จำนวนงานวิจัย ( 25 )

รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริงกรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริงกรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

งานวิจัยนี้มีเพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยการสอบถามนักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน คือ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) แลการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quality Research) โดยช่วงระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ ช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 - เดือนกันยายน พ.ศ. 2566 กับนักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Questionnaire Online) ที่ผ่านการทดสอบความเชื่อมั่น (Reliability) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 400 ชุด จากนั้นจึงนำแบบสอบถามที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS (Statistical Package for the Social Sciences) ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 20 - 30 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีรชมงคลพระนคร มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท ส่วนใหญ่วิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยภาพรวมในด้านการวางแผน และการดำเนินการอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามอยากให้มีการวางแผน การปรับปรุง การพัฒนา การรับความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานภายในพื้นที่ รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมโดยรอบของแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง ให้มีความสวยงาม และสามารถเปิดให้เข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน ตามวัน – เวลาราชการ เป็นการหารายได้เข้ามหาวิทยาลัย และเป็นการเผยแพร่ความรู้ที่หายากให้แก่ประชาชนที่สนใจ การพัฒนารูปแบบการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง โดยรวมอยากให้ผู้บริหารระดับสูงสร้างความตระหนักให้กับบุคลากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของแหล่งเรียนรู้ มีการพัฒนานวัตกรรม หรือผลงานวิจัย หรือ Best Practice ในการใช้แหล่งเรียรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อนักศึกษาของมหาวิทยาลัย และชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยมากขึ้น และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยผู้ตอบแบบสอบถามได้ดำเนินการทดลองเข้าเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีความพึงพอใจชอบในลูกเล่น และสีสัน แต่อาจจะยากในส่วนของลูกเล่น เพราะถ้าลองใช้กับโทรศัพท์มือถือ แต่ถ้าใช้กับคอมพิวเตอร์ PC Notebook หรือ Tablet จะสามารถเห็นภาพ ชัดกว่า จะเล่นได้ง่ายกว่า

2566
กลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ
กลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ (2) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงปริมาณคือผู้ซื้อหรือผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 400 คน และกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 3 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และความถี่ และสถิติเชิงอนุมาน t-test และ One Way ANOVA (f-test) ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 20-40 ปี มีสถานภาพโสด มีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 20,001–35,000 บาท ประกอบอาชีพพนักงานมหาวิทยาลัย มีแหล่งที่พักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ช่องทางในการติดต่อสื่อสารมากที่สุดคือ LINE ค้นหาข้อมูลจาก WEBSITE ด้านพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ เหตุผลในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือลวดลายเป็นเอกลักษณ์และแสดงถึงอัตลักษณ์ชุมชน ประเภทผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าที่ตัดสินใจซื้อบ่อยที่สุด คือผ้าขาวม้าผืน โอกาสในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือในช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญทางศาสนาบ่อยที่สุด แหล่งซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือร้านค้าชุมชนหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ราคาในการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าโดยเฉลี่ยต่อชิ้น คือผ้าขาวม้าที่มีราคาระหว่าง 100–200 บาท จำนวนการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าแต่ละครั้งโดยเฉลี่ย คือจำนวน 1–2 ชิ้น ความถี่ในการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือมากกว่า 6 เดือน ต่อครั้งขึ้นไป ด้านส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 4 ด้านพบว่า ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ วัฒนธรรมไทย และอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้ามีระดับราคาให้เลือกหลากหลาย ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าจำหน่ายในงานแสดงสินค้า เฉพาะอย่าง เช่น งานสินค้าแฟชั่น งานผ้าไทย หรืองานผ้าขาวม้า เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมพิเศษต่างๆ เช่น ไทยซูเปอร์โมเดล มิสไทยแลนด์เวิลด์ หรือ นางสาวไทย เป็นต้น ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชนผ้าขาวม้าที่มีอายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน อาชีพ การค้นหาข้อมูล ที่แตกต่างกันมีระดับความคิดเห็นส่วนประสมทางการตลาดต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชนผ้าขาวม้าที่มีเหตุผลในการตัดสินใจซื้อ ประเภทผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า โอกาสในการซื้อ แหล่งที่ซื้อ ราคาเฉลี่ยต่อชิ้น จำนวนซื้อในแต่ละครั้ง และความถี่ในการซื้อแตกต่างกันมีความคิดเห็นส่วนประสมทางการตลาดต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2566
การพัฒนาระบบจัดทำเอกสารค่าสอนเกินภาระงานสอน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การพัฒนาระบบจัดทำเอกสารค่าสอนเกินภาระงานสอน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพระบบจัดทำเอกสารค่าสอนเกินภาระงานสอน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลพระนคร และเพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อ ระบบที่พัฒนาขึ้นผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของระบบด้วยการประเมินผลแบบ Black Box Texsting มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด คือด้านการทำงานได้ตามฟังก์ชั่นงานของระบบ ผละการทดสอบความเห็นชอบร่วมกันของการประเมินประสิทธิภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธี One Sample Kolmogorov-Smirnov Test พบว่าผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นไปในทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และได้นำไปใช้กับอาจารย์ สาขาวิชาระบบสารสนเทศ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 5 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงพบว่า อาจารย์มีความพึงพอใจในการใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นในระดับมากที่สุด และด้านที่มีความพึงพอใจสูงสุด คือด้านการทำงานของระบบเช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญ ผลการทดสอบการกระจายของการประเมินความพึงพอใจของนักศึกษา ด้วยวิธี One Sample Kolmogorov-Smirnov Test พบว่า อาจารย์มีความเห็นไปในทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2566
การศึกษาและพัฒนาการออกแบบนวัตกรรมสภาพแวดล้อมภายใน-ภายนอกที่เป็นมิตรต่อ ผู้สูงอายุ ให้มีคุณภาพความปลอดภัยสอดคล้องกับทฤษฎีการออกแบบเพื่อคนทุกคน : Universal Design  สำหรับรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต กรณีศึกษา: ชุมชนตำบลวัดเพลง อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี
การศึกษาและพัฒนาการออกแบบนวัตกรรมสภาพแวดล้อมภายใน-ภายนอกที่เป็นมิตรต่อ ผู้สูงอายุ ให้มีคุณภาพความปลอดภัยสอดคล้องกับทฤษฎีการออกแบบเพื่อคนทุกคน : Universal Design สำหรับรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต กรณีศึกษา: ชุมชนตำบลวัดเพลง อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาแนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ โดยอ้างอิงแนวคิดและมาตรฐานด้านการออกแบบที่ครอบคลุมพื้นที่ภายในและภายนอก สิ่งอำนวยความสะดวก ที่พักอาศัย ทางลาด และพื้นที่ใช้สอย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและความเหมาะสมต่อการใช้งานของผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ได้ดำเนินการสำรวจและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่มีอยู่เดิม เพื่อพัฒนาแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคต ตลอดจนพัฒนานวัตกรรมต้นแบบที่ตอบสนองพฤติกรรมการใช้งานของผู้สูงอายุ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตประจำวันผลการศึกษาพบว่าการออกแบบและปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ ตลอดจนต้นแบบสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ ได้รับระดับความพึงพอใจในระดับสูง โดยมีค่าเฉลี่ยรวม 4.21 ซึ่งสะท้อนถึงความเหมาะสมของการออกแบบต่อการใช้งานของผู้สูงอายุ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านความปลอดภัยและการเข้าถึงตามหลักการออกแบบเพื่อคนทุกคน (Universal Design) มีค่าเฉลี่ย 4.24 ด้านสถาปัตยกรรมที่คำนึงถึงความสวยงามและการใช้งานที่มีประสิทธิภาพมี ค่าเฉลี่ย 4.19 และด้านความคุ้มค่าของการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกมีค่าเฉลี่ย 4.21 ผลการวิจัย ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการออกแบบที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในชุมชนผ่านพื้นที่สาธารณะและกิจกรรมทางสังคม นอกจากนี้ ผลการศึกษาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการออกแบบที่สามารถ

2567
โครงการศึกษาเพื่อออกแบบสวนสาธารณะและลานกีฬาชุมชนที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ: กรณีศึกษา สวนสาธารณะและลานกีฬาชุมชน ตำบลบางงาม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
โครงการศึกษาเพื่อออกแบบสวนสาธารณะและลานกีฬาชุมชนที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ: กรณีศึกษา สวนสาธารณะและลานกีฬาชุมชน ตำบลบางงาม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี

ประชากรไทยมีแนวโน้มที่กำลังจะลดลง สาเหตุมาจากภาวะการเจริญพันธุ์ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าอัตราทดแทน ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจจะลดต่ำลงไปอีก อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงส่งผลให้จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยลดลงนับตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอายุและเพศของประชากรซึ่งภาพปิรามิดประชากรในช่วงเวลาต่างๆ แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน ทั้งนี้สัดส่วนประชากรวัยเด็กเริ่มลดลงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เป็นผลทำให้จำนวนการเกิดแต่ละปีลดลงด้วย จากยุทธศาสตร์องค์การบริหารส่วนตำบลบางงาม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี มีโครงการก่อสร้างสวนสาธารณะและลานกีฬาชุมชน ตำบลบางงาม ดังนั้นผู้วิจัยจึงเห็นถึงโอกาสที่จะศึกษาถึงทางการออกแบบสวนสาธารณะและลานกีฬาชุมชนที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เพื่อประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการและสอดคล้องกับหลักการเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เพื่อยกระดับพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับความต้องการของชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทสังคม โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1. ศึกษาและวิเคราะห์กายภาพสวนสาธารณะและลานกีฬาชุมชนที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ 2. ศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยในการใช้งาน และ 3. เสนอแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงสวนสาธารณะและลานกีฬาชุมชนของชุมชนตำบลบางงาม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ผลการศึกษาพบว่าบริบทพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางงามเป็นพื้นที่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ แต่ยังขาดการจัดการพื้นที่ที่เป็นสัดส่วน และยังไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่องการที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุและคนทั้งมวล จึงมีแนวคิดการพัฒนาจากพื้นที่เดิม โดยเน้นการใช้งานเป็นหลักสำหรับทุกเพศทุกวัย มีการออกแบบพื้นที่เป็นสัดส่วนแต่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ ทั้งในส่วนของสนามกีฬา พื้นที่นั่งชมและพักคอย พื้นที่ออกกำลังกายและพื้นที่สนามเด็กเล่น ทั้งนี้มีการใช้ทางสัญจรสำหรับแบ่งพื้นที่แต่ละส่วน โดยมีข้อเสนอแนะคือ ควรมีการใช้วัสดุให้คงทนแข็งแรงตามมาตรฐานเหมาะสม เพิ่มเติมจุดบริการต่าง ๆ ที่เป็นสาธารณะเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ และการจัดทำแบบก่อสร้างและการประมาณราคาค่าก่อสร้าง ตามราคากลางที่สามารถนำไปเสนอเพื่อของบประมาณจากหน่วยงานอื่น ๆ ในการพัฒนาต่อไป

2567