สภาพคล่องสูงมีอิทธิพลต่อการถือครองเงินสด

2567