จำนวนงานวิจัย ( 2 )
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา 2) ศึกษาการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา และ 3) จัดทาแนวทางในการแนะแนวการศึกษาต่อสาหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา ในกรุงเทพมหานคร ที่กาลังศึกษาอยู่ในระบบ จานวน 400 คน โดยใช้สูตรการคานวณหากลุ่มประชากรของ Taro Yamane (Yamane,1973) และกาหนดค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 95% เกี่ยวกับการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง หรือยอมให้ค่าความคลาดเคลื่อนเท่ากับ .05 สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณแบบปกติ (Enter Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยด้านทัศนคติ แรงจูงใจ และความต้องการ ร่วมกันพยากรณ์การมีส่วนร่วมได้ร้อยละ 66.60) โดยมีปัจจัยทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านทัศนคติ ด้านแรงจูงใจ และด้านความต้องการส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านความต้องการ มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือ ด้านทัศนคติ และด้านแรงจูงใจ โดยด้านความต้องการเพิ่มขึ้น 1 หน่วยก็จะส่งผลให้การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น .383 หน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.30 ด้านทัศนคติเพิ่มขึ้น 1 หน่วยก็จะส่งผลให้การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น .301 หน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.10 และด้านแรงจูงใจเพิ่มขึ้น 1 หน่วยก็จะส่งผลให้การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น .283 หน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.30 2) การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา พบว่า ชั้นปี และประเภทโรงเรียนต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีไม่แตกต่างกัน ในขณะที่ เพศ และแผนการเรียนต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และให้ความสาคัญกับความพร้อมด้านอาคารสถานที่มากที่สุด รองลงมาคือ ความพร้อมด้านอุปกรณ์การเรียนรู้ และการอยู่ใกล้แหล่งอานวยความสะดวก เช่น โรงพยาบาล สถานีตารวจ หรือห้างสรรพสินค้า และ 3) แนวทางในการแนะแนวการศึกษาต่อสาหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา คือ 3.1) การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในระบบอุดมศึกษา โดยการจัดกิจกรรมแนะแนวที่ถูกต้อง โครงการเยี่ยมชม/ค่ายแนะแนวอาชีพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และใช้สื่อดิจิทัลเผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีของหลักสูตรและสถาบัน 3.2) การแนะแนวอาชีพควรถูกบูรณาการในระดับมัธยม/อาชีวะ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนกับอนาคต โดยสถาบันอุดมศึกษาควร เน้นประชาสัมพันธ์หลักสูตรที่มีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และจัด กิจกรรมเชิญศิษย์เก่า/บุคคลต้นแบบ มาสร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียน 3.3) มหาวิทยาลัยควรพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงสนับสนุนทุนการศึกษาหลากหลายรูปแบบ พร้อมจัดระบบให้คาปรึกษาออนไลน์/แนะแนวส่วนบุคคล เพื่อวิเคราะห์และชี้แนะเส้นทางที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละราย และ 3.4) สร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถานประกอบการ เพื่อให้ข้อมูลการศึกษาและอาชีพที่ครบถ้วน จัดตั้งเครือข่ายแนะแนว เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและพัฒนารูปแบบการแนะแนว พร้อมใช้ฐานข้อมูลกลางนักเรียน เพื่อวิเคราะห์ความสนใจและวางแผนการแนะแนวให้ตรงเป้าหมาย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากร คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากรคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 2) เปรียบเทียบลักษณะทางประชากรกับการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากรคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากรคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครโดยใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสายวิชาการและ สายสนับสนุนที่มีส่วนร่วมในการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะ จานวน 47 คน ได้มาด้วยวิธีการวิธีการเปิดตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย (x ̅) 3.41 โดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูง ได้แก่ ท่านได้นาผลการประเมินและข้อเสนอแนะมาปรับปรุงและพัฒนาการปฏิบัติงานของตน มีค่าเฉลี่ย (x ̅) 3.77 การนาผลการประเมินมาเป็นแนวทางในการวางแผนการปฏิบัติงาน ด้านการประกันคุณภาพการศึกษาในครั้งต่อไป มีค่าเฉลี่ย (x ̅) 3.73 และการเข้าร่วมการอบรมหรือสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษา มีค่าเฉลี่ย(x ̅) 3.71 2) การเปรียบเทียบลักษณะทางประชากรกับการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษา ผลการวิเคราะห์พบว่า เพศ อายุ ประเภทบุคลากร สถานะ และอายุงานในตาแหน่งปัจจุบัน ต่างกันม่ส่งผลให้การมีส่วนร่วมแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ขณะที่ ตาแหน่งงานต่างกัน ส่งผลให้การมีส่วนร่วมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะระหว่างกลุ่มหัวหน้างานกับกลุ่มไม่มีตาแหน่งบริหาร และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษา คือ ทัศนคติ การรับรู้ และแรงจูงใจ พบว่า แรงจูงใจเพียงปัจจัยเดียวที่ส่งผลเชิงบวกต่อการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยปัจจัยด้านแรงจูงใจเพิ่มขึ้น 1 หน่วยก็จะส่งผลให้การมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากรคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครเพิ่มขึ้น .443 หน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 44.30