จำนวนงานวิจัย ( 20 )
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์ สู่บุคลากรคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อรูปแบบและวิธีการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์สู่บุคลากรคณะบริหารธุรกิจ วิธีการศึกษาผู้ใช้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากร คณะบริหารธุรกิจ จานวน 140 คน ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อรูปแบบและวิธีการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์สู่บุคลากร คณะบริหารธุรกิจ ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรที่มีประสบการณ์ในการรับรู้แผนยุทธศาสตร์แตกต่างกัน มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว การสื่อสารสองทาง และการสื่อสารตามแนวนอน โดยผู้ที่เคยรับรู้แผนยุทธศาสตร์มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์มากกว่าผู้ที่ไม่เคยรับรู้แผนยุทธศาสตร์ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีอายุแตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว และการสื่อสารตามแนวนอน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีการศึกษาแตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว การสื่อสารสองทาง และการสื่อสารตามแนวนอน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ บุคลากรที่มีประสบการณ์ทางานที่แตกต่างกัน มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว แต่มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารสองทาง และการสื่อสารตามแนวนอน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ บุคลากรที่สังกัดงาน (สายงาน) แตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว การสื่อสารสองทาง และการสื่อสารตามแนวนอน ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และบุคลากรที่มีประสบการณ์ในการรับรู้แผนยุทธศาสตร์แตกต่างกัน มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากวิธีการถ่ายทอดผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ผ่านสื่อบุคคล และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกัน โดยผู้ที่เคยมีประสบการณ์ในการรับรู้แผนยุทธศาสตร์มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์มากกว่าผู้ที่ไม่เคยรับรู้แผนยุทธศาสตร์ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีอายุแตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์โดยวิธีการถ่ายทอดผ่านสื่อบุคคล และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกัน แต่มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์โดยวิธีการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์ โดยวิธีการถ่ายทอดแผนผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ผ่านสื่อบุคคล และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีประสบการณ์ทางานแตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์ โดยวิธีการถ่ายทอดแผนผ่านสื่อบุคคลแตกต่างกัน แต่มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์ โดยวิธีการถ่ายทอดแผนผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ บุคลากรที่มีสังกัดงาน (สายงาน) แตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์ โดยวิธีการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ผ่านสื่อบุคคล ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัจจัยด้านโลจิสติกส์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์
การวิจัยนี้ต้องการศึกษาการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัจจัยด้านโลจิสติกส์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ โดยการวิจัยใช้รูปแบบวิจัยเชิงปริมาณสำหรับการศึกษาคการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัจจัยด้าน โลจิสติกส์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น การวิจัยใช้แบบเชิงปริมาณในศึกษาการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัจจัยด้านโลจิสติกส์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์และได้กำหนดขอบเขตการวิจัยด้านประชากรที่ใช้ศึกษาคือผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในกรุงเทพมหานครเท่านั้นและประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้ประกอบการผ่านช่องทางออนไลน์ ที่เลือกใช้บริการขนส่งพัสดุเอกชน จำนวน 72,109 ผู้ประกอบการ โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างตามสะดวกจำนวน 400 ทั้งนี้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการศึกษา และนำข้อมูลที่รวบรวมได้ประมวลผลโดยวิธีการทางสถิติโดยใช้ค่าสถิติร้อยละและค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์ทดสอบความสัมพันธ์ในลักษณะของการส่งผลต่อกันระหว่างตัวแปรอิสระหลายตัวภาค และเพื่อทดสอบถึงความแตกต่างที่ตัวแปรอิสระแต่ละตัวมีต่อตัวแปรตาม ดังนั้นสถิติที่ใช้คือการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression) ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และปัจจัยด้านโลจิสติกส์ มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนแต่ ปัจจัยลักษณะขององค์กรไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การเตรียมความพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตรสู่เกณฑ์ AUN-DA คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยความแตกต่างระหว่างบุคคลกับระดับความรู้ ความเข้าใจเกณฑ์ AUN-QA และทัศนคติของบุคลากรที่มีต่อกระบวนการเตรียมพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตร 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้ความเข้าใจเกณฑ์ AUN-OA กับทัศนคติของบุคลากรที่มีต่อกระบวนการเตรียมพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตรสู่เกณฑ์ AUN-QA 3) ศึกษาทัศนคติของบุคลากรที่มีต่อกระบวนการเตรียมพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตรสู่เกณฑ์ AUN AUN-DA และ 4) เพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษาภายในระดับหลักสูตรของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากผู้บริหาร อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร และอาจารย์ประจำหลักสูตร จำนวน 60 คน ได้แบบสอบถามคืน 45 ชุด (ร้อยละ 75) ซึ่งข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 21 ปีขึ้นไป จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 31.10 และมีความรับผิดชอบในการประกันคุณภาพหลักสูตร โดยเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรจำนวน 33 คน รวมถึงเป็นประธานหลักสูตรอีกหน้าที่หนึ่งจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 86.70 ในขณะที่ระดับความรู้ความเข้าใจเกณฑ์ AUN-OA อยู่ในระดับมาก ครอบคลุมทั้ง 8 ด้าน โดยเกณฑ์ด้านวิธีการจัดการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (5 = 4.16) ขณะที่ด้านผลผลิตและผลลัพธ์มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (5 = 3.85) ทัศนคติของบุคลากรต่อกระบวนการเตรียมความพร้อมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการติดตามการจัดทำรายงานประเมินตนเอง (๕ = 4.21) การทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น ประสบการณ์ทำงานและความรับผิดชอบในหลักสูตร ไม่ส่งผลต่อระดับความรู้ความเข้าใจและทัศนคติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ผลการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้ความเข้าใจในเกณฑ์ AUN-QA กับทัศนคติของบุคลากรต่อการเตรียมความพร้อม พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติของบุคลากรต่อการเตรียมความพร้อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = .462**- .902**) โดยเฉพาะด้านแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่มีค่าสัมประสิทธิ์สูงสุด (r = .805**) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาหลักสูตรควรประยุกต์ใช้แนวคิดวงจร PDCA (Plan-Do-Check-Act) ในทุกขั้นตอนของการบริหารหลักสูตร เพื่อสร้างการปรับปรุงคุณภาพอย่าต่อเมื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรด้านการประกันคุณภาพการศึกษา
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงดลพระนคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจภายนอกและภายในที่ส่งผลต่อด้านผลิตภาพและผลงานในการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 77 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยจูงใจภายนอกที่มีต่อการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์คณะบริหารธุรกิจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (X = 4.33, S.D. = 0.642) ปัจจัยจูงใจภายนอกโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกด้านผลิตภาพและผลงานในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติติที่ 0.01 (r=.299") ปัจจัยจูงใจภายในที่มีต่อการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการด้านผลิตภาพและผลงานในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (X = 4.34, S.D. 0.29) ภายในโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกด้านผลิตภาพและผลงานในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 (r=.269")
ปัจจัยที่มีผลต่องานบริการวิชาการแก่สังคมของ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่องานบริการวิชาการแก่สังคมของ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และเพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการด้านบริการวิชาการแก่สังคม กลุ่มตัวอย่างได้แก่ อาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุน จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่องานบริการวิชาการแก่สังคมของ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้แก่ ด้านบุคลากร ด้านอาคารสถานที่ ด้านบริหารจัดการ ด้านภูมิปัญญาความรู้ความสามารถด้านผู้ใช้บริการ โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการให้บริการวิชาการแก่สังคมของอาจารย์ในคณะบริหารธุรกิจ สูงสุดคือ ด้านการบริหารจัดการ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x) = 4.30) และปัจจัยที่มีผลต่อการให้บริการวิชาการแก่สังคมของอาจารย์ในคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ การบริหารจัดการที่ดี ควรจัดทำในรูปแบบคณะกรรมการของแต่ละโครงการมีปัจจัยที่มีผลต่อการให้บริการวิชาการอยู่ในระดับมาก (X) = 3.86) สำหรับปัญญาและอุปสรรคในการให้บริการวิชาการแก่สังคม ได้แก่ สถานที่ให้บริการวิชาการ ไม่เพียงพอ และควรมีการสำรวจความต้องการของสังคมต่อการจัดบริการวิชาการแก่สังคม