จำนวนงานวิจัย ( 38 )
การพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรอง
การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรอง” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสังเคราะห์เกมกระดานที่เกี่ยวกับการเจรจาต่อรอง และ 2) เพื่อพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรองที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะพื้นฐานด้านการเจรจาต่อรอง งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ดำเนินการตามขั้นตอนการวิจัยที่ครอบคลุม 1) การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องจากงานวิจัยที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน 2) การสังเคราะห์และวิเคราะห์เกมกระดานเจรจาต่อรองจำนวน 3 เกม ประกอบด้วย Diplomacy, The Resistance: Avalon และ Chinatown ผ่านแนวคิดของ Promsri (2016) และทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อดูความเหมือนและความแตกต่างของเกมกระดานทั้ง 3 รายการนี้ โดยนำเอาจุดร่วม (Common Ground) ของเกมทั้ง 3 มาเป็นแนวทางในการพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรองสำหรับงานวิจัยครั้งนี้ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาในการพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรองที่เชื่อมโยงจากการใช้แนวคิดนี้มาเป็นหลักในการวิเคราะห์เกมกระดานทั้ง 3 เกมนี้ คือ 1. เลือกหัวข้อที่สะท้อนถึงผู้เล่นและรองรับกลไกการเจรจา ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ตำนาน หรือเศรษฐกิจ หัวข้อควรเพิ่มการสมจริงและให้บริบทที่ชัดเจนสำหรับการเจรจา 2. ออกแบบกลไกที่อำนวยความสะดวกในการเจรจาและการโต้ตอบของผู้เล่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่ากลไกนั้นสอดคล้องกับเนื้อเรื่องและรองรับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ พิจารณาใช้ทั้งข้อมูลที่เปิดเผยและซ่อนไว้เพื่อเพิ่มความลึก 3. ส่งเสริมการโต้ตอบของผู้เล่นในระดับสูงผ่านกลไกที่ส่งเสริมการเจรจา พันธมิตร และความขัดแย้ง ออกแบบเกมเพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจและการโต้ตอบของผู้เล่นเป็นศูนย์กลางของประสบการณ์การเล่นเกม 4. สร้างโอกาสในการตัดสินใจที่มีความหมายซึ่งส่งผลต่อผลลัพธ์ของเกม ให้แน่ใจว่าผู้เล่นต้องคิดอย่างมีวิจารณญาณเกี่ยวกับตัวเลือกและกลยุทธ์ของตน และการตัดสินใจเหล่านี้มีผลกระทบที่สำคัญ 5. สร้างสมดุลให้กับเกมโดยออกแบบกลไกที่ให้โอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับผู้เล่นทุกคน หลีกเลี่ยงกลยุทธ์ที่ครอบงำและให้แน่ใจว่าการเจรจาและการโต้ตอบมีความสมดุล 6. เคล็ดลับในการพัฒนา: ออกแบบเกมเพื่อมอบประสบการณ์ที่หลากหลายในแต่ละครั้งที่ใช้ เพิ่มองค์ประกอบที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละเกม เช่น บทบาท สถานการณ์ หรือโอกาสในการเจรจาที่แตกต่างกัน เพื่อรักษาความสนใจของผู้เล่น 7. พยายามรักษาสมดุลระหว่างความลึกซึ้งและการเข้าถึงได้ กำหนดกฎที่ชัดเจนและกลไกที่เข้าใจง่ายในขณะที่มั่นใจว่าเกมยังคงน่าสนใจและท้าทาย ผลที่ได้นำไปสู่การพัฒนาเกมกระดานเจรจาต่อรองทางธุรกิจที่มีชื่อว่า “City Deal”
การพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองสำหรับเยาวชนเขตพื้นที่ภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย
การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองสำหรับเยาวชนพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรและข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับประสบการณ์การเจรจาต่อรองของเยาวชนในเขตพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง และ 2) เพื่อพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองผ่านการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองแก่เยาวชนในเขตพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง งานวิจัยนี้ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างจากกลุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ภาคกลางที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างจากนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ลงทะเบียนเรียนในวิชาด้านการเจรจาต่อรองกับหนึ่งในทีมของคณะผู้วิจัยจำนวนทั้งหมด 132 คน โดยใช้วิธีการแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็นด้วยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนี้มีด้วยกัน 3 ส่วน ประกอบด้วย 1) แบบฝึกหัดในการพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองที่ชื่อว่า “Negotiate to Survive” ที่ถูกพัฒนาโดย Sotak และ Abraham (2020) โดยถูกนำมาแปลและเรียบเรียงให้สอดคล้องกับบริบทของกลุ่มตัวอย่าง 2)แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์การเจรจาต่อรอง และการประเมินความเข้าใจเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองและความพึงพอใจในภาพรวม และ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมผู้เข้าอบรม ซึ่งวิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินการผ่านการจัดอบรมผ่านกลุ่มผู้เข้าร่วมรับการอบรมทั้งหมด 4 กลุ่มซึ่งมีการจัดการอบรมในวันเวลาที่แตกต่างกัน โดยกำหนดระยะเวลาในการทำกิจกรรมไว้ 65 นาที หลังจากที่ทำกิจกรรมเสร็จแล้ว ได้ดำเนินเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้รับการอบรมผ่านการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับเรื่อง “ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์การเจรจาต่อรอง และการประเมินความเข้าใจเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองและความพึงพอใจในภาพรวม” โดยมีคำอธิบายเกี่ยวกับการตอบแบบสอบถามที่ชัดเจน เพื่อแน่ใจว่าการดำเนินการวิจัยในส่วนนี้ไม่ละเมิดสิทธิของผู้ตอบแบบสอบถาม จึงกำหนดให้ใช้การสมัครใจในการตอบแบบสอบถามเป็นเกณฑ์อธิบายเรื่องของ ความยินยอมให้ความร่วมมือในการทำวิจัย (Consent) โดยกลุ่มผู้เข้ารับการอบรมพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองที่มีทั้งหมดจำนวน 132 คน ยินดีที่จะตอบแบบสอบถามจำนวนทั้งสิ้น 79 คน คิดเป็นร้อยละ 59.8 โดยนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสังเกตพฤติกรรม ซึ่งผลการวิจัยพบว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทการเจรจาต่อรองที่แตกต่างกันอยู่ในระดับมาก และมีความพึงพอใจต่อการทำกิจกรรมการพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองอยู่ในระดับมาก
แอปพลิเคชันบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มมูลค่าป่าชุมชน หมู่บ้านน้ำทรัพย์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
งานวิจัยเรื่อง แอปพลิเคชันบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มมูลค่าป่าชุมชน หมู่บ้านน้ำทรัพย์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีวัตถุประสงค์ เพื่อบริหารจัดการป่าไม้ชุมชน โดยใช้ แอปพลิเคชันคาร์บอนเครดิตที่สร้างขึ้น และเพื่อประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการบริหารจัดการป่าชุมชนด้วยแอปพลิเคชันคาร์บอนเครดิต ประชากร คือ เกษตรกรในพื้นที่ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กลุ่มตัวอย่าง เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จาก ประชากรในพื้นที่ หมู่บ้านน้ำทรัพย์ ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ สมาชิกชุมชน จำนวน 30 คน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม ที่ผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญและเคยนำไปใช้แล้ว ทำการพัฒนาแอปพลิเคชัน ด้วย AppSheet และใช้ Google Sheet เป็นฐานข้อมูล ใช้แอปพลิเคชัน Trees วัดความสูงของต้นไม้ ทำการพัฒนาบนโน้ตบุคและสมาร์ทโฟน สถิติที่ใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า แอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นใช้งานง่ายผ่านระบบสมาร์ทโฟน การเก็บข้อมูลทำได้รวดเร็ว จัดเก็บข้อมูล เกษตรกร ชนิดต้นไม้ จำนวนต้นไม้ ในป่าชุมชนที่จะนำไปคำนวณคาร์บอนเครดิต ผลการประเมินประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อแอปพลิเคชัน อยู่ในระดับมาก แอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นสามารถนำไปใช้ได้ เป็นต้นแบบในการใช้แอปพลิเคชันบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน
การสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพส่งผลกระทบระหว่าง การจัดการความรู้ด้านคุณภาพที่สำคัญและความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชี
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา การสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพส่งผลกระทบระหว่าง การจัดการความรู้ด้านคุณภาพที่สำคัญและความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชี ซึ่งทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้สอบบัญชี จำนวน 64 คน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการทดสอบความถดถอยเชิงพหุ พบว่า จรรยาบรรณของผู้สอบบัญชี และแรงจูงใจของผู้สอบบัญชี มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจัดการความรู้ด้านคุณภาพที่สำคัญโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมถึงคุณภาพงานสอบบัญชี คุณภาพของผู้สอบบัญชี และคุณภาพขององค์กร มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชีโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตลอดจนการสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชีโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการจัดการความรู้ และการสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพมีผลต่อคุณภาพงานสอบบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษานี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนามาตรฐานและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของวิชาชีพในระดับสำนักงานสอบบัญชี ผู้สอบบัญชี หน่วยงานกำกับดูแล และสถาบันการศึกษาในอนาคต
มาตรการทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุของมหาวิทยาลัยในสังกัดรัฐ
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาปรากฏการณ์การจ้างงานของบุคลากรสูงอายุในมหาวิทยาลัยของประเทศไทยท่ามกลางบริบทของการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์โดยใช้กรอบทฤษฎี (Institutional Theory) ทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital Theory) แนวคิดพฤฒพลัง (Active Ageing Framework) และทฤษฎีการจัดการความรู้ (Knowledge Management Theory) เป็นฐานในการวิเคราะห์การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารระดับสูง เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และบุคลากรสูงอายุรวมทั้งใช้เครื่องมือในการวิจัยคือ การวิเคราะห์เอกสารนโยบายที่เกี่ยวข้องโดยการใช้การวิเคราะห์เชิงแก่น (Thematic Analysis) และการวิเคราะห์เชิงกรณีศึกษา (Cross-case Analysis) ซึ่งผลการวิจัยพบว่าปัจจัยเชิงสถาบันเช่น กรอบกฎหมายและนโยบายภาครัฐ เป็นข้อจำกัดในการจ้างงาน ในขณะที่ปัจจัยเชิงทุนมนุษย์และการจัดการความรู้สะท้อนถึงคุณค่าของบุคลากรสูงอายุในการถ่ายทอดความรู้และการเสริมสร้างศักยภาพของมหาวิทยาลัย จากข้อค้นพบดังกล่าวงานวิจัยนี้จึงเสนอว่า การออกแบบนโยบายเชิงบูรณาการที่ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย สังคม และการบริหารทรัพยากรบุคคล จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนความท้าทายของสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสในเชิงยุทธศาสตร์สำหรับระบบอุดมศึกษาไทย