จำนวนงานวิจัย ( 26 )

การพัฒนาสูตรวัสดุเชิงประกอบเทอร์โมพลาสติกสตาร์ชและวัสดุที่ยั่งยืนเพื่องานบรรจุภัณฑ์อาหาร
การพัฒนาสูตรวัสดุเชิงประกอบเทอร์โมพลาสติกสตาร์ชและวัสดุที่ยั่งยืนเพื่องานบรรจุภัณฑ์อาหาร

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลของการเติมสารเพิ่มเนื้อที่เป็นวัสดุที่ยั่งยืนชนิดและปริมาณต่าง ๆ กัน ที่มีต่อสมบัติทางกล สมบัติทางความร้อน ค่าการดูดชับน้ำ และลักษณะทางสัณฐานวิทยาของเทอร์โมพลาสติกสตาร์ชจากแป้งข้าวโพด ฟิล์มเทอร์โมพลาสติกสตาร์ชที่มีการเติมสารเพิ่มเนื้อชนิดและปริมาณต่าง ๆ กันถูกเตรียมด้วยวิธีการหล่อขึ้นรูป และมีการเติมกลีเซอรอลเป็นสารพลาสติไซเชอร์ สารเพิ่มเนื้อที่ถูกเลือกใช้ คือ นาโนเคลย์ เส้นใยป่านศรนารายณ์ และคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส มีการปรับเปลี่ยนปริมาณ 0 - 15 % โดยน้ำหนัก จากผลการวิจัย พบว่า ฟิล์มเทอร์โมพลาสติกสตาร์ชที่มีการเติมคาร์บอกชีเมทิลเซลลูโลส ปริมาณ 10 % โดยน้ำหนัก มีสมบัติการรับแรงดึงสูงที่สุด จากการวิเคราะห์ทางสัณฐานวิทยา พบว่า คาร์บอกชีเมทิลเซลลูโลสเข้ากันได้ดีกับเทอร์โมพลาสติกสตาร์ช แต่นาโนเคลย์และเส้นใยป้านศรนารายณ์กระจายตัวได้ลลงเมื่อเพิ่มปริมาณมากขึ้น สมบัติความทนต่อน้ำ พบว่า นาโนเคลย์สามารถทำให้ค่าการดูดชับน้ำของฟิล์มเทอร์โมพลาสติกสตาร์ช ณ ความชื้นสัมพัทธ์ 43 % ที่ระยะเวลา24 ชั่วโมง ลดลงได้มากที่สุด รองลงมา คือ เส้นใยป่านศรนารายณ์ และคาร์บอกชีเมทิลเชลเซลโลส ตามลำดับ ค่าอุณหภูมิการเปลี่ยนสถานะคล้ายแก้วของเทอร์โมพลาสติกสตาร์ชมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเติมคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส ในขณะที่การเติมนาโนเคลย์และเส้นใยบ้านศรนารายณ์มีแนวโน้มทำให้ค่าอุณหภูมิการเปลี่ยนสถานะคล้ายแก้วของเทธรโมพลาสติกสตาร์ชมีแนวโน้มลดลง

2567
การประดิษฐ์แก้วเซรามิกที่ประกอบด้วยผลึกลิเทียมไดซิลิเกตสำหรับประยุกต์ใช้ในงานทันตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ
การประดิษฐ์แก้วเซรามิกที่ประกอบด้วยผลึกลิเทียมไดซิลิเกตสำหรับประยุกต์ใช้ในงานทันตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ

กระบวนการทางความร้อนเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาให้แก้วเซรามิกชนิดลิเทียมไดซิลิเกต มีคุณสมบัติที่ดีขึ้นได้ งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสมบัติทางความร้อน สมบัติทางกล และสมบัติทางกายภาพของแก้วระบบลิเทียมและซิลิกาโดยศึกษาจากการเติมสารเซอร์โคเนียมออกไซด์โดยใช้วิธีการหลอมแบบดั้งเดิม โดยตัวอย่างชิ้นงาน LD, LDZ0.5, LDZ1.0, และ LDZ1.5 ได้มาจากการเติมเซอร์โคเนียม-ออกไซด์เข้มข้นร้อยละ 0.0, 0.5, 1.0 และ 1.5 โดยน้ำหนัก ตามลำดับ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า การเติมเซอร์โคเนียมออกไซด์ที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.5-1 โดยน้ำหนัก มีผลต่อกระบวนการเกิดปริมาณของผลึก การให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 650 องศาเซลเซียส มีผลต่อการเกิดสมบัติทางกลที่สูงอันเนื่องมาจากการเกิด เฟสองค์ประกอบของลิเทียมไดซิลิเกตและลิเทียมเมตาซิลิเกต

2567
การพัฒนาวัสดุเปล่งแสงความยาวคลื่น 1064 นาโนเมตร จากแก้วบอเรตสำหรับเป็นวัสดุตัวกลางเลเซอร์
การพัฒนาวัสดุเปล่งแสงความยาวคลื่น 1064 นาโนเมตร จากแก้วบอเรตสำหรับเป็นวัสดุตัวกลางเลเซอร์

โครงการวิจัยนี้มุ่งพัฒนาวัตถุเปล่งแสงจากการเตรียมแก้วบอเรต ที่เจือด้วย Nd" ความเข้มข้นต่าง ๆ โดยออกแบบสูตรและหาเงื่อนไขที่เหมาะสมในการเตรียมตัวอย่างแก้ว ด้วยวิธีหลอมแก้วและทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งศึกษาสมบัติทางกายภาพ สมบัติทางแสง และสมบัติการเปล่งแสงของแก้วบอเรตที่เจือด้วย Naf+ ที่ความเข้มข้นต่าง ๆ พบว่าแก้วมีค่าความหนาแน่น ปริมาตรเชิงโมลและดรรชนีหักเหของแก้วเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของ Nd-0 ที่มากขึ้น นอกจากนี้ จากผลการทดลอง สเปกตรัมการดูดกลืนแสง สเปกตรัมการถูกกระตุ้น และสเปกตรัมการเปล่งแสง พบว่าแก้วมีการดูดกลืนแสงในช่วงแสงที่ตามองเห็นไปจนถึงช่วงใกล้อินฟราเรด โดยแสงความยาวคลื่น 808 นาโนเมตร สามารถไปกระตุ้น Nd" แล้วทำให้เกิดการเปล่งแสงความยาวคลื่น 1061 นาโนเมตร ออกมาได้เข้มที่สุด และความเข้มข้นที่เหมาะสมที่สุดในการเจือ Nd.Og ลงไปในแก้ว L-O-Na.O. K-O-B:O: คือ 0.5 mol% การวิเคราะห์สมบัติการเปล่งแสงด้วยทฤษฎี J-O สามารถหาค่าสัดส่วนการเปล่งแสง และภาคตัดขวางของการเปล่งแสงที่ความยาวคลื่น 1061 นาโนเมตร ได้เท่ากับ 0.808 และ 9.75 x 10 2 ตารางเขนติเมตร ตามลำดับทำให้ระบุได้ว่าแก้วชนิดนี้มีศักยภาพที่น่าสนใจต่อการนำไปพัฒนาเพื่อใช่เป็นตัวกลางเลเซอร์ในเลเชอร์ของแข็งที่มีการเปล่งแสงความยาวคลื่น 1061 นาโนเมตร

2567
การสร้างมูลค่าเพิ่มของผงเมือกกระเจี๊ยบเขียวสู่การพัฒนามาสก์ไฮโดรเจลผสมแซนแทนกัมและคาร์ราจีแนนเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ชะลอวัย
การสร้างมูลค่าเพิ่มของผงเมือกกระเจี๊ยบเขียวสู่การพัฒนามาสก์ไฮโดรเจลผสมแซนแทนกัมและคาร์ราจีแนนเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ชะลอวัย

งานวิจัยนี้ได้พัฒนามาสก์ไฮโดรเจลเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ชะลอวัย โดยการวิจัยได้ศึกษาใช้ระบบนำส่งเชิงนาโน ได้แก่ ไลโปโซมและนีโอโซม เพื่อเพิ่มความคงตัวและการนำส่งสารออกฤทธิ์ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสลีปปิ้งมาสก์ทั้งสามตำรับ ได้แก่ (1) สารสกัดกระเจี๊ยบเขียว (2) ไลโปโซมบรรจุสารสกัด และ (3) นีโอโซมบรรจุสารสกัด มีลักษณะเนื้อผลิตภัณฑ์คงที่ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของสี กลิ่น หรือการแยกชั้น ตำรับที่มีระบบนำส่งยังคงค่าความหนืดอย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงบทบาทของนาโนเวสิเคิลต่อความคงตัวของผลิตภัณฑ์ การทดสอบฤทธิ์ชะลอวัยในหลอดทดลองพบว่าทุกตำรับสามารถยับยั้งเอนไซม์คอลลาจีเนส อีลาสเตส และไฮยาลูโรนิเดสได้ดีกว่าตัวควบคุมเชิงบวก โดยตำรับนีโอโซมให้ผลเหนือกว่าไลโปโซมในเอนไซม์คอลลาจีเนสและอีลาสเตส ขณะที่ไลโปโซมมีประสิทธิภาพสูงกว่าเล็กน้อยในเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส การประเมินอาสาสมัครชี้ให้เห็นว่าตำรับที่มีสารสกัด และตำรับนีโอโซม ไม่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ท้องตลาด ส่วนตำรับไลโปโซมได้รับความพึงพอใจสูงกว่าอย่างชัดเจน ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าการใช้ระบบนำส่งนาโนร่วมกับสารสกัดกระเจี๊ยบเขียวสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ การต้านเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอย และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เชิงพาณิชย์ที่เพิ่มมูลค่าให้กับสมุนไพรท้องถิ่นได้

2567
การผลิตนวัตกรรมกระดาษต้านเชื้อราผ่านกระบวนการเคลือบผิวด้วยสารสกัดเปลือกมะม่วงน้ำดอกไม้สู่ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์
การผลิตนวัตกรรมกระดาษต้านเชื้อราผ่านกระบวนการเคลือบผิวด้วยสารสกัดเปลือกมะม่วงน้ำดอกไม้สู่ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์

งานวิจัยนี้ได้ทาการสกัดสารออกฤทธิ์จากเปลือกและเมล็ดมะม่วงน้าดอกไม้ด้วยตัวทาละลายที่มีสมบัติแตกต่างกัน (เฮกเซน, เอทิลอะซีเตตและ เอทานอล) และนาไปผสมร่วมกับไตรเมทิลซิลิลเซลลูโลส (TMSC) เพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมวัสดุเคลือบกระดาษต้านเชื้อรา จากผลการทดลองสรุปว่าสารสกัด ที่ได้จากตัวทาละลายมีขั้ว (เอทานอล และ เอทิลอะซีเตต) มีประสิทธิภาพสูงด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และให้ปริมาณสารฟีนอลิกสูง โดยเฉพาะ เมล็ด–เอทานอล และ เมล็ด–เอทิลอะซีเตต แต่ในขณะที่ การวิเคราะห์องค์ประกอบสารสำคัญด้วย GC-MS ยืนยันการมีอยู่ของสารฟีนอลิกและอนุพันธ์กรดไขมันที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพเด่นชัด ส่วนการจำแนกเชื้อราที่แยกได้จากเอกสารและหนังสือพบความหลากหลายทางสัณฐานวิทยา โดยมี Paecilomyces brunneolus ที่สามารถยืนยันได้แน่ชัด ขณะที่เชื้อบางกลุ่ม ยังต้องการการวิเคราะห์เพิ่มเติม ด้านฤทธิ์ยับยั้งเชื้อราพบว่าสารสกัดจากเปลือกด้วยเฮกเซน มีผลเด่น ต่อเชื้อรา C-K ส่วนเมล็ดที่สกัดด้วยเอทานอล ยับยั้งเชื้อรา CH-K3-1 และ CH-K4-1 ได้ชัดเจน นอกจากนี้ การประยุกต์สารสกัดจากเปลือกมะม่วงร่วมกับ TMSC สามารถลดการเปลี่ยนแปลงสี จากรังสี UV คงความแข็งแรงเชิงดึงและความยืดหยุ่นของวัสดุได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม โดยเฉพาะสูตร 25% ME/TMSC ทั้งนี้ การเลือกใช้สารสกัดจากเปลือกมะม่วงถือว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากมีองค์ประกอบที่ช่วยเสริมสมบัติของฟิล์มโดยตรง มีความปลอดภัยสูงกว่าเมล็ด หาได้ง่าย และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้ จึงมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน

2567