จำนวนงานวิจัย ( 26 )
การยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวน้ำหอม กรณีศึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะพร้าวน้ำหอมบ้านตาคลองตาปลั่ง อ. บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร
อายุการเก็บรักษาของมะพร้าวควั่นปอกเปลือก (Trimmed coconut) ที่ปอกเปลือกมักจะยืดออกด้วยการใช้สารต่อต้านการเกิดสีน้ำตาล เช่น กรดหรือคลอรีน อย่างไรก็ตามการใช้สารดังกล่าวถูกจำกัดสำหรับสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสด วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาของมะพร้าวออร์แกนิกที่ปอกเปลือกโดยใช้กรดซิตริก (CA), โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) และกรดเปอร์ออกซีอะซิติก (PAA) มะพร้าวปอกเปลือกถูกแช่ใน CA (10% และ 20%), NaCl (10% และ 20%) และ PAA (80 ppm) เป็นเวลา 5 นาทีก่อนบรรจุ ทุกตัวอย่างถูกเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่แช่ในสารยับการเกิดสีน้ำตาล ในช่วง 15 วันของการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5°C คุณภาพของมะพร้าวที่ผ่านการบำบัดรวมถึงคุณภาพทางสายตา ค่าสี (L*, a*, b*) และปริมาณเชื่อจุลินทรีย์รวม (TPC) บนพื้นผิวของตัวอย่างถูกประเมิน คุณภาพทางเคมี (ความเป็นกรดที่สามารถไทเทรตได้ (TA), pH และของแข็งที่ละลายทั้งหมด) ของน้ำมะพร้าวก็ถูกตรวจสอบเช่นกัน ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่ามะพร้าวที่ผ่านการบำบัดด้วยสารละลาย CA 20% และ NaCl 20% เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาคุณภาพทางสายตาและสี รวมทั้งควบคุมการเติบโตของจุลินทรีย์ (P<0.05) นอกจากนี้การแช่มะพร้าวในสารละลาย PAA ช่วยลดจำนวนแบคทีเรียในเพลทที่ใช้ออกซิเจนได้สูงสุดเพียง 6 วันของการเก็บรักษาและทำให้เกิดสีเหลืองหลังจากการแช่ทันที ดังนั้น CA 20% และ NaCl 20% อาจเป็นทางเลือกในการบำบัดด้วยสารเคมีเพื่อควบคุมการเสื่อมสภาพหลังการเก็บเกี่ยวของมะพร้าวควั่นปอกเปลือก มะพร้าวเจียรไร้เปลือก (Polished coconut) เป็นผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวที่มีสัดส่วนทางการตลาดสูง แต่เน่าเสียได้ง่ายที่เกิดจากจุลินทรีย์และการเกิดสีน้ำตาลที่เปลือกในระหว่างด้านเนินการกระจายแบบแช่เย็น มะพร้าวเจียรไร้เปลือกถูกจุ่มในสารละลายเกลือ/กรด (SA; โซเดียมคลอไรด์ 10% และกรดซิตริก 10%) และเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 2 °C เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ในสภาพบรรยากาศควบคุม (CA) ที่แตกต่างกันสามแบบ โดยมีสภาพบรรยากาศปกติเป็นการควบคุม คุณภาพทางกายภาพ เคมี และจุลชีววิทยามะพร้าวเจียรไร้เปลือกถูกตรวจสอบ โดยมะพร้าวเจียรไร้เปลือกที่ผ่านการแช่สารละลาย SA+CA ร่วมกับสภาพบรรยากาศควบคุม 5% O2 + 7.5% CO2 แสดงให้เห็นว่าค่าดัชนีการเกิดสีน้ำตาลต่ำสุดที่ 29.13 ความเป็นกรดทั้งหมดไทเทรตได้ ปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด และค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ในช่วง 0.026–0.071%, 6.86–8.96 °Brix และ 5.38–6.51 ตามลำดับ การนับจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมดและจำนวนของยีสต์และราอยู่ต่ำกว่า 4 log CFU/พื้นที่ของผลมะพร้าวเจียรไร้เปลือก จากผลการวิจัยนี้พบว่าการแช่มะพร้าวเจียรไร้เปลือกในสารละลาย SA+CA และเก็บในสภาวะที่มี 5% O2 + 7.5% CO2 เป็นแนวทางแบบเทคโนโลยีเฮอเดิลในการยืดอายุการเก็บรักษาของของผลิตภัณฑ์ อายุการเก็บรักษาของมะพร้าวไร้กะลาที่ไม่ได้ห่อ ห่อด้วยฟิล์มพีวีซี และบรรจุสุญญากาศ ถูกศึกษาที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 80–90% ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุแบบใดการสูญเสียน้ำหนักของมะพร้าวไร้กะลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามระยะเวลาการเก็บรักษา ค่าการส่องผ่านแสงและค่าความสว่าง (L*) ของน้ามะพร้าวลดลง (P<0.05) เมื่อระยะเวลาการเก็บรักษานานขึ น ค่า pH ของน้ามะพร้าวและเนื้อมะพร้าวจากการบรรจุสุญญากาศลดลงเมื่อระยะเวลาการเก็บรักษาเพิ่มขึ้น การวิเคราะห์ทางประสาทสัมผัสแสดงให้เห็นว่าสำหรับการบรรจุทุกวิธี ความเข้มของสีเหลืองของน้ามะพร้าวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความใสลดลงตามเวลา ความเปรี้ยวของน้ำมะพร้าวที่บรรจุสุญญากาศเพิ่มขึ้นในช่วงท้ายของการเก็บรักษา มะพร้าวที่ห่อด้วยฟิล์ม ซึ่งมีอายุการเก็บรักษาสันที่สุด พบว่ามีเชื้อราบนเปลือกและกาบที่สิ้นสุดการเก็บรักษา การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่ามะพร้าวไร้กะลาที่ไม่ได้ห่อ ห่อด้วยฟิล์ม และบรรจุสุญญากาศ สามารถเก็บรักษาได้ถึง 9, 12 และ 15 วัน ตามล้าดับ ภายใต้สภาวะที่ใช้ในการศึกษานี้
แนวทางการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวและการสื่อความหมายแหล่งท่องเที่ยวเพื่อนันทนาการ ณ สวนสัตว์บึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อยกระดับเศรษฐกิจเมืองรอง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กิจกรรมการท่องเที่ยวและการสื่อความหมายของสวนสัตว์บึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรีที่มีอยู่ปัจจุบัน และวางแนวทางการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวและการสื่อความหมายของสวนสัตว์บึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี การวิจัยในครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสำรวจ และการสัมภาษณ์เชิงลึก จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 10 คน ทั้งหมด 2 ครั้ง เพื่อมาวิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผลการศึกษาต่อไป ผลการศึกษาการวิจัย พบว่า การสำรวจด้านกิจกรรมของสวนสัตว์บึงฉวาก ประกอบไปด้วยกิจกรรมเดินชมสัตว์และให้อาหารสัตว์ กิจกรรมการอ่านป้ายข้อมูล กิจกรรมการชมนิทรรศการและสัตว์สตัฟฟ์ กิจกรรมชมวิวและถ่ายภาพ กิจกรรมตามเทศกาลต่าง ๆ และการทัศนศึกษาแบบหมู่คณะ ด้านการสื่อความหมาย ประกอบไปด้วยป้ายสื่อความหมายบริเวณกรงสัตว์ ป้ายแผนที่สวนสัตว์และป้ายบอกทางและสัญลักษณ์ต่าง ๆ สื่อดิจิทัลและรหัสคิวอาร์ (QR Code) เจ้าหน้าที่ประจำสวนสัตว์หรือวิทยากรบรรยาย และสื่อสิ่งพิมพ์ แนวทางการพัฒนาด้านกิจกรรมของสวนสัตว์บึงฉวาก ที่ควรทำมากที่สุด คือ พัฒนาการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยใช้สื่อโซเชียล ในส่วนของแนวทางการพัฒนาการสื่อความหมายของสวนสัตว์บึงฉวาก ประเด็นที่สำคัญที่ควรพัฒนา คือ การพัฒนาโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่นอกเหนือจากการคิวอาร์โค้ด เช่น การใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality: AR) หรือแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพา เพื่อช่วยสร้างความน่าสนใจและประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว
การพัฒนาวัสดุเปล่งแสงของแข็งจากแก้วอัลคาไลน์บอเรต
โครงการวิจัยนี้ประกอบไปด้วย การเตรียมแก้วอัลคาไลน์บอเรตที่เติมไอออนของ Dy3+ Tb3+ และ Eu3+ เพื่อพัฒนาเป็นวัสดุเปล่งแสงสีขาว แสงสีเขียว และแสงสีแดง ตามลำดับ โดยออกแบบสูตรและหาเงื่อนไขที่เหมาะสมในการเตรียมตัวอย่างแก้วแก้วอัลไลน์บอเรตด้วยวิธีหลอมและทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็ว พบว่าแก้วที่เจือ Dy2O3 Tb2O3 และ Eu2O3 มีค่าความหนาแน่น และปริมาตรเชิง โมลของแก้วเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของ Dy2O3 Tb2O3 และ Eu2O3 ที่มากขึ้น จากการวิเคราะห์สเปกตรัมการดูดกลืนแสง สเปกตรัมการถูกกระตุ้น และสเปกตรัมการเปล่งแสง โดยแก้วมีการดูดกลืนแสงในช่วงแสงที่ตามองเห็นไปจนถึงช่วงใกล้อินฟราเรด ช่วงความยาวคลื่นแสง 386 นาโนเมตร สามารถไปกระตุ้น Dy3+ แล้วทำให้เกิดการเปล่งแสงความยาวคลื่น 574 นาโนเมตร ออกมาได้เข้มที่สุด คือ ร้อยละ 0.5 โดยโมล เมื่อแก้วถูกกระตุ้นด้วยความยาวคลื่น 386 นาโนเมตร แก้วจะเกิดการเปล่งแสงในช่วงสีขาวออกมา ในส่วนช่วงความยาวคลื่นแสง 227 และ 377 นาโนเมตร สามารถไปกระตุ้นแก้วที่เจือด้วย Tb3+ แล้วทำให้เกิดการเปล่งแสงความยาวคลื่น 544 นาโนเมตร ออกมาได้เข้มที่สุด คือ ร้อยละ 4 โดยโมล เห็นได้ว่าแก้วเจือด้วย Tb2O3 ถูกกระตุ้นด้วยความยาวคลื่น 227 และ 377 นาโนเมตร แก้วจะเกิดการเปล่งแสงในช่วงสีเหลือง-เขียวออกมา ค่าเวลาการสลายตัวของแก้ว มีค่าลดลงตามความเข้มข้นของ Tb2O3 ที่เพิ่มขึ้น ในอีกทางหนึ่งช่วงแสงความยาวคลื่น 394 นาโนเมตร สามารถไปกระตุ้นแก้วที่เจือด้วย Eu3+ แล้วทำให้เกิดการเปล่งแสงความยาวคลื่น 613 นาโนเมตรได้พบว่ามีเข้มที่สุด คือร้อยละ 3.0 โดยโมล แก้ว Eu2O3 ถูกกระตุ้นด้วยความยาวคลื่น 394 นาโนเมตร แก้วจะเกิดการเปล่งแสงในช่วงสีแดง-ส้มออกมา ทำให้ระบุได้ว่าแก้วชนิดนี้มีศักยภาพที่น่าสนใจต่อการนำไปศึกษาพัฒนา การค้นพบนี้ตอกย้ำศักยภาพที่เป็นไปได้ของสูตรแก้วนี้สำหรับการตรวจสอบและพัฒนาต่อไปในฐานะตัวกลางเลเซอร์ที่เป็นของแข็ง นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นวัสดุทดแทนการเปล่งแสงสำหรับแอลอีดีได้
การวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมทรัพยากรพืชในท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
โครงการวิจัยย่อยเรื่องที่ 1 การสำรวจพืชวงศ์ Podostemaceae ในครั้งนี้พบพืชเพิ่มขึ้นอีก 3 สกุล และ 5 ชนิด จากเดิม 1 สกุล 1 ชนิด (Dalzellia kailarsenii) รวมพืชทั้งหมดที่พบในจังหวัดชัยภูมิ เป็น 4 สกุล 6 ชนิด ผลการศึกษาทางสัณฐานวิทยาและระดับโมเลกุลจำแนกพืชออกเป็นวงศ์ย่อย Tristichoideae มี 2 สกุล 2 ชนิด ประกอบด้วย Dalzellia และTerniopsis สกุลละชนิด และวงศ์ย่อย Podostemoideae มี 2 สกุล 4 ชนิด ประกอบด้วย Cladopus 1 ชนิด และ Polypleurum 3 ชนิด ชนิดพืชที่พบทั้งหมดในจังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ D. kailarsenii, Terniopsis chanthaburiensis, Cladopus taiensis, Polypleurum longicaule, P. prachinburiense และ P. wallichii จากพืชทั้งหมดพบว่า C. taiensis มีการกระจายพันธุ์ในประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว P. wallichii มีการกระจายพันธุ์ในประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อินเดีย กัมพูชา และเมียนมาร์ ส่วนชนิดอื่นที่เหลือเป็นเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทยการพิจารณาสถานะการอนุรักษ์พืช พบว่า P. prachinburiense อยู่ในกลุ่มมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ โครงการวิจัยย่อยเรื่องที่ 2 การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของ Dalzellia kailarsenii และ Polypluerum wallichii ในลำน้ำสะพุงเหนือ บริเวณแก่งพื้นที่ศูนย์พิทักษ์ป่าภูเขียวที่ 5 สะพุงเหนือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวจังหวัดชัยภูมิ เก็บข้อมูลในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2566 โดยเฉลี่ยมีความลึกของน้ำ 59 cm อุณหภูมิน้ำ 27.2 ºC ความเป็นกรดด่าง 6.8 สภาพนำไฟฟ้า 24.5 S/cm ความเค็ม 11.4 ppm และออกซิเจนที่ละลายในน้ำ 14.8 mg/L เป็นการบ่งชี้คุณภาพน้ำที่แหล่งอาศัยของพืชสองชนิดนี้ การครอบครองพื้นที่การเจริญเติบโตเกาะติดอยู่บนหินแต่ละก้อน พบว่า D. kailarsenii มีพื้นที่การครอบครอง 27.44 % ในขณะที่ P. wallichii มีพื้นที่การครอบครอง 77.56 % ซึ่งมากกว่า D. kailarsenii อาจเป็นเพราะปัจจัยทางนิเวศวิทยามีอิทธิพลต่อการกำหนดประชากร หรือจำกัดพื้นที่อาศัยของพืชสองชนิดนี้ยังไม่แน่ชัด จำเป็นต้องมีการศึกษาต่อไป โครงการวิจัยย่อยเรื่องที่ 3 งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานวัตกรรมการยับยั้งการงอกและการเจริญเติบโตของวัชพืช ของพืชในท้องถิ่น 2 ชนิดคือ ผลของ Dipterocarpus alatus และใบของ Uvaria hirsuta นำมาสกัดด้วย ตัวทำละลายอินทรีย์ และนำสารสกัดที่ได้ไปทดสอบการยับยั้งความยาวราก การยับยั้งความยาวลำต้น การยับยั้งน้ำหนักเปียก และการยับยั้งน้ำหนักแห้งของ Mimosa pudica ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ความแปรปรวนตามแผนการทดลองแบบ Complete Randomized Design, CRD และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างทรีทเมนท์โดยวิธี Least significant difference (LSD) ที่ระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 99 เปอร์เซ็นต์ และ ศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากใบของ Litsea glutinosa โดยนำไปทดสอบประเภทของพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1. สารสกัดจากผลของ D. alatus ที่มีความเข้นข้น 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm สามารถยับยั้งการยับยั้งการงอกและการเจริญเติบโตของ M. pudica ได้ในระดับที่แตกต่างกัน เมื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนของค่าเฉลี่ยของความยาวราก ความยาวลำต้น น้ำหนักเปียก และ น้ำหนักแห้งของ M. pudicaที่ได้จากการทดสอบการยับยั้งการเจริญเติบโตด้วยสารสกัดจาก D. alatus ที่มีความเข้นข้นระดับ 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm และ ชุดควบคุม (control) พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2. สารสกัดจากใบของ U. hirsuta ที่มีความเข้นข้น 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm สามารถยับยั้งการยับยั้งการงอกและการเจริญเติบโตของ M. pudica ได้ในระดับที่แตกต่างกัน เ เมื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนของค่าเฉลี่ยของความยาวราก ความยาวลำต้น น้ำหนักเปียก และ น้ำหนักแห้งของ M. pudica ที่ได้จากการทดสอบการยับยั้งการเจริญเติบโตด้วยสารสกัดจาก D. alatus ที่มีความเข้นข้นระดับ 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm และ ชุดควบคุม (control) พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. การทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากใบ L. glutinosa ด้วยการทดสอบการลดปริมาณของ 1,1-diphenl-2-picrylhydrazyl (DPPH) และ การทดสอบปริมาณสารประกอบฟีนอลพบว่าสารสกัดจากใบของ L. glutinosa ด้วย เมทานอล มีค่า EC50 และ Total Phenolic สูงสุด
การวิจัยวัสดุฐานชีวภาพเพื่อการยกระบบเศรษฐกิจสีเขียว
ชุดโครงการวิจัยนี้มีเป้าหมายในการวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าของวัสดุชีวภาพด้วยองค์ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ โดยชุดโครงการนี้มี 3 โครงการวิจัยย่อยดังนี้ โครงการวิจัยย่อยที่ 1 แกรนูลคอมโพสิตโครงสร้างระดับนาโนของแคลเซียมฟอสเฟต (CP) พอลิเอทิลีนไดออกซิไธออฟิน-พอลิสไตรีนซัลโฟเนท (PEDOT:PSS) และซิงค์เฟอร์ไรท์ (ZnFe2O4) สามารถเตรียมได้จากกระบวนการผสมเชิงกล การอัดแกนเดี่ยว และการเผาซินเทอริงแบบปราศจากแรงดัน สัณฐานวิทยาของแกรนูลคอมโพสิต CP-PEDOT-PSS-ZnFe2O4 มีขนาดเกรนหลักอยู่ในระดับ นาโนเมตรและมีโครงสร้างแบบรูพรุน และจากการปรับปรุงทั้งสมบัติแม่เหล็กของแกรนูล CP ด้วย ZnFe2O4 และ การปรับปรุงสมบัติไฟฟ้าของแกรนูล CP ด้วย PEDOT:PSS บ่งชี้ได้ว่าสามารถเหนี่ยวนำการยึดเกาะของเซลล์ การเพิ่มจำนวนของเซลล์ และการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ได้ดีขึ้น โครงการวิจัยย่อยที่ 2 งานวิจัยนี้เป็นการสังเคราะห์ซิลิกาจากขี้เถ้าแกลบผ่านกระบวนการ แคลไซน์ (Silica CP) และทำการประดิษฐ์แก้วเซรามิกลิเทียมไดซิลิเกตที่ใช้ซิลิกาที่สังเคราะห์จากขี้เถ้าแกลบผ่านกระบวนการแคลไซน์ (CPGC) และซิลิกาจากสารเคมีเกรดวิเคราะห์ (AGGC) เป็นสารตั้งต้น ด้วยวิธีการหลอมแล้วตกผลึกลงในแก้วชิ้นงาน AGGC มีความโปร่งแสงเล็กน้อย และชิ้นงาน CPGC มีความทึบแสง ชิ้นงาน CPGC ที่มีสมบัติเชิงกลต่ำกว่าชิ้นงาน AGGC สืบเนื่องมาจาก CPGC สังเคราะห์จาก Silica CP มีความบริสุทธิ์ต่ำ ชิ้นงาน CPGC มีรูพรุนสูงและมีความเสถียรต่ำกว่าชิ้นงาน AGGC จึงส่งผลให้สมบัติเชิงกลต่ำกว่า แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบสมบัติเชิงกลของแก้วเซรามิก ทางทันตกรรมประเภทอื่นๆ ยังสามารถเทียบเท่าได้ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถประดิษฐ์ แก้วเซรามิกทางทันตกรรมลิเทียมไดซิลิเกต โดยใช้ซิลิกาที่สังเคราะห์จากขี้เถ้าแกลบเป็นสารตั้งต้นได้ โครงการวิจัยย่อยที่ 3 การศึกษาการพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพปุ๋ยชีวภาพอัดแผ่นจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจากวัสดุพืชเศรษฐกิจ 3 ชนิด ได้แก่ฟางข้าว ทะลายปาล์มน้ำมัน และขุยมะพร้าว โดยผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราส่วนสูงสุดที่ 30% พบว่าสามารถนำมาขึ้นรูปเป็นแผ่นด้วยวิธีการอัด ไฮดรอลิก การทำแผ่นด้วยกระบวนการอบร้อนซึ่งจะได้ขนาดใกล้เคียงกับแม่พิมพ์ และผลจากการจำลองการรดน้ำด้วยน้ำผสมจุลินทรีย์ชีวภาพทำให้เห็นว่าแผ่นปุ๋ยการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และแผ่นปุ๋ย ที่ได้จากกระบวนการอบสามารถคงสภาพได้ดีเมื่อครบ 14 วันของการทดลอง ในขณะที่แผ่นปุ๋ยแบบอัดจากเยื่อฟางข้าวนั้นมีการเสื่อมจากการพองน้ำมากที่สุดซึ่งสังเกตเห็นรอยแตกของแผ่นชิ้นงานได้ตั้งแต่วันที่ 7 ของการทดลอง