จำนวนงานวิจัย ( 25 )
โครงการ การพัฒนาสมรรถนะและความเชี่ยวชาญของนวัตกรสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตความเที่ยงตรงสูงด้วยโปรแกรมการเรียนรู้แบบบูรณาการกับการปฏิบัติงานในอุตสาหกรรม 4.0
การพัฒนาสมรรถนะและความเชี่ยวชาญของนวัตกรสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตความเที่ยงตรงสูงด้วยโปรแกรมการเรียนรู้แบบบูรณาการกับการปฏิบัติงานในอุตสาหกรรม 4.0" มุ่งเน้นพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญ ของนักศึกษาและบุคลากรในอุตสาหกรรมการผลิต โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 7 โครงการย่อยดังนี้: 1. โครงการย่อยที่ 1: พัฒนาโมดูลการเรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษ การสื่อสาร ทักษะการดำรงชีวิต และการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน รวมถึงคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีประยุกต์ในวิศวกรรมศาสตร์ มีเป้าหมายในการ พัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้สอนจริงในภาคอุตสาหกรรม ผลลัพธ์คือ E-Book ที่ได้นำเสนอผ่านการประชุมวิชาการระดับชาติ 2. โครงการย่อยที่ 2: มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบผลิตอัตโนมัติที่ใช้ในอุตสาหกรรม 4.0 ส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรมีความสามารถในการปรับใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ใน สายการผลิตจริง ผลลัพธ์คือบทความวิจัยที่เผยแพร่ความรู้ที่พัฒนาขึ้น 3. โครงการย่อยที่ 3: เน้นการพัฒนาโมดูลด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางวิศวกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีการสร้างต้นแบบอุปกรณ์การเรียนการสอนและนำโมดูลไปใช้ในห้องเรียนจริง ผลลัพธ์เผยแพร่ผ่านบทความวิจัยที่นำเสนอในการประชุมวิชาการระดับชาติ 4. โครงการย่อยที่ 4: มุ่งเน้นการพัฒนาโมดูลด้านการจัดการพลังงานและการลดของเสียในกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม 4.0 โดยผลลัพธ์คือบทความวิจัยที่นำเสนอองค์ความรู้ด้านการจัดการพลังงานและของเสีย อย่างมีประสิทธิภาพ 5. โครงการย่อยที่ 5: พัฒนาโมดูลด้านผลิตภาพสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรม 4.0 โดยนักศึกษาได้ร่วมวางแผนจัดทำสื่อดิจิจิทัล ส่งผลให้เกิดผลงานวิจัยและปริญญานิพนธ์ รวมถึงสื่อการเรียนรู้ ดิจิทัลที่เผยแพร่บน YoนTube และนำเสนอผลงานในที่ประชุมวิชาการ โครงการย่อยที่ 6: มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารคุณภาพผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรม 4.0 โดยมีการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ด้านวิศวกรรมการผลิต ซึ่งเผยแพร่ผ่านทความวิจัยในที่ประชุม วิชาการ 7. โครงการย่อยที่ 7:เน้นการพัฒนาและบริหารโครงการด้วนวิศวกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืงยืน ส่งเสริมการวางแผนและบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์คือบทความที่นำเสนอในงานประชุม วิศวกรรมอุตสาหการ ครั้งที่ 41 โครงการนี้ได้รับงบประมาณทั้งหมด 655,985 บาท มีเป้าหมายในการเสริมสร้างทักษะและความเชี่ยวชาญของนักศึกษาและบุคลากรในอุตสาหกรรมการผลิตความเที่ยงตรงสูง พร้อมกับสร้างเครือข่ายความ ร่วมมือในระดับประเทศ.
การประเมินวัฏจักรชีวิตสำหรับการตัดสินใจเกี่ยวกับตัวเลือกการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้ว
เมื่อการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากแบตเตอรี่ EV โดยเฉพาะในช่วงสิ้นสุดอายุการใช้งาน (EOL) จึงเป็นสิ่งสำคัญ งานวิจัยนี้นำเสนอการประเมินวัฏจักร ชีวิต (LCA) อย่างครอบคลุม โดยเปรียบเทียบกลยุทธ์การจัดการแบตเตอรี่สองแบบในช่วงสิ้นสุดการใช้งาน ได้แก่ (1) การรีไซเคิลทันที และ (2) การนำกลับมาใช้ใหม่เป็นเวลา 10 ปี แล้วจึงรึไซเคิล การวิเคราะห์ครอบคลุมตลอดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ โดยใช้ข้อมูลเฉพาะในบริบทจากวิสาหกิจชุมชนส่งออกผลไม้ของไทย และแหล่งที่มาของการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยภายใต้สามสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าขั้นตอนการผลิตแบตเตอรี่และการใช้งานครั้งแรกในยานยนต์ไฟฟ้ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด สำหรับการวิเคราะห์ความอ่อนไหวในช่วงการใช้งานครั้งที่สองของแบตเตอรี่ พบว่าการเสื่อมของความจุและเปอร์เซ็นต์เซลล์แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อการประหยัดพลังงานโดยรวมหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหากมีการชดเชยความจุที่สูญเสียไปด้วยการเพิ่มจำนวนแบตเตอรีที่นำกลับมาใช้ใหม่ ในบรรดาทุกสถานการณ์ กลยุทธ์การนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ก่อนการรึไซเคิลภายใต้นโยบาย 30@2030 เป็นทางเลือกที่ยั่งยืนที่สุดโดยพิจารณาจากปัจจัยผลกระทบทั้งสี่ร่วมกัน ได้แก่ ศักยภาพในการก่อภาวะโลกร้อน พิษต่อระบบนิเวศในน้ำจืด พิษที่ไม่ก่อมะเร็งต่อมนุษย์ และความขาดแคลนทรัพยากรแร่ แนวทางนี้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนและผลกระทบอื่น ๆ ต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลตลอด นอกจากนี้ในงานวิจัยนี้การประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ยังมีการให้น้ำหนักกับแต่ละหมวดผลกระทบตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือของการประเมิน ส่งผลให้งานวิจัยนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการแบตเตอรี่อย่างยั่งยืน สนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน และชี้แนะแนวทางแก่ผู้มีส่วนกี่ยวข้องในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำของประเทศไทย
การอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการออกแบบ ติดตั้ง และประยุกต์ใช้งานเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ แบบยั่งยืน สำหรับภาคครัวเรือน
การใช้พลังงานไฟฟ้าประเภทอยู่อาศัยมีความแปรผันตามระดับรายได้พื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นจะมีการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยรวมสูงกว่าพื้นที่ที่มีประชากรเบาบางเป็นผลมาจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความสะดวกในการคมนาคม การติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อใช้งานในบ้านอยู่อาศัยเป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายและยังสามารถใช้เทคโนโลยีปัจจุบันซึ่งเป็นสังคมดิจิทัลช่วยในการเข้าถึงข้อมูลส่วนที่เกี่ยวข้องได้สะดวก ในงานวิจัยนี้จึงนำเสนอในส่วนที่เป็นการเพิ่มทักษะของประชาชนทั่วไปให้ได้รับการฝึกปฏิบัติด้านการออกแบบ ติดตั้ง และประยุกต์ใช้งานเพื่อนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายของพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากระบบเซลล์แสงอาทิตย์ จากการทดลองจำนวน ๓ พื้นที่ มีการลดค่าพลังงานได้ ๑๘.๗๕% ๒๓.๔๕% และ และ ๒๓.๘๗% ตามลำดับพื้นพื้นที่ ซึ่งการติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ต้องอาศัยทักษะและต้องคำนึงถึงความปลอดภัย การเลือกใช้งานอุปกรณ์อย่างถูกต้องและได้มาตรฐาน เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสร้างเครื่องกำเนิดก๊าซโอโซนด้วยหลักการโคโรน่าดิสชาร์จเพื่อนำมาใช้ในการยืดอายุการเก็บรักษาผักและผลไม้
สำหรับประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมส่งออกกล้วยไม้ขนาดใหญ่เพื่อเป็นทางเลือกในการไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงศัตรูพืช โดยระบบที่สร้างนี้ต้องการนำไปประยุกต์ใช้ในขั้นตอนการรมสารเคมีก่อนส่งออกสินค้า ออกไปต่างประเทศจากเดิมที่ใช้สารเคมีชนิดเมทิลโบรไมด์ (Methyl Bromide) และฟอสฟิน (Phosphine) ในการรมแต่ปัจจุบันเมทิลโบรไมด์ถูกระบุว่าเป็นสารที่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศเป็นสาเหตุให้เกิดโลกร้อน และฟอสฟินเป็นสารเคมีที่ใช้ระยะเวลารมนานซึ่งไม่เหมาะที่จะใช้กับกล้วยไม้ ที่ผ่านมาได้มีผู้ ทำการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่ามีการนำโอโซน ไปกำจัดศัตรูพืชชนิดต่าง ๆ เพลี้ยไฟ และไรแดง ที่อาศัยอยู่ในกล้วยไม้ส่งออกแต่ระบบนั้นเป็นระบบขนาดเล็ก ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้นำเสนอเกี่ยวกับการนำโอโซนไปกำจัดแมลงในระบบขนาดใหญ่ ให้สามารถประยุกต์ใช้ในระบบอุตสาหกรรมได้โดยระบบผลิตโอโซนที่ออกแบบสร้างขึ้นนั้น สามารถสร้าง ความเข้มข้นโอโซนได้ 550 ในระยะเวลา 30 นาที ภายในห้องที่มีปริมาตร นำเทคโนโลยีเกี่ยวกับโอโซนมาประยุกต์ใช้สำหรับกำจัดศัตรูพืชที่อยู่ในอุตสาหกรรมส่งออกกล้วยไม้ในปัจจุบันและอนาคต งานวิจัยนี้นำเสนอการออกแบบสร้างเครื่องผลิตโอโซนความเข้มข้นสูง 30 ถึง 35 องศาเซลเซียส โดยระยะเวลาในการทำงานหมดของระบบ จะใช้เวลาอยู่ที่ 90 นาที ซึ่งใช้ กำลังไฟฟ้า 2,647 วัตต์ หลังจากการทดลองกล้วยไม้ไม่ได้รับผลกระทบจากการรมโอโซนและ ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างงานวิจัยนี้ จึงเป็นทางเลือกในการพัฒนา จากการทดลองนำแมลงศัตรูพืชในกล้วยไม้ชนิดเพลี้ยไฟและไรแดงไปทดลองรมโอโชนที่ระดับความเข้มข้น 550 ถึง 650 ppm ในระยะเวลา 60 นาที สามารถกำจัดแมลงศัตรูพืชทั้งสองชนิดนี้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยกำหนดค่าพารามิเตอร์ให้ระบบทำงาน ดังนี้กำหนดให้ใช้แรงดันไฟฟ้าที่จ่ายไปยังท่อผลิตโอโซน 3,600โวลต์ อัตราการไหลของอากาศที่ 60 ลิตร/นาที อัตราการไหลของออกซิเจนบริสุทธิ์ ที่ 5 ลิตร/นาที อุณหภูมิภายในห้องอยู่ในช่วง
การประยุกต์การใช้พลังงานแบบผสมผสานเพื่อบูรณาในชุมชนแบบยั่งยืน
โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำงานของเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ในการเพื่อในงานหมุนเวียนชนิดพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เพื่อจายไฟฟ้าให้กับปั๊มน้ำหอยโข่งเพื่อการเกษตรในพื้นที่ห่างไกลแทนการใช้น้ำมัน ในพื้นที่ชนบท สวน ไร่ของเกษตรกรเมื่อต้องการสูบน้ำเพื่อนำมาใช้ทำการเกษตรจะต้องใช้น้ำมันเพื่อใช้งานเครื่องสูบน้ำหรือปั๊มน้ำใช้แผงโซลาร์เซลล์ขนาด 150 วัตต์ จำนวน 2 แผง และใช้เครื่องสูบน้ำประเภทชักขนาด 2500 ลิตร ต่อชั่วโมง ได้ทำการทดลองที่จากการทดลองสรุปได้ว่า ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สามารถทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพในเวลาตั้งแต่ 10:00 น. ถึง 15:00 น. เฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง และได้อัตราการสูบเฉลี่ย 2,339 ลิตรต่อชั่วโมง ผลการทดลองพบว่าอุณหภูมิและเมฆไม่มีผล โดยตรงกับการทำงานของเครื่องสูบน้ำ แต่ความ เข้มของแสงแดดตั้งแต่ 400 วัตตต์ต่อตารางเมตร ถึง 1000 วัตต์ ต่อตารางเมตร มีผลโดยตรงกับการทำงานของเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์