จำนวนงานวิจัย ( 29 )
มาตรการทางกฎหมายเพื่อการบริหารจัดการพลังงานภาคเกษตรกรรม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายด้านการบริหารจัดการ พลังงานและการผลิตไฟฟ้าสำหรับชุมชน (2) เพื่อสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดข้อจำกัดทางด้านกฎหมายให้กับชุมชน (3) เพื่อนำเสนอนโยบายด้านกฎหมายต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานและกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน การวิจัยใช้วิธีแบบผสมทั้ง เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ (Mixed-method) โดยประกอบด้วยการวิจัยเอกสาร (documentary research) ทบทวนวรรณกรรม การเก็บข้อมูลภาคสนาม (Field Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้เกี่ยวข้องจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน นักวิชาการด้านพลังงาน และผู้ประกอบการวิชาชีพกฎหมาย รวมทั้งสิ้น 22 คน นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเชิงปริมาณโดยการ สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) กลุ่มคนในชุมชนที่มีการใช้พลังงานในภาคเกษตรกรรม จังหวัดสระแก้ว รวม 400 คน ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดสระแก้วมีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในการสูบน้ำแบบบ่อบาดาลและผิวดินเพื่อการเกษตร เช่น ปั๊มหอยโข่ง ปั๊มซับเมอร์ส เป็นต้น รวมถึงนำ มีการติดตั้งระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ได้แก่ ตู้อบแห้ง และโรงอบแห้งมาใช้ในวิสาหกิจชุมชนเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนสร้างมูลค่าในทรัพยากรในท้องถิ่น มีการส่งเสริมและสนับสนุนอุปกรณ์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า รถลากจูง และรถเข็นโซลาร์เซล แต่ยังประสบปัญหาหลายประการ เช่น ข้อจำกัดการใช้ที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรมหรือป่าไม้ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ การซ่อมบำรุงรักษา ขั้นตอนการขออนุญาติที่ซับซ้อน เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพควรมีการปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายและข้อบังคับเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตและการบริหารจัดการในที่ดินการเกษตรหรือป่าไม้ นอกจากนี้ การส่งเสริมการสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งด้านการเงิน อุปกรณ์ และการฝึกอบรม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคเกษตรกรรม และช่วยลดต้นทุนไฟฟ้าในพื้นที่ชนบท
การพัฒนาธุรกิจสีเขียวตามแนวคิด BCG Economy ของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดกรุงเทพมหานคร
โครงการวิจัย เรื่อง การพัฒนาธุรกิจสีเขียวตามแนวคิด BCG Economy ของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัด กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและรูปแบบของธุรกิจสีเขียว 2) ศึกษาแนวคิด BCG Model ใช้ในการดำเนินธุรกิจสีเขียว และ 3) พัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจสีเขียวตามแนวคิด BCG Model รูปแบบวิจัย เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลในหลายรูปแบบ ได้แก่ การสัมภาษณ์กลุ่ม การเก็บแบบสอบถาม และมีการจัดกิจกรรมในการส่งเสริมศักยภาพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ได้แก่ การวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนเพื่อการกำหนดกลยุทธ์ การพัฒนา การอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จตามแนวคิด BCG Economy ผลการวิจัยผลิตภัณฑ์ชุมชนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านปรีชา 10 โดยใช้เครื่องมือ SWOT analysis และ TOWS matrix พบว่าผลิตภัณฑ์ชุมชนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านปรีชา 10 เป็นผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นผลิตภัณฑ์ที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีการนำทรัพยากรชีวภาพ และเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับ และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ผู้วิจัยมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการออกแบบตราผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านปรีชา 10 เพื่อให้กลุ่มวิสาหกิจมีทักษะและความรู้ในการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อให้มีความหลากหลายและโดดเด่น น่าสนใจ และดึงดูดลูกค้า โดยมีการฝึกการออกแบบโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างง่าย การระดมสมองเพื่อสร้างต้นแบบตราสินค้า ฉลาก และบรรจุภัณฑ์ สอดคล้องกับแนวคิด เศรษฐกิจชีวภาพ BIO ECONOMY ความคิดเห็นของชาวบ้านในชุมชนเรื่องธุรกิจสีเขียว (Green Business) ชาวบ้านมองว่า ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านปรีชา 10 มีการบริหารทุกทรัพยากรให้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า รวมถึงการพยายามรักษาสิ่งแวดล้อม มีภาพพจน์ที่เป็นมิตรที่ดีต่อชุมชน มีการนำของเสียเช่น เปลือกมะนาว เปลือกสัปปะรด กลับมาใช้ใหม่ (Reuse) และการนำไปใช้งานด้านอื่นที่ผ่านกระบวนการจัดการใหม่ก่อนนำไปใช้งาน (Recycle) สอดคล้องกับแนวคิด Green Business ทำให้ส่งผลดีกับผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนและป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ในทางบวก ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้กลุ่มลูกค้าใหม่เกิดความศรัทธา และ Green Business เป็นวิธีการดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่มีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างความโดดเด่น เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจคู่แข่งที่ไม่ได้การรับรองการเป็นธุรกิจสีเขียว
การศึกษากลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวโดยส่งเสริมการใช้อัตลักษณ์ที่โดดเด่นของท้องถิ่น ตามโครงการหนึ่งเมืองท่องเที่ยว หนึ่งประสบการณ์ท้องถิ่น” ของจังหวัดนนทบุรี
การพัฒนาศักยภาพบุคลากรท้องถิ่นผ่านการขับเคลื่อนโครงการท่องเที่ยวที่มีคุณค่า ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐและภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว ถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานราก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยว โดยส่งเสริมการใช้อัตลักษณ์ที่โดดเด่นของท้องถิ่น ตามโครงการหนึ่งเมืองท่องเที่ยวหนึ่งประสบการณ์ท้องถิ่น ของจังหวัดนนทบุรี พร้อมทั้งประเมินผลการดำเนินงานของโครงการเพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคต ระเบียบวิธีวิจัยใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการจัดประชุมกลุ่มย่อยกับผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 20 คน ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ภาครัฐและตัวแทนชุมชนในพื้นที่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Thematic Analysis) ผลการวิจัยพบว่า โครงการดังกล่าวสามารถดึงศักยภาพด้านอัตลักษณ์ของจังหวัดนนทบุรี โดยเฉพาะวิถีชีวิตชุมชนริมน้ำ วิถีชาวสวน และตลาดพื้นถิ่น มาพัฒนาเป็นเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าสำหรับนักท่องเที่ยว โดยการพัฒนาและอบรมเยาวชนในชุมชน ห้เป็นนักสื่อความหมายเชิงท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการเล่าเรื่อง (Storytelling) เป็นเครื่องมือสื่อสาร นำไปสู่การสร้างเสน่ห์ของพื้นที่และความประทับใจในกลุ่มนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ โครงการยังส่งผลให้เกิดการจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ในชุมชนอย่างชัดเจน และประชาชนในพื้นที่เกิดการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาโครงการท่องเที่ยวในระยะต่อไป ได้แก่ การส่งเสริมเส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ การยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชน การพัฒนาตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) และการเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการท่องเที่ยวท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
การบูรณาการเทคโนโลยีนวัตกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยทรงดำเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
การบูรณาการเทคโนโลยีนวัตกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยทรงดำเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อออกแบบนวัตกรรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยทรงดำส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 2) เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการออกแบบนวัตกรรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยทรงดำส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เก็บรวบรวม ข้อมูลจากการสำรวจ สัมภาษณ์กลุ่มชุมชนไทยทรงดำ บ้านหัวเขาจีน จังหวัดราชบุรี เพื่อเก็บข้อมูลด้านการออกแบบเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเพื่อสร้างช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนไทยทรงดำ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ (1) ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมไทยทรงดำ จำนวน 15 ท่าน (2) กลุ่มนักท่องเที่ยวคือกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 คน สุ่มแบบเจาะจงสถานที่ ณ ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ บ้านหัวเขาจีน จ.ราชบุรี ผลการศึกษาได้ทำการศึกษาและสังเคราะห์แนวคิดการบูรณาการเทคโนโลยีนวัตกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์ พบว่า การออกแบบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยการสร้างอัตลักษณ์ให้กับตัวผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ คือ 1. ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกที่มีความหมายแฝงไว้ด้วยอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทยทรงดำ เป็นรูปแบบตุ๊กตาของที่ระลึก 2. ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ผ้าทอไทยทรงดำผสมผสานด้วยผ้าปักไทยทรงดำ เป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์หมอนอิง และ 3. ผลิตภัณฑ์จักสานวัฒนธรรมไทยทรงดำ แรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์บ้านไทยทรงดำผสมสานลายผ้าปัก รูปแบบที่แขวนตกแต่งผนัง ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทยทรงดำ คือ รูปแบบที่ 1 ตุ๊กตาของที่ระลึกแสดงอัตลักษณ์การแต่งกายวัฒนธรรมไทยทรงดำ มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.71 และชุมชนไทยทรงดำได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปผลิตเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับชุมชน จากผลการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมของกลุ่มไทยทรงดำ ที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น การออกแบบผลิตภัณฑ์เน้นไปที่การสร้างสรรค์ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว และสามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกที่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถรักษาและเผยแพร่วัฒนธรรมของไทยทรงดำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
ศึกษาวัสดุท้องถิ่นและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ของที่ระลึก ด้วยการบูรณาการเทคโนโลยีกับวัฒนธรรม สำหรับรองรับสังคมผู้สูงวัย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล
การวิจัยนี้ มุ่งเน้น [1] เพื่อศึกษาวัสดุท้องถิ่นและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเชิงวัฒนธรรม ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน 2] เพื่อออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเชิงวัฒนธรรม จากวัสดุท้องถิ่นที่สะท้อนเรื่องราววัฒนธรรมเพื่อรองรับนวัตกรรมด้านสังคมสูงวัย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติแบบมีส่วนร่วมใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยสะท้อนความจริงสอดคล้องกับการปฏิบัติในบริบทของกรอบแนวคิด ร่วมเสนอแนวความคิดในการสร้างกระบวนองค์ความรู้ใหม่ เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่และการทำงาน ของชุมชน แบ่งกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาวิจัยออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1] แบบสอบถามเชิงลึก จากตัวแทนของชุมชนและนักวิชาการท้องถิ่น จำนวน 5 คน เพื่อสมบัติของวัสดุและหาปัจจัยในการออกแบบ 2] แบบสอบถามสำหรับการออกแบบ เก็บข้อมูลสำหรับการออกแบบร่างผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกแบบเจาะจง จำนวน 30 คน สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักออกแบบ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและนักการตลาดสำหรับพัฒนาแผนการตลาดระดับชุมชน และ 3] แบบประเมินความพึงพอใจ หลังจากการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกด้วยกลุ่มตัวอย่าง 385 คน เป็นประชากรกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุตั้งแต่ 20 - 60 ปี (กลุ่มวัยใกล้เกษียณ) นักท่องเที่ยวภายในพื้นที่และนอกพื้นที่ ผู้เชี่ยวชาญและนักออกแบบ โดยมีการสรุปผลดังนี้ 1. วัสดุท้องถิ่นและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเชิงวัฒนธรรม เพื่อรองรับนวัตกรรมด้านสังคมสูงวัย ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน 1] ทรัพยากรทางธรรมชาติอะไรที่โดดเด่นมากที่สุดในจังหวัดสตูลเป็นลำดับที่ 1 คือ ปาล์มน้ำมัน 2] วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถใช้ประโยชน์หลังจากการเก็บเกี่ยวแปรรูป และสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกได้เป็นลำดับ 1 ปาล์มน้ำมัน ลำดับ 2 ยางพารา และ 3 กล้วยน้ำว้า โดยเกิดวัสดุใหม่เป็นกระดาษเส้นใยพืชที่สามารถขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกได้ 2. อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นเป็นฐานสำหรับออกแบบของที่ระลึก พบว่าพืชเศรษฐกิจที่แปรรูปใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากปาล์มน้ำมัน ทางใบปาล์มน้ำมัน ใบยางทะลายปาล์ม และกาบกล้วยได้ ผ้าบาติก หนัง ด้วยวิธีการเย็บอย่างง่ายคิดเป็นร้อยละ 64.66 มีการออกแบบร่างและพัฒนาเป็นต้นแบบจำลอง 8 ต้นแบบ และต้นแบบจริง 4 ต้นแบบ โดยผลการประเมินผลการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก และการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในขั้นตอนของการออกแบบ และการประเมินรูปแบบความพึงพอใจของงานผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก มีระดับความพึงพอใจระดับมากที่ค่าเฉลี่ย X" 4.43 (SD = 0.01) [3] การประเมินวัฏจักรของต้นแบบจำลองผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก 1] การเลือกวัสดุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย 2] การใช้วัสดุ 3] ใช้กระบวนการผลิตที่เหมาะสม 4] อายุการใช้งานที่เหมาะสม 5] ลักษณะการออกแบบผลิตต้นแบบงานผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก 6] ระบบการจัดการหลังหมดอายุการใช้งานที่เหมาะสม 7] ความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตใช้และจำหน่ายได้จริง ผลสรุปรวมมีระดับความพึงพอใจระดับมากที่ค่าเฉลี่ย X" 4.40 (SD = 0.81) มีการพัฒนาผลิตภัณฑFของที่ระลึกสำหรับส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนใช้เทคนิคภูมิปัญญาที่ชุมชนสามารถฝึกทักษะได้ เมื่อมีระบบการผลิต การจำหน่าย และบริการ เพื่อสร้างรายได้สู่ครัวเรือนและชุมชนแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่ “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” ที่ใช้การสร้างสรรค์ทุนทางปัญญาที่เป็นปัจจัยพื้นฐานสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน