จำนวนงานวิจัย ( 26 )
การพัฒนาชุมชนต้นแบบเพื่อส่งเสริมศักยภาพทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชน บ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยยึดหลัก BCG
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาแนวทางและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) เพื่อพัฒนาพลเมืองภายใต้ แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยมีชุมชนบ้านเกาะมอญ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นฐาน 3) เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมศักยภาพการจัดการท่องเที่ยวชุมชนเกาะมอญเกาะไผ่ อำเภอสามร้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ 4) เพื่อพัฒนาชุมชนต้นแบบส่งเสริมศักยภาพทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยยึดหลัก BCG เป็นการวิจัยแบบผสามผสานและการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในพื้นที่ชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คัดเลือกตามความสะดวก สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1)แนวทางและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 8 แนวทาง 2)การพัฒนาพลเมืองภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยมีชุมชนเป็นฐาน ต้องส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน การตลาด ไปจนถึงการประเมินผล 3) การพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมศักยภาพ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ การระบุความต้องการของชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างกลยุทธ์การตลาดเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน และ 4)พัฒนาชุมชนต้นแบบส่งเสริมศักยภาพทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยยึดหลัก BCG พบว่า ต้องมีการส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยต้องระบุความต้องการร่วมกันของชุมชนให้ชัดเจน และมีแผนการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดยใช้การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นหลักในการดำเนินการ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาลักษณะการเข้าร่วมกิจกรรมนักศึกษา ของนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อศึกษาปัจจัยในการเข้าร่วมกิจกรรมนักศึกษาของนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และเพื่อหาแนวทางการส่งเสริมกิจกรรมนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ผลการวิจัย พบว่า ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 265 คน เพศชาย จำนวน 135 คน กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 มากที่สุด จำนวน 141 คน รองลงมา คือ ชั้นปีที่ 1 จำนวน 122 คน ชั้นปีที่ 2 จำนวน 82 คน และชั้นปีที่ 4 จำนวน 55 คน ตามลำดับ และศึกษาในสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล มากที่สุด จำนวน 153 คน รองลงมา คือ สาขาวิชาการโรงแรม จำนวน 102 คน สาขาวิชาการท่องเที่ยว จำนวน 91 คน และสาขาวิชาภาษาไทยประยุกต์ จำนวน 54 คน ตามลำดับ มีความต้องการการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลพระนคร ทั้ง 5 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเรียงลำดับความต้องการการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้แก่ ด้านความรู้ ด้านสุขภาพร่างกาย และทัศนคติจิต ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และความรับผิดชอบ ด้านทักษะทางปัญญา และด้านคุณธรรม จริยธรรม ตามลำดับ
การศึกษาปัญหาและกระบวนการในการพัฒนาการบริหารงานพัสดุ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การศึกษาปัญหาและกระบวนการในการพัฒนาการบริหารงานพัสดุ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารงานพัสดุ เพื่อศึกษากระบวนการในการบริหารงานพัสดุ และเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานพัสดุ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พระนคร ผลการศึกษา พบว่า ด้านกระบวนการซื้อหรือจ้าง การมอบหมายภาระงานให้กับเจ้าหน้าที่พัสดุมีความชัดเจน เจ้าหน้าที่พัสดุมีความรู้ ความเข้าใจ ในการปฏิบัติงานที่รับผิดชอบ เจ้าหน้าที่พัสดุมีความรู้ ความเข้าใจ ในการปฏิบัติงานที่รับผิดชอบ การจัดซื้อจัดจ้างมีการปฏิบัติตามระเบียบ การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ (Specification) เป็นไปตามที่กำหนด และมีความชัดเจน เจ้าหน้าที่พัสดุมีการปฏิบัติตามขั้นตอนการจัดหาพัสดุ และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับงานพัสดุมีระเบียบ ไม่ล่าช้า และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดครบถ้วน อีกทั้งเจ้าหน้าที่พัสดุมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ในด้านกระบวนการซื้อหรือจ้าง การจัดหาพัสดุมีการปฏิบัติตามระยะเวลาที่กำหนด และเจ้าหน้าที่พัสดุมีการติดตามผลการปฏิบัติงานตามแผนการจัดหาพัสดุ ด้านการบริหารพัสดุ คือ เจ้าหน้าที่มีการตรวจสอบสถิติการใช้เพื่อกำหนดความต้องการในจัดหาพัสดุ การตรวจสอบพัสดุประจำปีไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่ระเบียบกำหนด เจ้าหน้าที่พัสดุมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อ จัดจ้าง และการบริหารงานพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ในด้านการบริหารพัสดุ เจ้าหน้าที่มีการลงบัญชีวัสดุและทะเบียนคุมทรัพย์สินถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบ เจ้าหน้าที่มีการลงบัญชีวัสดุและทะเบียนคุมทรัพย์สินเป็นปัจจุบัน เจ้าหน้าที่มีการลงรหัสทะเบียนคุมทรัพย์สินถูกต้องเป็นปัจจุบัน เจ้าหน้าที่มีการกำหนดแนวปฏิบัติการเบิกจ่ายพัสดุได้ถูกต้องเหมาะสม และเจ้าหน้าที่มีการเบิกจ่ายพัสดุให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีหลักฐานเบิกจ่ายเป็นปัจจุบัน ด้านการบำรุงรักษา เจ้าหน้าที่ไม่มีการวางแผนงบประมาณในการขอซ่อมบำรุงรักษาพัสดุ เจ้าหน้าที่ไม่มีการจัดทำบันทึประวัติพัสดุเพื่อประโยชน์ในการใช้งานและซ่อมบำรุง เจ้าหน้าที่ไม่มีการจัดทำคู่มือการใช้พัสดุ และวิธีการบำรุงรักษา เจ้าหน้าที่ไม่มีการวางแผนบำรุงรักษาพัสดุโดยมีช่วงเวลาที่ชัดเจน เจ้าหน้าที่ไม่มีการดูแลรักษาพัสดุให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีตลอดเวลา และเจ้าหน้าที่พัสดุไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ในด้านการบำรุงรักษา การตรวจสอบ และเจ้าหน้าที่พัสดุไม่ให้ความสะดวกรวดเร็วในการจัดหาผู้ซ่อมแซมพัสดุที่ชำรุด และเจ้าหน้าที่ไม่มีการจัดอบรมเพื่อให้มีความรู้ในการซ่อมแซมพัสดุเบื้องต้นและเจ้าหน้าที่ไม่มีการติดตามและรายงานผลการบำรุงรักษาพัสดุ และด้านการจำหน่ายพัสดุ เจ้าหน้าที่มีการจำหน่ายพัสดุตรงกับสภาพความเป็นจริง เจ้าหน้าที่พัสดุมีการแปรสภาพพัสดุที่ชำรุดเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เจ้าหน้าที่พัสดุมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อ จัดจ้าง และการบริหารงานพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ในด้านการจำหน่ายพัสดุ เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจในการจำหน่ายพัสดุ เจ้าหน้าที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพัสดุประจำปี เจ้าหน้าที่มีการดำเนินการตามขั้นตอนจำหน่ายพัสดุประจำปี เจ้าหน้าที่มีการจำหน่ายพัสดุเป็นสูญ กรณีพัสดุสูญหายโดยไม่ปรากฏตัวผู้รับผิดชอบ และเจ้าหน้าที่มีการดำเนินการจำหน่ายพัสดุที่ชำรุดปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง
มาตรการทางกฎหมายเพื่อการบริหารจัดการพลังงานภาคเกษตรกรรม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายด้านการบริหารจัดการ พลังงานและการผลิตไฟฟ้าสำหรับชุมชน (2) เพื่อสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดข้อจำกัดทางด้านกฎหมายให้กับชุมชน (3) เพื่อนำเสนอนโยบายด้านกฎหมายต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานและกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน การวิจัยใช้วิธีแบบผสมทั้ง เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ (Mixed-method) โดยประกอบด้วยการวิจัยเอกสาร (documentary research) ทบทวนวรรณกรรม การเก็บข้อมูลภาคสนาม (Field Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้เกี่ยวข้องจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน นักวิชาการด้านพลังงาน และผู้ประกอบการวิชาชีพกฎหมาย รวมทั้งสิ้น 22 คน นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเชิงปริมาณโดยการ สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) กลุ่มคนในชุมชนที่มีการใช้พลังงานในภาคเกษตรกรรม จังหวัดสระแก้ว รวม 400 คน ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดสระแก้วมีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในการสูบน้ำแบบบ่อบาดาลและผิวดินเพื่อการเกษตร เช่น ปั๊มหอยโข่ง ปั๊มซับเมอร์ส เป็นต้น รวมถึงนำ มีการติดตั้งระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ได้แก่ ตู้อบแห้ง และโรงอบแห้งมาใช้ในวิสาหกิจชุมชนเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนสร้างมูลค่าในทรัพยากรในท้องถิ่น มีการส่งเสริมและสนับสนุนอุปกรณ์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า รถลากจูง และรถเข็นโซลาร์เซล แต่ยังประสบปัญหาหลายประการ เช่น ข้อจำกัดการใช้ที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรมหรือป่าไม้ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ การซ่อมบำรุงรักษา ขั้นตอนการขออนุญาติที่ซับซ้อน เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพควรมีการปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายและข้อบังคับเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตและการบริหารจัดการในที่ดินการเกษตรหรือป่าไม้ นอกจากนี้ การส่งเสริมการสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งด้านการเงิน อุปกรณ์ และการฝึกอบรม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคเกษตรกรรม และช่วยลดต้นทุนไฟฟ้าในพื้นที่ชนบท
การพัฒนาระบบจัดทำเอกสารค่าสอนเกินภาระงานสอน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพระบบจัดทำเอกสารค่าสอนเกินภาระงานสอน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลพระนคร และเพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อ ระบบที่พัฒนาขึ้นผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของระบบด้วยการประเมินผลแบบ Black Box Texsting มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด คือด้านการทำงานได้ตามฟังก์ชั่นงานของระบบ ผละการทดสอบความเห็นชอบร่วมกันของการประเมินประสิทธิภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธี One Sample Kolmogorov-Smirnov Test พบว่าผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นไปในทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และได้นำไปใช้กับอาจารย์ สาขาวิชาระบบสารสนเทศ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 5 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงพบว่า อาจารย์มีความพึงพอใจในการใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นในระดับมากที่สุด และด้านที่มีความพึงพอใจสูงสุด คือด้านการทำงานของระบบเช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญ ผลการทดสอบการกระจายของการประเมินความพึงพอใจของนักศึกษา ด้วยวิธี One Sample Kolmogorov-Smirnov Test พบว่า อาจารย์มีความเห็นไปในทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05