จำนวนงานวิจัย ( 3 )
แอปพลิเคชันบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มมูลค่าป่าชุมชน หมู่บ้านน้ำทรัพย์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
งานวิจัยเรื่อง แอปพลิเคชันบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มมูลค่าป่าชุมชน หมู่บ้านน้ำทรัพย์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีวัตถุประสงค์ เพื่อบริหารจัดการป่าไม้ชุมชน โดยใช้ แอปพลิเคชันคาร์บอนเครดิตที่สร้างขึ้น และเพื่อประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการบริหารจัดการป่าชุมชนด้วยแอปพลิเคชันคาร์บอนเครดิต ประชากร คือ เกษตรกรในพื้นที่ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กลุ่มตัวอย่าง เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จาก ประชากรในพื้นที่ หมู่บ้านน้ำทรัพย์ ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ สมาชิกชุมชน จำนวน 30 คน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม ที่ผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญและเคยนำไปใช้แล้ว ทำการพัฒนาแอปพลิเคชัน ด้วย AppSheet และใช้ Google Sheet เป็นฐานข้อมูล ใช้แอปพลิเคชัน Trees วัดความสูงของต้นไม้ ทำการพัฒนาบนโน้ตบุคและสมาร์ทโฟน สถิติที่ใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า แอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นใช้งานง่ายผ่านระบบสมาร์ทโฟน การเก็บข้อมูลทำได้รวดเร็ว จัดเก็บข้อมูล เกษตรกร ชนิดต้นไม้ จำนวนต้นไม้ ในป่าชุมชนที่จะนำไปคำนวณคาร์บอนเครดิต ผลการประเมินประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อแอปพลิเคชัน อยู่ในระดับมาก แอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นสามารถนำไปใช้ได้ เป็นต้นแบบในการใช้แอปพลิเคชันบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน
แนวทางการแก้ปัญหาทางการเงินของนักศึกษาในเขตภาคกลางตอนล่าง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษามูลเหตุของการก่อหนี้สินและเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาทางการเงินของนักศึกษา มีระเบียบวิธีวิจัย คือ การวิจัยแบบผสม มีขอบเขตด้านเวลาภายในปีงบประมาณ 2567 พื้นที่วิจัยคือจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐมและราชบุรี ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจงตัวอย่าง มีประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษา ตัวแทนการศึกษา ผู้ปกครอง และผู้นำในพื้นที่การศึกษาจำนวน 418 ตัวอย่าง ค่าความเชื่อมั่น Cronbach's Alpha เท่ากับ 0.968 จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมานโดยการทดสอบสมมติฐานและทำการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงเส้นตรงอย่างง่ายผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยด้านประชากรศาสตร์พบว่ามีสัดส่วนเพศชายและเพศหญิงใกล้เคียงกัน เป็นตัวอย่างที่มีอายุ 20 -22 ปี ศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี อยู่ในครัวเรือนที่มีภาวะพึ่งพิงด้านการศึกษา 1 คน ในสัดส่วนใกล้กัน และสัดส่วนของตัวอย่างที่มีภาวะผูกพันและไม่มีภาวะผูกพันกับกองทุนกยศ.ใกล้เคียงกัน ปัจจัยที่ส่งผลต่อมูลเหตุการณ์ก่อหนี้จากความต้องการด้านปัจจัยพื้นฐานมีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลาง โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ด้านที่อยู่อาศัย ด้านการบริโภค ด้านเครื่องแต่งกาย และด้านการรักษาพยาบาล ความต้องการด้านปัจจัยอื่น มีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลางโดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ด้านการศึกษา ด้านการลงทุน ด้านการเดินทาง ด้านนันทนาการ ด้านสังคม และด้านบริโภค ปัจจัยที่พฺฤติกรรมทางการเงินและการวางแผนทางการเงินห้าอันดับแรก คือ การจัดการเงินสำรองยามฉุกเฉิน การปรับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ การควบคุมรายจ่ายโดยซื้อเฉพาะสินค้าจำเป็น การกำหนดวัตถุประสงค์ใช้จ่าย และการลดการชำระหนี้ให้เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน ปัจจัยที่มีผลต่อการวางแผนทางการเงินของนักศึกษา พบว่าตัวแปรอิสระ ได้แก่ อายุ และปัจจัยมูลเหตุของการก่อหนี้สิน ได้แก่ ความต้องการปัจจัยพื้นฐาน (F) และความต้องการด้านปัจจัยอื่น (O) มีนัยสำคัญด้วยระดับนัยสำคัญ 0.01 และ โดยมีค่า R2 เท่ากับ 0.244 และค่า Std. Error of the Estimate เท่ากับ 0.74262 การศึกษาครั้งนี้มีข้อเสนอแนะคือ 1.ภาครัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างแนวทางเพื่อส่งเสริมการวางแผนทางการเงินโดยช่วงปกติและแผนทางการเงินสำหรับกรณีฉุกเฉิน 2.ผู้ปกครองควรแบ่งเงินรับออกเป็นสัดส่วนและวางแผนการออมเงินสำหรับกรณีฉุกเฉินและทำตามแผนทางการเงินอย่างเคร่งครัดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายทางการเงินในระยะสั้น
แนวทางการจัดการทางด้านการเงินของนักศึกษาในเขตภาคกลางตอนล่าง หลังวิกฤติโควิท 19
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การศึกษา คือ ประการที่หนึ่ง เพื่อวิเคราะห์สภาวะความมั่นคงทางด้านการเงินและปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางด้านการเงินแก่สถาบันครอบครัวของนักศึกษาอย่างมีส่วนร่วม และเพี่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเงินของครอบครัวของนักศึกษาโดยผ่านนวัตกรรมทางการเงินที่อย่างมีส่วนร่วม การศึกษาครั้งนี้มีระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงผสม (Mixed method) โดยมีการวิจิยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจานวน 10 ตัวอย่าง และการวิจัยเชิงปริมาณเป็นการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ปัจจัยการปรับตัวทางการเงิน และปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารการเงินส่วนบุคคลในตัวอย่างจานวน 400 ตัวอย่าง ด้วยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจงและใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมานโดยการทดสอบสมมติฐานและทาการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงเส้นตรงอย่างง่ายผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยด้านประชากรศาสตร์สรุปได้ว่า ตัวอย่างในการศึกษามีสัดส่วนเพศชายและเพศหญิงใกล้เคียงกัน มีอายุเฉลี่ยส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 31-40 ปี และมีการศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรีประกอบอาชีพเป็นเจ้าของกิจการ/ผู้ประกอบการ/อาชีพอิสระ มีสถานะสมรสส่วนใหญ่เป็นผู้ที่สมรส มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน10,001 – 20,000 บาท ปัจจัยที่เป็นตัวแปรอิสระทั้งสี่ปัจจัยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ในแต่ละปัจจัยมีค่าเฉลี่ยอยู่ตั้งแต่ 3.51 ถึง 4.50 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันของตัวแปรอิสระแต่ละคู่ พบว่ามีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันทุกค่าน้อยกว่า 0.8 ค่าสถิติ Tolerance มีค่าอยู่ในช่วง 0.420 ถึง 0.585ค่าสถิติ VIF มีค่าในช่วง 1.708 ถึง 2.367 ปัจจัยที่เป็นตัวแปรตามคือการปรับตัวด้านการเงิน (Y) มีค่าเฉลี่ย ( x )ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) คือ 4.22 และ 0.732ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และการปรับตัวด้านการเงิน (Y) วิธีจับคู่ความแตกต่างน้อยที่สุดอย่างมีนัยสาคัญ (LSD) ผลการศึกษาพบว่าตัวแปรด้านปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ในแต่ละตัวแปรมีความคิดเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการปรับตัวทางการเงินอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ผลการศึกษาด้านปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารการเงินส่วนบุคคลและการปรับตัวด้านการเงิน พบว่าตัวแปรอิสระทุกตัว ได้แก่ ทัศนคติต่อการบริหารเงิน (X1) ความรับผิดชอบต่อการเงินครอบครัว (X2) อิทธิพลจากกลุ่มอ้างอิง (X3) และมาตรการเยียวยาด้านการเงินของภาครัฐ (X4) มีอิทธิพลในการกาหนด การปรับตัวด้านการเงิน โดยมีค่า R2 เท่ากับ 0.651 และค่า Std. Error of the Estimate เท่ากับ 0.435การศึกษาครั้งนี้มีข้อเสนอแนะคือ 1. ภาครัฐบาลควรสร้างแนวทางเพื่อส่งเสริมการวางแผนทางการเงินโดยช่วงปกติและแผนทางการเงินสาหรับกรณีฉุกเฉิน 2. ผู้ปกครองควรพิจารณาการวางแผนการเงินส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่มีความสาคัญเป็นลาดับแรกและมีการวางแผนทางการเงินที่รัดกุมและตั้งเป้าหมายทางการเงินในระยะสั้นเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการการเงินในครัวเรือน