จำนวนงานวิจัย ( 14 )
การวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการส่องสว่างของห้องพยาบาลในสถาบันการศึกษาเพื่อรองรับเมืองอัจฉริยะ
โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงระบบการส่องสว่างในห้องพยาบาลภายในสถาบันการศึกษา เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานและสอดคล้องกับแนวคิดเมืองอัจฉริยะ โดยใช้เทคโนโลยีแสงสว่างสมัยใหม่และการควบคุมแสงที่สามารถปรับได้ตามสภาพแวดล้อมและกิจกรรมในห้องพยาบาล งานวิจัยนี้ได้ทำการสำรวจและเก็บข้อมูลความเข้มแสงภายในห้องพยาบาล รวมถึงสร้างแบบจำลองห้องในโปรแกรม ArcSite และ SketchUp เพื่อจำลองการจัดวางโคมไฟและคำนวณค่าความสว่างด้วยโปรแกรม DIALux ผลการศึกษาพบว่า การออกแบบระบบแสงสว่างที่ใช้หลอดไฟ LED ที่สามารถปรับสีและความเข้มได้ตามความต้องการ สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานห้องพยาบาลและลดความเครียดของผู้ป่วยและบุคลากรได้ อีกทั้งยังสอดคล้องกับมาตรฐานสมาคมวิศวกรรมการส่องสว่างแห่งประเทศไทย (IES) ที่ระบุว่าความเข้มแสงในห้องพยาบาลควรอยู่ระหว่าง 100-400 ลักซ์ นอกจากนี้ ระบบแสงสว่างที่ออกแบบใหม่ยังสามารถปรับเปลี่ยนแสงตาม Scene ที่กำหนดไว้เพื่อรองรับการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น การทำแผลและการพักฟื้น ผลจากการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีแสงสว่างอัจฉริยะมาใช้ในห้องพยาบาลมีศักยภาพในการยกระดับคุณภาพการบริการและสภาพแวดล้อมในการรักษาพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น
การวิเคราะห์การทำงานของเซอร์กิตเบรกเกอร์พิกัดแรงดัน 115 kV เพื่อซ่อมบำรุงรักษาและรักษาเสถียรภาพของการจ่ายกระแสไฟฟ้า
เนื่องจากในปัจจุบันสถานีไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ใช้รั้วตาข่ายกั้นบริเวณรอบสถานีไฟฟ้าแรงสูงและมีสายส่งที่ถูกสร้างขนานไปกับรั้วตาข่ายซึ่งทาให้เกิดแรงดันเหนี่ยวนาขึ้นที่รั้วตาข่าย ดังนั้นโครงการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาทฤษฎีของการเหนี่ยวบนรั้วตาข่ายของสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่สร้างคู่ขนานกับแนวสายส่งว่ามีแรงดันเหนี่ยวนาที่เกิดขึ้นบนรั้วตาข่ายมีค่าเท่าไหร่ พร้อมทั้งนาเสนอวิธีการป้องกันผลกระทบของแรงดันเหนี่ยวนาและกระแสเหนี่ยวนาที่เกิดขึ้นบนรั้วตาข่ายเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับมนุษย์ที่มาสัมผัสกับรั้วตาข่ายของสถานีไฟฟ้าแรงสูง โครงการวิจัยนี้อธิบายการศึกษาการเหนี่ยวนาบนรั้วตาข่ายของสถานีไฟฟ้าแรงสูงระบบแรงดัน 115 เควี โดยใช้โปรแกรมอิเล็กโตรแมกเนติกทรานเซียนท์/อัลเทอร์เนทีฟทรานเซียนท์จาลองเสาส่งและรั้วตาข่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผลการศึกษาจากกรณีรั้วตาข่ายมีการต่อลงดินทั้งสองด้าน (ต้นทางและปลายทาง) ลงที่ที่ระบบกราวด์กริดของสถานีไฟฟ้าแรงสูงจะเห็นว่าขนาดแรงดันไฟฟ้าและกระแสที่เกิดขึ้นของแต่ละโหนดจะมีค่าน้อยกว่าทุกกรณีที่ทาการศึกษาและไม่มีผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์แม้ว่าจะสัมผัสเป็นเวลานานเท่าไหร่ก็ตาม (ตามมาตรฐาน IEC 60364)
การศึกษาผลของอุณหภูมิการอบแห้งดอกอัญชันต่อปริมาณสารโพรไบโอติกส์
ดอกอัญชัน (Clitoria ternatea) มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ ดอกอัญชันยังมีสรรพคุณทางยาที่หลากหลาย เช่น ช่วยบำรุงสายตา ลดความดันโลหิต ปรับสมดุลฮอร์โมน และช่วยในการย่อยอาหาร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับดอกอัญชันมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การค้นพบคุณสมบัติทางยาที่น่าสนใจของดอกอัญชัน รวมถึงดอกอัญชันอบแห้งมีแอนโทไซยานินซึ่งเป็นสารสำคัญในดอกอัญชัญมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์โพรไบโอติก การอบแห้งเป็นวิธีการแปรรูปดอกอัญชันอีกชนิดหนึ่งเพื่อการเก็บไว้ใช้งานในช่วงขาดแคลนดอกอัญชันหรือการนำไปจำหน่ายในรูปแบบดอกอัญชันอบแห้ง การอบแห้งดอกอัญชันจะต้องเก็บรักษาคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ทางยาให้คงอยู่ในดอกอัญชัน แต่กระบวนการอบแห้งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณสารแอนโทไซยานินได้ โดยอุณหภูมิการอบแห้งที่สูงเกินไปอาจทำลายสารแอนโทไซยานินลดลง ดังนั้นโครงงานนี้คณะผู้จัดทำได้ศึกษาผลของอุณหภูมิการอบแห้งดอกอัญชันต่อปริมาณแอนโทไซยานิน โดยทดลองใช้ดอกอัญชันในการอบแห้งครั้งละ 1 kg ทดลองอบแห้งดอกอัญชันที่อุณหภูมิ 45 °C, 55 °C และ 65 °C บันทึกข้อมูลการทดลองทุก 10 นาที เพื่อหาอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สำหรับการรักษาคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ทางยา ผลการทดลองพบว่าการอบแห้งดอกอัญชันที่อุณหภูมิ 45 °C ใช้เวลาในการอบแห้ง 200 นาที เป็นอุณหภูมิอบแห้งดอกอัญชันที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีค่าเฉลี่ยของสารแอนโทไซยานินอยู่ที่ 2.2418 mg/g ซึ่งค่าเฉลี่ยมากกว่าการอบแห้งที่อุณหภูมิ 55 °C และ 65 °C
รถบิณฑบาตอัตโนมัติ
จากปัญหาในการเดินออกบิณฑบาตของพระภิกษุสงฆ์และผู้ติดตามในทุก ๆ เช้า และมีการแบกของที่มีน้ำหนักทำซ้ำในทุก ๆ วัน อาจทำให้ส่งผลเสียต่อร่างกายได้ในอนาคต ทางคณะ ผู้จัดทำได้เห็นถึงปัญหาดังกล่าวนี้ จึงได้ทำการศึกษา ออกแบบและจัดสร้างต้นแบบรถบิณฑบาต อัตโนมัติขึ้นมาเพื่อจะได้ช่วยลดภาระปัญหาให้การแบกของที่มีน้ำหนักของผู้ติดตามพระภิกษุสงฆ์ โดย เครื่องต้นแบบรถบิณฑบาตอัตโนมัติใช้ต้นกำลังจากการขับเคลื่อนของล้อมอเตอร์ 2 ล้อหน้าเป็น มอเตอร์กระแสตรง 12 โวลต์ ความเร็ว 40 รอบ/นาที และแหล่งจ่ายจากแบตเตอรี่ 12 โวลต์ 2.6 แอมป์ และใช้ระบบในการเดินตามตัวส่งสัญญาณ และจะมีตัวรับสัญญาณอยู่ที่ตัวเครื่องต้นแบบรถ บิณฑบาตอัตโนมัติที่สามารถรับน้ำหนักได้สูงสุด คือ 6 กิโลกรัม โดยที่น้ำหนัก 1 กิโลกรัม รถสามารถ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเฉลี่ย 0.622 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเมื่อเพิ่มน้ำหนักขึ้นเป็น 6 กิโลกรัม ความเร็วลดลงเป็น 0.554 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แม้ว่าจะมีอัตราการลดลงของความเร็วเล็กน้อยตาม น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของรถในภาพรวม รถยัง สามารถเดินตามสัญญาณและทำงานได้อย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ การทดสอบระยะเวลาการใช้งานของ แบตเตอรี่ พบว่าโดยเฉลี่ย รถสามารถทำงานได้ต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งเป็น ระยะเวลาที่เพียงพอสำหรับการเดินบิณฑบาตในช่วงเช้า