จำนวนงานวิจัย ( 25 )
ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มคีเฟอร์เพื่อสุขภาพจากสมุนไพรไทย
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มคีเฟอร์เพื่อสุขภาพจากสมุนไพรไทย ได้ทำการคัดเลือกสมุนไพร 3 ชนิด สำหรับผลิตคีเฟอร์น้ำ ได้แก่ คีเฟอร์ขิง คีเฟอร์กระชาย และคีเฟอร์มะขามป้อม ผลการศึกษาพบว่าการใช้สมุนไพรรูปแบบสด เหมาะมากกว่าสมุนไพรแบบแห้งและแบบเชื่อมแห้ง การใช้หัวเชื้อจากเม็ดคีเฟอร์น้ำแบบสดมีประสิทธิภาพในการหมักได้ดีกว่าหัวเชื้อคีเฟอร์แบบแห้ง โดยเกิดกระบวนการหมักได้เร็วกว่าและเชื้อมีการเจริญเติบโตที่ดี ผลการศึกษาสูตรและกรรมวิธีในการผลิตคีเฟอร์จากสมุนไพรที่ใช้ระยะเวลาในการหมัก 21 และ 24 ชั่วโมง เหมาะสมสำหรับการหมัก คีเฟอร์ ทั้ง 3 ชนิด ผลการศึกษาค่าความเป็นกรด-ด่างและปริมาณน้ำตาลเริ่มต้นในสูตรการหมัก คีเฟอร์ที่ร้อยละ 15 ช่วยให้คีเฟอร์มีรสชาติที่เหมาะสมมากขึ้น ระดับ pH เริ่มต้นที่เหมาะสมในการหมักคีเฟอร์จากสมุนไพรอยู่ที่ pH 2.5 ปริมาณแอลกอฮอล์ร้อยละ 0.45 ปริมาณกรดแลคติก ร้อยละ0.13 ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) เท่ากับ 2.35 ของแข็งที่ละลายในน้ำ เท่ากับ 10.83 องศาบริกซ์ และปริมาณแอนโทไซยานิน เท่ากับ 2.36±0.03 mg/L ผลการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มคีเฟอร์จากสมุนไพร ที่เก็บเป็นระยะเวลา 12 วัน 4 องศาเซลเซียส พบว่าค่าสีมีแนวโน้มเข้มขึ้น โดยค่าความสว่าง (L*), ปริมาณกรดทั้งหมด ปริมาณแอลกอฮอล์ และปริมาณแอนโทไซยานินมีแนวโน้มลดลงตามลำดับ ค่าของแข็งที่ละลายในน้ำมีค่าคงที่ ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ไม่มีความแตกต่างกัน ปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมดของวันที่ 0 และ 12 มีค่าเท่ากันคือ 6.70x106 CFU/g ปริมาณยีสต์-ราในวันที่ 0 มีค่ามากกว่าวันที่ 12 คือ 2.33x106 CFU/g และ 2.00x106 CFU/g ตามลำดับ และปริมาณแบคทีเรียโคลิฟอร์ม มีค่าน้อยกว่า 3 MPN/g ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานของประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ผลิตภัณฑ์อาหารเช้าพร้อมบริโภคในบรรจุภัณฑ์ปิดสนิทสำหรับผู้สูงอายุ
การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเช้าพร้อมบริโภคในบรรจุภัณฑ์ปิดสนิทสำหรับผู้สูงอายุเพื่อพัฒนาสูตรอาหารเช้าที่มีไข่ขาวเป็นองค์ประกอบหลักให้มีรสชาติและลักษณะที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ จำนวน 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ โจ๊กไข่ขาว ซุปไข่ขาวอกไก่ และซุปไข่ขาวผัก ผลการพัฒนาแต่ละผลิตภัณฑ์มีไข่ขาวร้อยละ 30 ร้อยละ 14 และร้อยละ 13 ตามลำดับ เพื่อให้ทุกผลิตภัณฑ์มีโปรตีนคุณภาพจากไข่ขาว ซุปไข่ขาวอกไก่เพิ่มโปรตีนจากอกไก่ที่มีไขมันต่ำ ซุปไข่ขาวผักมีโปรตีนจากไข่ขาวและใยอาหารจากผักเป็นสูตรที่ไม่มีเนื้อสัตว์และไขมันต่ำ ผลการศึกษากระบวนการฆ่าเชื้อที่เหมาะสมสำหรับอาหารเช้าพร้อมบริโภคที่บรรจุในถุงรีทอร์ทเพ้าช์แบบก้นตั้ง ขนาด 120 x 200 x 35 mm น้ำหนักบรรจุ 200 กรัม ฆ่าเชื้อที่ความร้อนสูงด้วยเครื่อง water spray retort ที่อุณหภูมิ 115 °ซ เป็นเวลา 35 นาที ผลการศึกษาการแทรกผ่านความร้อนของผลิตภัณฑ์ คำนวณค่า F0 มีค่าเท่ากับ 6.01 6.56 และ 6.22 นาที ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 355 (กระทรวงสาธารณสุข, 2556) ภายหลังการผ่านความร้อนสูง ค่าสีของทุกผลิตภัณฑ์มีสีเข้มขึ้น (ค่า L* ลดลง และมีค่า a* และb* สูงขึ้น) ความข้นหนืดลดลง ความคงตัวของทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ไหลได้เร็วขึ้น ผลการทดสอบทางประสาทสัมผัสของทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ มีแนวโน้มได้รับคะแนนความชอบสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ผ่านการให้ความร้อนสูง ยกเว้นด้านกลิ่นไข่และรสชาติไข่ของผลิตภัณฑ์ที่ผ่านความร้อนสูงมีคะแนนความชอบลดลง (p<0.05) ผลการทดสอบคุณภาพทางจุลินทรีย์ (Sterility test) ได้แก่ ปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมด Flat sour bacteria ชนิด Thermophile และ Mesophile, Thermophilic anaerobes, mesophilic anaerobes ของทุกผลิตภัณฑ์ผ่านเกณฑ์ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท คุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์โจ๊กไข่ขาว ซุปไข่ขาวอกไก่ และซุปไข่ขาวผัก มีโปรตีนร้อยละ 22.3 22.0 และ 18.2 ตามลำดับ มีไขมันต่ำเพียงร้อยละ0.2 ซุปไข่ขาวผักมีใยอาหารร้อยละ 4.8 ซึ่งทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์มีโปรตีนสูงและไขมันต่ำ เป็นคุณสมบัติที่สอดคล้องกับความต้องการทางโภชนาการของผู้สูงอายุ อีกทั้งมีลักษณะข้น ย่อยง่าย รับประทานง่าย สะดวกสำหรับผู้สูงอายุและยังเหมาะสมสำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่รักสุขภาพอีกด้วย
การพัฒนาสำรับอาหารพื้นถิ่นบนฐานนวัตกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตำบลยางน้ำกลัดเหนือจังหวัดเพชรบุรีเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอาหาร
อาหารพื้นถิ่นเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์สูตรต้นตำรับจากรุ่นสู่รุ่น อาศัยธรรมชาติรอบตัวและการปรุงแต่งอย่างเรียบง่าย ถือเป็นองค์ประกอบหลักของกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีวิทยาแบบปรากฏการณ์วิทยา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจวัตถุดิบท้องถิ่นที่ใช้ในการประกอบอาหารพื้นถิ่นตำบลยางน้ำกลัดเหนือ 2) ศึกษาอาหารพื้นถิ่นชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงนำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์อาหารตำบลยางน้ำกลัดเหนือ 3) พัฒนาตำรับมาตรฐานสำรับอาหารพื้นถิ่นชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตำบลยางน้ำกลัดเหนือ ผู้ให้ข้อมูลหลักในการสัมภาษณ์เชิงลึกการสำรวจวัตถุดิบ ศึกษาตำรับอาหารพื้นถิ่น และสนทนากลุ่ม จำนวน 20 คน 10 คน และ 22 คนตามลำดับ โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึก แบบบันทึกตำรับอาหาร และแบบประเมินความเหมาะสมของสำรับอาหาร รวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การสนทนากลุ่ม และรวบรวมข้อมูลความเหมาะสมของสำรับอาหารจากผู้ร่วมสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์แก่นสาระ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) วัตถุดิบท้องถิ่นที่ใช้ในการประกอบอาหารพื้นถิ่น เป็นองค์ประกอบมื้ออาหารที่แสดงสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติ การแบ่งบทบาททางสังคม และภูมิปัญญาด้านสุขภาพของชุมชน การเปลี่ยนแปลงความหมายและแหล่งที่มาของวัตถุดิบสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของชุมชนท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนไป ขณะเดียวกันยังเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาเมนูและสำรับอาหารพื้นถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารในอนาคต สมัยก่อน ชาวบ้านพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ทั้งจากป่า เขา และลำห้วย ขณะที่ปัจจุบันผสมผสานระหว่างการหาวัตถุดิบในพื้นที่ การเพาะปลูกพืชผักสวนครัว การเลี้ยงสัตว์เอง และการซื้อหาจากตลาด โดยวัตถุดิบสำคัญของพื้นที่ คือ พริกกะเหรี่ยง พริกพราน กะปิปลา หวาย และเห็ดโคน 2) ตำรับอาหารพื้นถิ่น สร้างสรรค์จากวัตถุดิบท้องถิ่นในรูปแบบตำรับอาหาร 16 รายการ จากภูมิปัญญาหมู่บ้านห้วยเกษม 8 รายการ ได้แก่ แกงยอดหวาย แกงหยวกกล้วยไก่บ้านใส่ข้าวคั่ว แกงหน่อไม้ดองไก่บ้านใส่ข้าวคั่ว ตำใบบอน น้ำพริกกะทิ ขนมมีสิ ขนมข้าวฟ่าง และภูมิปัญญาหมู่บ้านลิ้นช้าง 8 รายการ ได้แก่ แกงฟักทองเนื้อย่าง แกงกล้วยใส่ปลาย่างและข้าวเบือ น้ำยาขนมจีนกะเหรี่ยง ผัดเผ็ดกระรอกใส่ใบขมิ้น ส้มตำกะเหรี่ยง น้ำพริกกะเหรี่ยง ขนมข้าวเหนียวคลุกมะพร้าว และ ขนมบัวลอยกะเหรี่ยง แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ อาหารคาว 11 รายการ อาหารว่าง 1 รายการ และอาหารหวาน 4 รายการ และแบ่งตามประเภทการประกอบ 6 ประเภท ได้แก่ ประเภทแกง 6 รายการ ประเภทตำ 4 รายการ ประเภทต้ม 3 ประเภทผัด 1 รายการ ประเภทกวน 1 รายการ และประเภทนึ่ง 1 รายการ 3) สำรับอาหารพื้นถิ่น มี 5 สำรับ สำรับที่ 1: สำรับจากป่าหวาย หอมควันไฟใต้ถุนบ้าน สำรับที่ 2: สำรับรสไทยสายป่าห้วยเกษม สำรับที่ 3: สำรับรสจากฟืนไฟ ปลายครัวลิ้นช้าง สำรับที่ 4: สำรับกลิ่นไม้ป่า บ้านปลายเขา และสำรับที่ 5: สำรับเส้นสายวิถีกะเหรี่ยง ผลประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม พบว่า สำรับอาหารทั้งจากบ้านห้วยเกษมและบ้านลิ้นมีความเหมาะสมในระดับมากถึงมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.09–4.63) โดยมีจุดเด่นด้านรสชาติอาหาร ซึ่งได้คะแนนสูงสุดทั้งสองพื้นที่ (ค่าเฉลี่ย 4.48–4.77) สำหรับความเป็นเอกลักษณ์และภูมิปัญญา มีค่าเฉลี่ยสูง (4.26–4.53) ความน่าสนใจเชิงท่องเที่ยวอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.24–4.55) ในขณะที่ผลการประเมินแสดงถึงข้อจำกัดเรื่องการประยุกต์ใช้ภาชนะ/วัสดุจากท้องถิ่นในการจัดสำรับ ซึ่งได้คะแนนต่ำที่สุดทุกสำรับ (ค่าเฉลี่ย 3.64–3.86) และการนำเสนอ แม้อยู่ในระดับมาก แต่ได้คะแนนต่ำสุดเมื่อเทียบกับด้านอื่น ๆ (ค่าเฉลี่ย 4.09–4.45) สรุปได้ว่า อาหารพื้นถิ่นชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตำบลยางน้ำกลัดเหนือเป็นอาหารเพื่อเลี้ยงชีพ มีทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ หากเสริมด้านการนำเสนอ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด จะทำให้อาหารพื้นถิ่นมีคุณค่ามากขึ้นและยั่งยืนในอนาคต งานวิจัยนี้ มีข้อเสนอแนะให้ จัดทำคู่มือวัตถุดิบและภูมิปัญญาอาหารกะเหรี่ยง เผยแพร่แก่นักท่องเที่ยวและประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนท้องถิ่น จัดทำแนวทางพัฒนาอาหารพื้นถิ่นสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร โดยใช้จุดแข็งด้านรสชาติอาหารและภูมิปัญญาเป็นจุดขายหลัก ละแให้ความรู้การนำเสนอสำรับอาหาร โดยออกแบบภาชนะและบรรจุภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่นที่เชื่อมการจัดสำรับกับเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมของอาหาร
การตลาดดิจิทัลและการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหารชุมชน เทศบาลเมืองเพชรบุรี
เพชรบุรี เป็นเมืองแห่งอาหารและการท่องเที่ยว ชุมชนมีศักยภาพในการผลิตอาหารโดยใช้วัตถุดิบ ท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ขาดการต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างอาชีพ งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยแบบ ผสานวิธีแบบเชิงสำรวจเป็นลำดับ เริ่มด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา ด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม และการวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยการประเมินความเหมาะสมของต้นแบบบรรจุภัณฑ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนา บรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร และ 2) พัฒนาการตลาดดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารของชุมชนเทศบาลเมือง เพชรบุรี ผู้ให้ข้อมูลในการในการสนทนากลุ่ม เพื่อสรุปแนวคิดการออกแบบ การประเมินแบบร่างบรรจุภัณฑ์ และประเมินผลการตลาดดิจิทัล เป็นสมาชิกกลุ่มชุมชนไร่รอ กลุ่มชุมชนพระนครคีรี และผู้ทรงคุณวุฒิด้าน อาหารและบรรจุภัณฑ์ 27 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่างประเมินความเหมาะสมของ ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ คือ ผู้บริโภคที่เข้าชมและซื้อผลิตภัณฑ์ของชุมชนไร่รอและชุมชนพระนครคีรี 104 คน โดย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลการตลาด แบบประเมิน แบบร่างบรรจุภัณฑ์ แบบประเมินต้นแบบบรรจุภัณฑ์ และแบบประเมินผลการตลาดดิจิทัล รวบรวมข้อมูลด้วย การสนทนากลุ่มและการสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ต้นแบบบรรจุภัณฑ์กรอบเค็มน้ำตาลโตนดทั้ง 2 รูปแบบ มีความเหมาะสมใน ระดับมากทั้งภาพรวม รายด้าน และรายข้อ โดยความเหมาะสมในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.37 และ 4.18 ส่วนต้นแบบบรรจุภัณฑ์เกล็ดกะโห้น้ำตาลโตนดทั้ง 2 รูปแบบ มีความเหมาะสมในระดับมากทั้งภาพรวม และ รายด้าน ส่วนรายข้อมีความเหมาะสมในระดับมากและมากที่สุด โดยความเหมาะสมในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.37 และ 4.32 ตามลำดับ 2) ผลการประเมินการตลาดดิจิทัล พบว่า (1) รูปแบบการตลาดดิจิทัล เลือกใช้รูปแบบการตลาดดิจิทัลแบบผสมระหว่างการตลาดออฟไลน์และออนไลน์ เน้นจุดเด่นในการใช้เรื่องราว วัตถุดิบท้องถิ่น คือน้ำตาลโตนด เป็นหลักในการสื่อสาร สร้างการรับรู้การเป็นขนมท้องถิ่นแท้ การสร้าง ภาพลักษณ์เป็นของฝากเชิงวัฒนธรรม เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวพระนครคีรี ทำให้สินค้ามีมูลค่าทางวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ (2) สื่อดิจิทัล ได้แนวคิดสืบเนื่องจากเพชรบุรีได้รับการคัดเลือกเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ด้านอาหารของยูเนสโก ประจำปี พ.ศ. 2564 และจากวัตถุดิบสำคัญ ได้แก่ รสหวานจากน้ำตาลโตนด ผนวก กับภูมิปัญญาการทำอาหารของชุมชนไร่รอ เรื่อง กรอบเค็มน้ำตาลโตนด และภูมิปัญญาการทำอาหารของ ชุมชนพระนครคีรี เรื่อง เกล็ดกะโห้น้ำตาลโตนด (3) ผลการใช้รูปแบบการตลาดดิจิทัล พบว่า รูปแบบ การตลาดดิจิทัลมีความเหมาะสมมากเนื่องจากเป็นรูปแบบที่สร้างขึ้นจากการมีส่วนร่วมของชุมชน และผู้วิจัย ซึ่งได้ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นและข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาเป็นอย่างดี (4) ชุมชนพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการตลาดดิจิทัลแบบผสมมาก เนื่องจากมีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน แบ่งเป็น 2 รูปแบบย่อย คือ แบบออฟไลน์และ แบบออนไลน์ โดยเฉพาะแบบออฟไลน์ เป็นสิ่งที่ชุมชนสามารถปฏิบัติตามได้ทันที ส่วนการตลาดแบบออนไลน์ อาจต้องเป็นการใช้จริงในอนาคตที่ชุมชนมีความรู้และทักษะด้านนี้เพิ่มขึ้นแล้ว หรืออาจมีลูกหลานบางรายมา ช่วยเหลือดำเนินการ งานวิจัยนี้ มีข้อเสนอแนะให้จัดทำคู่มือมาตรฐานบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ขนมกรอบเค็มน้ำตาล โตนดและขนมเกล็ดกะโห้น้ำตาลโตนด จัดอบรมให้สมาชิกชุมชนสามารถปรับและออกแบบบรรจุภัณฑ์ได้ด้วย ตนเอง เชื่อมโยงเรื่องราวชุมชนกับบรรจุภัณฑ์และการตลาด รวมทั้งการยกระดับการตลาดดิจิทัล ทั้งนี้ เพื่อ เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ เพิ่มรายได้ของชุมชน รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านผลิตภัณฑ์ของฝาก ที่มีคุณภาพ
พฤติกรรมผู้บริโภคอาหารคลีนที่มีอิทธิพล ต่อความต้องการในการแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบผลกล้วย
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษากลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทำมาจากกล้วย 2. เพื่อศึกษากลยุทธ์การพัฒนา ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าและ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทำมาจากกล้วย 3. เพื่อศึกษากลยุทธ์ระดับผลิตภัณฑ์ที่มี ผลต่อการเพิ่มมูลค่าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ ทำมาจากกล้วย โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาจำนวน 400 คนพบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 226 คน คิดเป็นร้อยละ 46.50 ในช่วงอายุ 26-35ปี จำนวน 220 คน ร้อยละ 55 ส่วนใหญ่มีสถานะภาพโสด 234 คน คิดเป็นร้อยละ 58.50 ระดับการศึกษา 220 คน คิดเป็นร้อยละ 55 ส่วนใหญ่มีอาชีพพนักงานบริษัท 194 คน ร้อยละ 48.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่วนใหญ่ 10,001 – 20,000 บาท 178 คน คิดเป็นร้อยละ 44.50 ทั้งหมดอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและรู้จักผลิตภัณฑ์ Banana Shake การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทดสอบสมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความสัมพันธ์และพยากรณ์ผลกระทบของตัวแปรอิสระต่อตัวแปรตาม คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทำมาจากกล้วย (Banana Shake) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ (α) ที่ 0.05 หรือ 5% ผลการวิเคราะห์แสดงในตารางที่ 4.34 ผลการวิเคราะห์พบว่าตัวแปรอิสระทั้งหมดสามารถร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของตัวแปรตามได้ร้อยละ 64 (R2=0.64) ซึ่งแสดงว่าแบบจำลองมีความสามารถในการอธิบายที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยระดับผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากกล้วย (Banana Shake) เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากกล้วยมากที่สุด ด้วยค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยที่ไม่มาตรฐาน (b) เท่ากับ 0.55 และมีนัยสำคัญทางสถิติสูง (Sig.<0.001) รองลงมา คือ ปัจจัยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทำมาจากกล้วย (Banana Shake) โดยมีค่า b เท่ากับ 0.21 และมีนัยสำคัญทางสถิติสูงเช่นกัน (Sig.<0.001) ปัจจัยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากกล้วย (Banana Shake) มีค่า Sig. เท่ากับ 0.09 และค่า b เท่ากับ 0.09 ซึ่งไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ หรือมีผลกระทบที่น้อยต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากกล้วยในแบบจำลองนี้ คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ = 0.63 + (0.55) (ระดับผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากกล้วย) + (0.21) (การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทำมาจากกล้วย) ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาด้าน ระดับผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่างต่อเนื่องมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ Banana Shake ให้ดียิ่งขึ้น