จำนวนงานวิจัย ( 38 )
การจัดการการตลาดร่วมสมัยที่มีต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยทรงดำ
บทความการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อ 1) ศึกษาบริบทกลุ่มผ้าทอไทเฮือนดำ บ้านดอน มะนาว อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 2) เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการผลิตภัณฑ์กลุ่มผ้าทอไทเฮือนดำ บ้านดอนมะนาว อ. อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ผลการวิจัยพบว่า ประเด็นของการบริบทกลุ่มผ้าทอไทเฮือนดำ บ้านดอน อำเภออู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี ได้ดังนี้ กลุ่มผ้าทอไทเฮือนดำ บ้านดอน จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นแหล่งรวมของชาวไทยทรงดำหรือ ไทยโซ่งที่มีรากเหง้าจากสิบสองจุไท เมืองแถง เขตเดียนเบียนฟูในปัจจุบัน ชาวไทยทรงดำได้อพยพเข้ามาตั้ง ถิ่นฐานที่บ้านดอนเมื่อประมาณ 150 ปี โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีไว้ครบถ้วน มีเอกลักษณ์ทั้งด้าน ภาษา เครื่องแต่งกายสีดำ สถาปัตยกรรม “เฮือนกระดองเต่า” และพิธีกรรมสำคัญ เช่น การเลี้ยงผีบรรพบุรุษ งานตำข้าวเม่า รวมทั้งการทอผ้าซึ่งเป็นภูมิปัญญาชุมชนที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ชุมชนแห่งนี้ยังคงรักษาวิถีชีวิต และขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เช่น การปลูกข้าว การใช้ภูมิปัญญาในงานหัตถกรรม การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในระหว่างสมาชิก รวมถึงการนับถือและบูชาบรรพบุรุษที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันประชากรในชุมชนบ้านดอนยังคงดำเนินกิจกรรมทางวัฒนธรรมเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และได้ส่งเสริม ภูมิปัญญาการทอผ้าไทยทรงดำให้กลายเป็นสินค้าสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของพื้นที่ นับเป็น ศูนย์กลางสำคัญในการฟื้นฟูและเผยแพร่วัฒนธรรมไทยทรงดำในประเทศไทย รูปแบบการจัดการการตลาดร่วมสมัยสำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยทรงดำ เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลและการ ออกแบบรูปแบบ การจัดการการตลาดร่วมสมัยสำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยทรงดำ โดยพิจารณาถึงการส่วน ประสมทางการตลาดในปัจจุบัน (4Cs) เป็นสำคัญ คือ 1. ลูกค้า (Customer) กลุ่มผ้าทอไทยทรงดำ จังหวัด สุพรรณบุรี เน้นการเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลิตด้วยมือทุกขั้นตอนและสื่อสารเรื่องราวประวัติ อัตลักษณ์ และกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน เพื่อ ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการกับลูกค้าอย่างแท้จริง 2. ความคุ้มค่า (Cost) กลุ่มผ้าทอไทยทรงดำ จังหวัดสุพรรณบุรี มีความโดดเด่นในกระบวนการผลิตที่ ประณีตและซับซ้อน โดยผ้าแต่ละชิ้นผ่านการทอด้วยมือ การปักและตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน ซึ่งสะท้อนถึงทักษะ ฝีมือและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ้าไทยทรงดำใช้สีธรรมชาติที่ได้จากใบไม้ เปลือกไม้ และรากไม้ ส่งเสริมความเป็น มิตรกับสิ่งแวดล้อมและรักษาความเป็นไทยแท้ ลูกค้าเห็นคุณค่าในความพยายามนี้และรับรู้ถึงความคุ้มค่าที่ ยอดเยี่ยมจากคุณภาพและความหมายทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง 3. ความสะดวก (Convenience) กลุ่มผ้า ทอไทยทรงดำ จังหวัดสุพรรณบุรี มีพัฒนาการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ให้สะดวกและยืดหยุ่นมากขึ้น ผ่านช่องทาง จำหน่ายหน้าร้านและการออกร้านในงานต่าง ๆ พร้อมขยายตลาดออนไลน์ เช่น Facebook Line Instagram และ TikTok รวมถึงแพลตฟอร์ม Marketplace เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการ ความรวดเร็วและง่ายดายในการซื้อสินค้าตลอด 24 ชั่วโมง 4. การสื่อสาร (Communication) กลุ่มผ้าทอ ไทยทรงดำ จังหวัดสุพรรณบุรี ใช้การสื่อสารแบบสองทางในหลากหลายช่องทาง ทั้งการพบปะโดยตรงและ การออกร้าน รวมถึงการนำเสนอเนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook Instagram และ TikTok โดย เน้นการเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมา ความหมายของลวดลาย และขั้นตอนการผลิต ช่วยสร้างความเข้าใจ เสริมความน่าเชื่อถือ และจูงใจให้เกิดการตัดสินใจซื้ออย่างยั่งยืน
การศึกษาการรับรู้และแนวทางแก้ไขปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ของบุคลากรคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องปฏิบัติตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Procurement : e-GP) มาใช้ในองค์กร ดังนั้น กระบวนการจัดการภายในจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนให้ผลการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากร 2) การรับรู้ปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและแนวทางการแก้ไขปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP 3) การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการรับรู้ปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบ e-GP และ 4) การรับรู้ปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างส่งผลต่อแนวทางการแก้ไขปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากร คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนทั้งสิ้น 70 ชุด การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test ANONVA และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 78.57 อยู่ในช่วงอายุ 41 – 50 ปี ร้อยละ 32.86 มีระดับการศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 54.29 และส่วนเป็นบุคลากรสายสนับสนุน ร้อยละ 57.14 มีประสบการณ์ทำงาน 11 ปีขึ้นไป ร้อยละ 50.00 มีความถี่ในการใช้บริการน้อยกว่า 1 ครั้งต่อเดือน ร้อยละ 55.71 ในขณะที่ ผลการศึกษาระดับความคิดเห็นที่มีต่อปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP พบว่า โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านขั้นตอนการจัดชื้อจัดจ้าง ด้านเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง และด้านบุคลากร ระดับการรับรู้ปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ผลการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การเพิ่มช่องการติดต่อสื่อสารผ่าน Line application ระหว่างผู้ปฏิบัติงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง การปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงานให้เกิดความง่ายและสะดวกต่อผู้ปฏิบัติงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง การสนับสนุนให้มีคู่มือขั้นตอนการปฏิบัติงานการจัดซื้อจัดจ้างสำหรับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง การจัดทำระบบออนไลน์เฉพาะสำหรับงานพัสดุ ให้มีข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มคุณสมบัติสำหรับการตอบคำถามที่พบบ่อย (FAQ) เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถหาคำตอบเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง การสนับสนุนให้มีการฝึกอบรมตั้งแต่ขั้นพื้นฐานเริ่มต้นจนถึงกระบวนการสุดท้ายของการจัดซื้อจัดจ้าง การสนับสนุนให้มีการประสัมพันธ์เผยแพร่ระเบียบ ข้อบังคับ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างต่อเนื่อง และการติดตามและประเมินผลการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อวิเคราะห์ปัญหาหรือข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น นำมาปรับปรุงเพื่อการจัดซื้อครั้งถัดไป มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ผลการศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการรับรู้ปัญหาในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP พบว่า ระดับการศึกษาที่แตกต่างกันมีผลต่อการรับรู้ปัญหาในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GPนอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า การรับรู้ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP เฉพาะด้านบุคลากรส่งผลต่อ แนวทางการแก้ไขปัญหากระบวนการจัดชื้อ จัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP R2 เท่ากับ 0.325 กล่าวคือ การรับรู้ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP สามารถอธิบายความแปรปรวนของแนวทางการแก้ไขปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ร้อยละ 32.50 ผลการศึกษานี้สามารถนำไปพัฒนาแนวทางปฏิบัติงานของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ รวมทั้ง การกำหนดเป็นนโยบายเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดภายในองค์กร
การยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัจจัยด้านโลจิสติกส์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์
การวิจัยนี้ต้องการศึกษาการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัจจัยด้านโลจิสติกส์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ โดยการวิจัยใช้รูปแบบวิจัยเชิงปริมาณสำหรับการศึกษาคการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัจจัยด้าน โลจิสติกส์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น การวิจัยใช้แบบเชิงปริมาณในศึกษาการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัจจัยด้านโลจิสติกส์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์และได้กำหนดขอบเขตการวิจัยด้านประชากรที่ใช้ศึกษาคือผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในกรุงเทพมหานครเท่านั้นและประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้ประกอบการผ่านช่องทางออนไลน์ ที่เลือกใช้บริการขนส่งพัสดุเอกชน จำนวน 72,109 ผู้ประกอบการ โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างตามสะดวกจำนวน 400 ทั้งนี้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการศึกษา และนำข้อมูลที่รวบรวมได้ประมวลผลโดยวิธีการทางสถิติโดยใช้ค่าสถิติร้อยละและค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์ทดสอบความสัมพันธ์ในลักษณะของการส่งผลต่อกันระหว่างตัวแปรอิสระหลายตัวภาค และเพื่อทดสอบถึงความแตกต่างที่ตัวแปรอิสระแต่ละตัวมีต่อตัวแปรตาม ดังนั้นสถิติที่ใช้คือการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression) ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และปัจจัยด้านโลจิสติกส์ มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนแต่ ปัจจัยลักษณะขององค์กรไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ