จำนวนงานวิจัย ( 20 )

กลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ
กลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ (2) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงปริมาณคือผู้ซื้อหรือผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 400 คน และกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 3 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และความถี่ และสถิติเชิงอนุมาน t-test และ One Way ANOVA (f-test) ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 20-40 ปี มีสถานภาพโสด มีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 20,001–35,000 บาท ประกอบอาชีพพนักงานมหาวิทยาลัย มีแหล่งที่พักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ช่องทางในการติดต่อสื่อสารมากที่สุดคือ LINE ค้นหาข้อมูลจาก WEBSITE ด้านพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ เหตุผลในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือลวดลายเป็นเอกลักษณ์และแสดงถึงอัตลักษณ์ชุมชน ประเภทผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าที่ตัดสินใจซื้อบ่อยที่สุด คือผ้าขาวม้าผืน โอกาสในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือในช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญทางศาสนาบ่อยที่สุด แหล่งซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือร้านค้าชุมชนหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ราคาในการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าโดยเฉลี่ยต่อชิ้น คือผ้าขาวม้าที่มีราคาระหว่าง 100–200 บาท จำนวนการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าแต่ละครั้งโดยเฉลี่ย คือจำนวน 1–2 ชิ้น ความถี่ในการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือมากกว่า 6 เดือน ต่อครั้งขึ้นไป ด้านส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 4 ด้านพบว่า ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ วัฒนธรรมไทย และอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้ามีระดับราคาให้เลือกหลากหลาย ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าจำหน่ายในงานแสดงสินค้า เฉพาะอย่าง เช่น งานสินค้าแฟชั่น งานผ้าไทย หรืองานผ้าขาวม้า เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมพิเศษต่างๆ เช่น ไทยซูเปอร์โมเดล มิสไทยแลนด์เวิลด์ หรือ นางสาวไทย เป็นต้น ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชนผ้าขาวม้าที่มีอายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน อาชีพ การค้นหาข้อมูล ที่แตกต่างกันมีระดับความคิดเห็นส่วนประสมทางการตลาดต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชนผ้าขาวม้าที่มีเหตุผลในการตัดสินใจซื้อ ประเภทผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า โอกาสในการซื้อ แหล่งที่ซื้อ ราคาเฉลี่ยต่อชิ้น จำนวนซื้อในแต่ละครั้ง และความถี่ในการซื้อแตกต่างกันมีความคิดเห็นส่วนประสมทางการตลาดต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2566
ปัญหาการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และการเสียภาษีของผู้ประกอบการร้านโชวห่วย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
ปัญหาการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และการเสียภาษีของผู้ประกอบการร้านโชวห่วย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ 2) เพื่อศึกษาความแตกต่างลักษณะด้านปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อปัญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกของการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย และการเสียภาษีเงินได้ที่มีผลต่อปัญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการร้านโชห่วย จำนวน 97 รายเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างโดยใช้สถิติการทดสอบ t-test, F-test) และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยวิธีเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ ต่ำกว่า 30 ปี มีสถานภาพโสด การศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์ในการเปิดร้านค้า ต่ำกว่า 10 ปี มีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 20,000 บาท ไม่เคยมีประสบการณ์การจัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเสียภาษีเงินได้ ผลการศึกษาป็ญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการร้านโชห่วย โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ไม่ได้จดบันทึกบัญชีอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ไม่ทราบถึงรายได้และค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่แท้จริง อยู่ในระดับมาก รองลงมา ไม่ได้เก็บเอกสารหลักฐานไว้เพียงพอ สำหรับจดบันทึกบัญชีและเสียภาษีเงินได้ อยู่ในระดับมาก ไม่มีเวลาในการจดบันทึกบัญชีทุกวัน อยู่ในระดับมาก มีความสับสนกับเรื่องเอกสารประกอบการลงบัญชี อยู่ในระดับมากขาดความรู้ ความเข้าใจในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย อยู่ในระดับปานกลาง และไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลในการจัดทำบัญชีที่ถูกต้อง อยู่ในระดับปานกลาง ในขณะที่ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล (อายุ สถานภาพ ประสบการณ์การเปิดร้าน ระดับรายได้ต่อเดือน) ที่แตกต่างกัน มีปัญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการร้านโชห่วยแตกต่างกัน นอกจากนี้ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกของการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการไม่มีความสัมพันธ์กับป้ญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและเสียภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการร้านโชห่วย

2566
ความสัมพันธ์ระหว่างการทุจริตในงบการเงินกับการถือครองเงินสด : กรณีศึกษาตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ
ความสัมพันธ์ระหว่างการทุจริตในงบการเงินกับการถือครองเงินสด : กรณีศึกษาตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการทุจริตในงบการเงินกับการถือครองเงินสดของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ โดยมีตัวแปรอิสระคือการทุจริตในงบการเงินซึ่งใช้การคำนวณค่า M-Score ตามแบบจำลองของ Beniesh ตัวแปรตามคือการถือครองเงินสดคำนวณจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดหารสินทรัพย์รวม และตัวแปรควบคุม ประกอบด้วย ขนาดของกิจการ สินทรัพย์สภาพคล่องสูง และค่าใช้จ่ายในการลงทุน ข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 614 ข้อมูล ระหว่างปี พ.ศ.2561 ถึง พ.ศ.2565 ซึ่งผลการวิจัยพบว่า การทุจริตในงบการเงินไม่มีอิทธิพลต่อการถือครองเงินสด ในขณะที่ขนาดของกิจการ และสินทรัพย์สภาพคล่องสูงมีอิทธิพลต่อการถือครองเงินสด

2567
การพัฒนาธุรกิจสีเขียวตามแนวคิด BCG Economy ของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดกรุงเทพมหานคร
การพัฒนาธุรกิจสีเขียวตามแนวคิด BCG Economy ของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

โครงการวิจัย เรื่อง การพัฒนาธุรกิจสีเขียวตามแนวคิด BCG Economy ของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัด กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและรูปแบบของธุรกิจสีเขียว 2) ศึกษาแนวคิด BCG Model ใช้ในการดำเนินธุรกิจสีเขียว และ 3) พัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจสีเขียวตามแนวคิด BCG Model รูปแบบวิจัย เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลในหลายรูปแบบ ได้แก่ การสัมภาษณ์กลุ่ม การเก็บแบบสอบถาม และมีการจัดกิจกรรมในการส่งเสริมศักยภาพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ได้แก่ การวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนเพื่อการกำหนดกลยุทธ์ การพัฒนา การอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จตามแนวคิด BCG Economy ผลการวิจัยผลิตภัณฑ์ชุมชนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านปรีชา 10 โดยใช้เครื่องมือ SWOT analysis และ TOWS matrix พบว่าผลิตภัณฑ์ชุมชนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านปรีชา 10 เป็นผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นผลิตภัณฑ์ที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีการนำทรัพยากรชีวภาพ และเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับ และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ผู้วิจัยมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการออกแบบตราผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านปรีชา 10 เพื่อให้กลุ่มวิสาหกิจมีทักษะและความรู้ในการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อให้มีความหลากหลายและโดดเด่น น่าสนใจ และดึงดูดลูกค้า โดยมีการฝึกการออกแบบโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างง่าย การระดมสมองเพื่อสร้างต้นแบบตราสินค้า ฉลาก และบรรจุภัณฑ์ สอดคล้องกับแนวคิด เศรษฐกิจชีวภาพ BIO ECONOMY ความคิดเห็นของชาวบ้านในชุมชนเรื่องธุรกิจสีเขียว (Green Business) ชาวบ้านมองว่า ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านปรีชา 10 มีการบริหารทุกทรัพยากรให้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า รวมถึงการพยายามรักษาสิ่งแวดล้อม มีภาพพจน์ที่เป็นมิตรที่ดีต่อชุมชน มีการนำของเสียเช่น เปลือกมะนาว เปลือกสัปปะรด กลับมาใช้ใหม่ (Reuse) และการนำไปใช้งานด้านอื่นที่ผ่านกระบวนการจัดการใหม่ก่อนนำไปใช้งาน (Recycle) สอดคล้องกับแนวคิด Green Business ทำให้ส่งผลดีกับผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนและป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ในทางบวก ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้กลุ่มลูกค้าใหม่เกิดความศรัทธา และ Green Business เป็นวิธีการดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่มีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างความโดดเด่น เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจคู่แข่งที่ไม่ได้การรับรองการเป็นธุรกิจสีเขียว

2566
วิเคราะห์ตัวละครในวรรณกรรมจีนสามก๊กที่ใช้ในการบริหารงานภายในองค์กร
วิเคราะห์ตัวละครในวรรณกรรมจีนสามก๊กที่ใช้ในการบริหารงานภายในองค์กร

งานวิจัยนี้มีเพื่อศึกษาหลักในการบริหารงานภายในองค์กรของวรรณกรรมสามก๊กภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อสังเคราะห์หลักในการบริหารงานภายในองค์กรของตัวละครวรรณกรรม เรื่อง สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน และเพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารงานภายในองค์กรในสถานการณ์ปัจจุบันกับผู้บริหารในหน่วยงาน ผลการวิจัย พบว่า หลักในการบริหารงานภายในองค์กรของวรรณกรรมสามก๊ก ไม่ว่าจะเป็น โจโฉ ผู้นำของวุยก๊ก เล่าปี่ ผู้นำของจ๊กก๊ก ซุนกวน ผู้นำของง่อก๊ก หรือแม้กระทั่งขงเบ้ง กุนซือหรือที่ปรึกษาทางการปกครองของเล่าปี่ ตัวละครที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าผู้นำทั้งสามก๊ก สามารถนำมาใช้บริหารงานและบริหารคนภายในองค์กร ได้โดยใช้หลักการของโจโฉ ในการไม่ถือยศถาบรรดาศักดิ์ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีน้ำใจไมตรี มีความเด็ดขาด มีความยุติธรรม ไม่เข้าข้างคนผิด ไม่คิดมุ่งร้าย ไม่สั่งงานโดยใช้อารมณ์ หากต้องการงานที่มีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมาย ควรใช้คนเก่งทุกคนในทุกรูปแบบ โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงว่าดีหรือไม่ อีกทั้งใช้ยังต้องใช้หลักการของเล่าปี่ ผู้ที่เป็นเหมือนนักการเมืองที่มีประสบการณ์โชกโชนในการบริหารงาน และบริหารคน ปกครองโดยใช้หลักคุณธรรมนิยม กระจายอำนาจ สร้างทีมงานที่มีคุณภาพ ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจลูกน้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชา อีกทั้งมีความฉลาดทางอารมณ์ ควบคุมอารมณ์เก่ง สามารถปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ และค่อย ๆ สร้างบารมีด้วยคุณธรรม บริหารงานอย่างมีระบบ รวมถึงนำหลักการบริหารงาน และการบริหารคนของซุนกวน เน้นการบริหารทีมงานให้เกิดความสามัคคี วัดคนที่มีความสามารถ ส่งเสริมและพัฒนาลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา และยังสามารถนำการบริหารงาน และการบริหารคนของขงเบ้งมาเลือกใช้คนให้เหมาะสมกับงาน ไม่ปกป้องคนผิด มีความยุติธรรม รักษาคำพูด และควรมีการมองการณ์ไกลและวางแผนอย่างรอบคอบ มีการให้รางวัลและการลงโทษอย่างชัดเจน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ มีการกำหนดมาตรฐานการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน มีการติดตามตรวจสอบที่ดี มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน มีมาตรฐานเหมาะสม และหลักการสำคัญในการใช้คน คือ การใช้คนให้เหมาะสมกับงาน ใช้คนตามความสามารถ ซึ่งศิลปะการใช้คนนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง บางคนเก่งอีกด้านแต่ไม่เก่งอีกด้าน เราจึงต้องมีความจำเป็นที่จะต้องใช้คนให้เหมาะสมกับงาน ถึงจะเรียกได้ว่า ใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งพื้นฐานสำคัญของผู้บริหารในการเอาชนะใจผู้ใต้บังคับบัญชา คือ เวลาที่ผู้บริหารให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานก็จะได้ทำงานตามความสามารถตามความถนัด เมื่อคนเราได้ทำงานตามความสามารถ ตามความถนัด ผลงานย่อมจะออกมาดี เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชามีผลงานผู้บริหารจะตบรางวัล กล่าวชมเชย หรือจะมอบสิ่งของมีค่าแทนคำขอบคุณก็ย่อมจะทำได้ ทั้งยังทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีกำลังใจที่จะทำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเฉพาะผู้บริหารที่มีผู้ใต้บังคับบัญชาที่เก่งกว่า ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้แสดงความสามารถได้เต็มที่ ไม่กีดกัน ไม่หวาดระแวง ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะเก่งกว่าเรา จะดีกว่าเรา จะเด่นกว่าเรา แต่ควรมองการณ์ไกล ใจกว้าง สร้างความเชื่อใจ และความไว้วางใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา เชื่อมั่นในตัวผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บริหารควรจะต้องใช้คุณธรรม เมตตาธรรม มัดใจผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้งานที่ออกมามีประสิทธิภาพ องค์กรมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นผู้บริหารควรที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สรรเสริญยกย่องคนดีขึ้นมา เพื่อสร้างแบบอย่างที่ดีในองค์กรเพื่อให้ทุกคนมีต้นแบบที่ดีในการทำงาน

2567