จำนวนงานวิจัย ( 25 )

การศึกษาความพึงพอใจในการใช้บริการงานพัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การศึกษาความพึงพอใจในการใช้บริการงานพัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการงานพัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และเพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ ช่วงอายุ สถานภาพ และประสบการณ์การทำงาน ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) จำนวน 100 ราย ตัวแปรตามคือความพึงพอใจด้านต่าง ๆ ของการให้บริการงานพัสดุ ได้แก่ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ระบบการบริการ ความสะดวกในการบริการ และผลของการให้บริการ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อยู่ในช่วงอายุ 41–50 ปี เป็นอาจารย์ และมีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปี ระดับความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ยกเว้นประเด็น “การให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน” ที่มีค่าเฉลี่ย 4.55 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.71 ด้านระบบการบริการมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.42 (S.D. 0.82) ด้านความสะดวกในการบริการและด้านผลของการให้บริการมีค่าเฉลี่ย 4.25 และ 4.41 ตามลำดับ (S.D. 0.82 และ 0.79) สะท้อนว่าผู้ใช้บริการมีความคิดเห็นเชิงบวกต่อการให้บริการงานพัสดุของคณะโดยรวม

2568
การพัฒนากระบวนการเบิกจ่ายเงินเดือนในระบบบริหารทรัพยากรบุคคล (HRM) สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยและพนักงานราชการ กรณีศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การพัฒนากระบวนการเบิกจ่ายเงินเดือนในระบบบริหารทรัพยากรบุคคล (HRM) สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยและพนักงานราชการ กรณีศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการเบิกจ่ายเงินเดือนในระบบ HRM ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 2) วิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดของระบบการเบิกจ่ายเงินเดือนเดิม และ 3) พัฒนากระบวนการใหม่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ความถูกต้อง และความพึงพอใจของผู้ใช้งาน งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงพัฒนา (Developmental Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ระบบงานที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่บริหารงานบุคคล เจ้าหน้าที่การเงิน และผู้รับเงินเดือน จากนั้นนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ด้วยเทคนิค SWOT Analysis และพัฒนาแนวทางการปรับปรุงโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบ HRM ที่ทันสมัยมาเป็นเครื่องมือสนับสนุน ผลการวิจัยพบว่า ระบบเดิมมีขั้นตอนการดำเนินงานจำนวนมาก ทำให้เกิดความล่าช้าและข้อผิดพลาดจากการทำงานด้วยมือ ระบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นสามารถลดจำนวนขั้นตอนจาก 9 ขั้นตอน เหลือเพียง 5 ขั้นตอน ลดเวลาในการดำเนินการเฉลี่ยจาก 4 วัน เหลือเพียง 2 วันต่อรอบการจ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบข้อมูล และช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามสถานะการเบิกจ่ายได้แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นร้อยละ 88.5 โดยเฉพาะในด้านความโปร่งใส ความรวดเร็ว และความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ผู้วิจัยเสนอว่าควรมีการนำระบบที่พัฒนาขึ้นนี้ไปประยุกต์ใช้ในระดับคณะหรือมหาวิทยาลัยอย่างกว้างขวาง พร้อมจัดทำคู่มือการใช้งานและอบรมผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน

2568
การศึกษาการอบแห้งใบกระท่อมด้วยวิธีฟลูอิดไดซ์เบด
การศึกษาการอบแห้งใบกระท่อมด้วยวิธีฟลูอิดไดซ์เบด

ใบกระท่อมเป็นพืชชนิดหนึ่งที่พบได้มากในเขตร้อนชื้นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในสมัยโบราณมีการใช้ใบกระท่อมในการรักษาอาการติดเชื้อในลำไส้ แก้ท้องเสีย ท้องร่วง บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดไข้ บรรเทาอาการไอ ทำให้นอนหลับ โดยใช้ใบสดหรือใบแห้งนำมาเคี้ยว สูบหรือชงเป็นน้ำชา ในปี 2565 หลังจากมีการยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ห้ามใช้พืชกระท่อมเป็นส่วนผสมของอาหาร ดังนั้นปัจจุบันจึงสามารถใช้พืชกระท่อมในการประกอบอาหารหรือต้มน้ำกระท่อมในเชิงอุตสาหกรรมได้ โดยนอกจากการซื้อขายใบสดแล้วนั้น ได้มีการแปรรูปใบกระท่อมนั้นมีด้วยกันหลายชนิดทั้งการใส่แคปซูลเป็นสารสกัดเข้มข้น รวมถึงประเภทใบแห้ง และ ชนิดผง ซึ่งนำไปใช้เป็นส่วนประกอบเช่นเครื่องดื่มผสมใบกระท่อม กระท่อมบรรจุถุงชาพร้อมชง เป็นต้น ดังนั้นโครงงานนี้จึงสนใจที่จะศึกษาการนำใบกระท่อมมาอบแห้งโดยใช้เครื่องอบแห้งแบบฟลูอิไดซ์เบดซึ่งเครื่องอบแห้งแบบฟลูอิดไดซ์เบดที่จะทำการศึกษาจะมีอุปกรณ์ประกอบด้วย ชุดพัดลมโบลเวอร์ เป่าลมผ่านฮีตเตอร์ทำความร้อน เกิดลมร้อนไปยังถังอบ ในการทดลองนี้ได้กำหนดน้ำหนักใบกระท่อมในการอบแห้ง 1 กิโลกรัม, 2 กิโลกรัม และ 3 กิโลกรัม ทดลองอบใบกระท่อมที่อุณหภูมิ 50 °C, 55 °C และ 60 °C จะบันทึกข้อมูลการทดลองทุก 10 นาที เพื่อหาความชื้นที่ลดลงในแต่ละช่วงเวลา ผลการทดลองพบว่าการอบแห้งใบกระท่อมที่อุณหภูมิ 55 °C ใช้เวลาในการอบแห้ง 150 นาที เป็นอุณหภูมิอบแห้งใบกระท่อมที่ดีที่สุด

2568
การประยุกต์ใช้พลังงานหมุนเวียนแบบระบบผสมผสานเพื่อการเกษตรกรรม
การประยุกต์ใช้พลังงานหมุนเวียนแบบระบบผสมผสานเพื่อการเกษตรกรรม

งานวิจัยนี้นำเสนอการประยุกต์ใช้พลังงานหมุนเวียนแบบระบบผสมผสานเพื่อการเกษตรกรรม วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อใช้พลังงานหมุนเวียนชนิดพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับปั๊มน้ำหอยโข่งเพื่อการเกษตรในพื้นที่ห่างไกลแทนการใช้น้ำมัน ในพื้นที่ชนบท สวน ไร่ ของเกษตรกรเมื่อต้องการสูบน้ำเพื่อนำมาใช้ทำการเกษตรจะต้องใช้น้ำมันเพื่อใช้งานเครื่องสูบน้ำหรือปั๊มน้ำซึ่งเป็นการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ดังนั้นบทความนี้มีการประยุกต์ใช้พลังงานทางเลือกชนิดแสงอาทิตย์ที่มีความสะอาด ไม่มีมลภาวะ ในบทความนี้มีการประเมินพลังงานไฟฟ้าที่ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ผลิตได้ และเปรียบเทียบระหว่างประสิทธิภาพ และกำลังการผลิตของเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อวิเคราะห์ช่วงเวลาที่ระบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สามารถขับเคลื่อนปั๊มน้ำ กรณีศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ตำแหน่งในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ปั๊มน้ำ 2 ชนิด ได้แก่ ปั๊มหอยโข่ง และปั๊มซับเมอร์ส ผลลัพธ์พบว่ากำลังการผลิตของแผงเซลล์แสงอาทิตย์อยู่ในช่วงที่สามารถขับเคลื่อนปั๊มหอยโข่งได้รวมทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง และกำลังการผลิตของแผงเซลล์แสงอาทิตย์อยู่ในช่วงที่สามารถ ขับเคลื่อนปั๊มซับเมอร์สได้รวมทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้พลังงานหมุนเวียนชนิดเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อการเกษตรในพื้นที่ห่างไกลเพื่อทดแทนการใช้น้ำมัน และลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

2566
การพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ BCG ในอุตสาหกรรมยางล้อผ่านเครือข่ายวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรมภายในประเทศ
การพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ BCG ในอุตสาหกรรมยางล้อผ่านเครือข่ายวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรมภายในประเทศ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากำลังคนคุณภาพสูงร่วมระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับภาคเอกชนด้านการทดลอบยางล้อ 2) สร้างกลุ่มผู้ให้บริการมูลค่าสูงร่วมระหว่างสถาบันอุดมศึกษา กับภาคเอกชนด้านการสอบเทียบเฉพาะทาง และ 3) สร้างระบบตรวจวัดการขยายตัวยางล้อด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงขณะทำการทดสอบบนเครื่องทดสอบสัมประสิทธิ์ความเสียดทานยางล้อ โดยการ ถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติให้บุคลากรทั้งจากภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม จากองค์ความรู้ด้านการทดสอบแรงต้านทานการหมุนของยางล้อ ที่ถูกพัฒนาขึ้น ภายใต้ห้องปฏิบัติการ สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ผลการดำเนินงานภายใต้โครงการฯ ก่อให้เกิดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบ ยางล้อเฉพาะทางตามมาตรฐานการทดสอบ UN ECE Regulation No.117 Annex 6 6 จำนวนไม่น้อยกว่า 10 คน และเกิดเครือข่ายความร่วมมือในประเทศ จากการใช้ประโยชน์เครื่องมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรมของห้องปฏิบัติการภายใต้โครงการอย่างเป็นรูปธรรม ระหว่าง บริษัท เอส ที ไอ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ซึ่งจะช่วยในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้แก่ประเทศ ตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ BCG ในอุตสาหกรรม ผ่านเครือข่ายวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรมภายในประเทศในยุค Thailand 4.0 โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการรายย่อยที่มีศักยภาพ และเกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ประเทศไทยจะได้รับ

2566