จำนวนงานวิจัย ( 34 )

การสร้างมูลค่าเพิ่มของผงเมือกกระเจี๊ยบเขียวสู่การพัฒนามาสก์ไฮโดรเจลผสมแซนแทนกัมและคาร์ราจีแนนเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ชะลอวัย
การสร้างมูลค่าเพิ่มของผงเมือกกระเจี๊ยบเขียวสู่การพัฒนามาสก์ไฮโดรเจลผสมแซนแทนกัมและคาร์ราจีแนนเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ชะลอวัย

งานวิจัยนี้ได้พัฒนามาสก์ไฮโดรเจลเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ชะลอวัย โดยการวิจัยได้ศึกษาใช้ระบบนำส่งเชิงนาโน ได้แก่ ไลโปโซมและนีโอโซม เพื่อเพิ่มความคงตัวและการนำส่งสารออกฤทธิ์ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสลีปปิ้งมาสก์ทั้งสามตำรับ ได้แก่ (1) สารสกัดกระเจี๊ยบเขียว (2) ไลโปโซมบรรจุสารสกัด และ (3) นีโอโซมบรรจุสารสกัด มีลักษณะเนื้อผลิตภัณฑ์คงที่ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของสี กลิ่น หรือการแยกชั้น ตำรับที่มีระบบนำส่งยังคงค่าความหนืดอย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงบทบาทของนาโนเวสิเคิลต่อความคงตัวของผลิตภัณฑ์ การทดสอบฤทธิ์ชะลอวัยในหลอดทดลองพบว่าทุกตำรับสามารถยับยั้งเอนไซม์คอลลาจีเนส อีลาสเตส และไฮยาลูโรนิเดสได้ดีกว่าตัวควบคุมเชิงบวก โดยตำรับนีโอโซมให้ผลเหนือกว่าไลโปโซมในเอนไซม์คอลลาจีเนสและอีลาสเตส ขณะที่ไลโปโซมมีประสิทธิภาพสูงกว่าเล็กน้อยในเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส การประเมินอาสาสมัครชี้ให้เห็นว่าตำรับที่มีสารสกัด และตำรับนีโอโซม ไม่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ท้องตลาด ส่วนตำรับไลโปโซมได้รับความพึงพอใจสูงกว่าอย่างชัดเจน ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าการใช้ระบบนำส่งนาโนร่วมกับสารสกัดกระเจี๊ยบเขียวสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ การต้านเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอย และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เชิงพาณิชย์ที่เพิ่มมูลค่าให้กับสมุนไพรท้องถิ่นได้

2567
การผลิตนวัตกรรมกระดาษต้านเชื้อราผ่านกระบวนการเคลือบผิวด้วยสารสกัดเปลือกมะม่วงน้ำดอกไม้สู่ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์
การผลิตนวัตกรรมกระดาษต้านเชื้อราผ่านกระบวนการเคลือบผิวด้วยสารสกัดเปลือกมะม่วงน้ำดอกไม้สู่ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์

งานวิจัยนี้ได้ทาการสกัดสารออกฤทธิ์จากเปลือกและเมล็ดมะม่วงน้าดอกไม้ด้วยตัวทาละลายที่มีสมบัติแตกต่างกัน (เฮกเซน, เอทิลอะซีเตตและ เอทานอล) และนาไปผสมร่วมกับไตรเมทิลซิลิลเซลลูโลส (TMSC) เพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมวัสดุเคลือบกระดาษต้านเชื้อรา จากผลการทดลองสรุปว่าสารสกัด ที่ได้จากตัวทาละลายมีขั้ว (เอทานอล และ เอทิลอะซีเตต) มีประสิทธิภาพสูงด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และให้ปริมาณสารฟีนอลิกสูง โดยเฉพาะ เมล็ด–เอทานอล และ เมล็ด–เอทิลอะซีเตต แต่ในขณะที่ การวิเคราะห์องค์ประกอบสารสำคัญด้วย GC-MS ยืนยันการมีอยู่ของสารฟีนอลิกและอนุพันธ์กรดไขมันที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพเด่นชัด ส่วนการจำแนกเชื้อราที่แยกได้จากเอกสารและหนังสือพบความหลากหลายทางสัณฐานวิทยา โดยมี Paecilomyces brunneolus ที่สามารถยืนยันได้แน่ชัด ขณะที่เชื้อบางกลุ่ม ยังต้องการการวิเคราะห์เพิ่มเติม ด้านฤทธิ์ยับยั้งเชื้อราพบว่าสารสกัดจากเปลือกด้วยเฮกเซน มีผลเด่น ต่อเชื้อรา C-K ส่วนเมล็ดที่สกัดด้วยเอทานอล ยับยั้งเชื้อรา CH-K3-1 และ CH-K4-1 ได้ชัดเจน นอกจากนี้ การประยุกต์สารสกัดจากเปลือกมะม่วงร่วมกับ TMSC สามารถลดการเปลี่ยนแปลงสี จากรังสี UV คงความแข็งแรงเชิงดึงและความยืดหยุ่นของวัสดุได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม โดยเฉพาะสูตร 25% ME/TMSC ทั้งนี้ การเลือกใช้สารสกัดจากเปลือกมะม่วงถือว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากมีองค์ประกอบที่ช่วยเสริมสมบัติของฟิล์มโดยตรง มีความปลอดภัยสูงกว่าเมล็ด หาได้ง่าย และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้ จึงมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน

2567
การพัฒนาฟิล์มบรรจุจุอาหารวัสดุนาโนคอมโพสิตชีวภาพจากเจลาติน นาโนเซลลูโลสของกัญชาผสมอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์
การพัฒนาฟิล์มบรรจุจุอาหารวัสดุนาโนคอมโพสิตชีวภาพจากเจลาติน นาโนเซลลูโลสของกัญชาผสมอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์

ลำต้นของกัญชาเป็นวัดดูเหลือใช้จากอุตสาหกรรม สามารถนำนาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยนำมาสกัดเป็นเส้นใยที่มีขนาดเล็กเพื่อผลิตเป็นวัสดุผสมฟิล์มบาง (nanocomposite film) โดยในกระบวนการสกัดเส้นใยกัญชาประกอบด้วย 3 ขั้นตอนตามลำดับดังนี้ 1. กระบวนการ Alkali treatment 2. กระบวนการ Bleaching (Delignification) และ 3. กระบวนการ Acidhydrolysis เส้นใยกัญชาที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวจะถูกกำจัดส่วนประกอบที่เป็นอสัณฐาน(amorphous) และลดขนาดเส้นใยเซลลูโลส (cellulose) ให้เป็นนาโนเซลอูโลส (nano cellulose) เส้นใยนาโนเซลลูโลสที่สกัดได้จะถูกตรวจสอบวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีด้วยเทคนิค FT-IR (Fourier transform infrared spectrometer) ลักษณะของเส้นใยนาโนเซลลูโลสด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (Scanning Electron Microscopy) และดัชนีความเป็นผลึกด้วยเครื่อง X-ray Diffractometer (XRD) จากกระบวนการสกัดดังกล่าว พบว่าสามารถกำจัด เฮมิเซลลูโลส ลิกนิน และมีขนาคเส้นใยกัญชา 60-100 นาโนเมตร เมื่อนำเส้นใยกัญชาที่สกัดได้ผสมกับฟิล์มเจลาติน (Gelatin) ผสมกลีเซอรอล (Glycerol) ด้วยกระบวนการหล่อฟิล์ม (casting films method) พร้อมทั้งผสมอนุภาคนาโนชิงค์ออกไซท์ (n-ZrO) เพื่อเพิ่มควาสามารถในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (anti-bacteria) โดยพบว่าสามารถยับยั้งเชื้อสแตปพิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus oureus) เชื้อบาซิลลัส ชับทีลีส (Bacillus subtilis) เชื้อเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) แต่ไม่ส่งผลต่อแชคคาโรมัยซีส เซอริวิสเซีย (Saccharomyces cerevisiae) ซึ่งแสดงถึงความเข้ากันได้ทางชีวภาพ

2567
การศึกษาการอบแห้งใบกระท่อมด้วยวิธีฟลูอิดไดซ์เบด
การศึกษาการอบแห้งใบกระท่อมด้วยวิธีฟลูอิดไดซ์เบด

ใบกระท่อมเป็นพืชชนิดหนึ่งที่พบได้มากในเขตร้อนชื้นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในสมัยโบราณมีการใช้ใบกระท่อมในการรักษาอาการติดเชื้อในลำไส้ แก้ท้องเสีย ท้องร่วง บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดไข้ บรรเทาอาการไอ ทำให้นอนหลับ โดยใช้ใบสดหรือใบแห้งนำมาเคี้ยว สูบหรือชงเป็นน้ำชา ในปี 2565 หลังจากมีการยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ห้ามใช้พืชกระท่อมเป็นส่วนผสมของอาหาร ดังนั้นปัจจุบันจึงสามารถใช้พืชกระท่อมในการประกอบอาหารหรือต้มน้ำกระท่อมในเชิงอุตสาหกรรมได้ โดยนอกจากการซื้อขายใบสดแล้วนั้น ได้มีการแปรรูปใบกระท่อมนั้นมีด้วยกันหลายชนิดทั้งการใส่แคปซูลเป็นสารสกัดเข้มข้น รวมถึงประเภทใบแห้ง และ ชนิดผง ซึ่งนำไปใช้เป็นส่วนประกอบเช่นเครื่องดื่มผสมใบกระท่อม กระท่อมบรรจุถุงชาพร้อมชง เป็นต้น ดังนั้นโครงงานนี้จึงสนใจที่จะศึกษาการนำใบกระท่อมมาอบแห้งโดยใช้เครื่องอบแห้งแบบฟลูอิไดซ์เบดซึ่งเครื่องอบแห้งแบบฟลูอิดไดซ์เบดที่จะทำการศึกษาจะมีอุปกรณ์ประกอบด้วย ชุดพัดลมโบลเวอร์ เป่าลมผ่านฮีตเตอร์ทำความร้อน เกิดลมร้อนไปยังถังอบ ในการทดลองนี้ได้กำหนดน้ำหนักใบกระท่อมในการอบแห้ง 1 กิโลกรัม, 2 กิโลกรัม และ 3 กิโลกรัม ทดลองอบใบกระท่อมที่อุณหภูมิ 50 °C, 55 °C และ 60 °C จะบันทึกข้อมูลการทดลองทุก 10 นาที เพื่อหาความชื้นที่ลดลงในแต่ละช่วงเวลา ผลการทดลองพบว่าการอบแห้งใบกระท่อมที่อุณหภูมิ 55 °C ใช้เวลาในการอบแห้ง 150 นาที เป็นอุณหภูมิอบแห้งใบกระท่อมที่ดีที่สุด

2568