จำนวนงานวิจัย ( 19 )
การพัฒนาศักยภาพไร่หมุนเวียนและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่ชุมชนการท่องเที่ยวไร้คาร์บอน เชิงวัฒนธรรมเพื่อยกระดับรายได้การท่องเที่ยวเมืองรอง ชุมชนบ้านท่ามะขาม ตลาด โอ๊ะป่อย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
งานวิจัยครั้งนี้มีโครงการย่อย 3 โครงการ คือโครงการสำรวจรูปแบบและพัฒนาผังกายภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อสร้างรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบไร้คาร์บอนเชิงวัฒนธรรม และแนวทางพัฒนารูปแบบที่พัก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ศูนย์เรียนรู้และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ชุมชน สะท้อน อัตลักษณ์ วัฒนธรรมและการยอมรับของชุมชนกะเหรี่ยง ในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านรายได้และการกลับมาของนักท่องเที่ยวสู่การจัดการปัญหาเชิงพื้นที่และปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในชุมชน โครงการพัฒนา เทคนิคการผลิตและ รูปแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และช่องทางการจำหน่าย สร้างสรรค์สะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมกะเหรี่ยง จากไม้ไผ่และวัสดุธรรมชาติในชุมชนรองรับความต้องการของตลาด Eco Product เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน บ้านท่ามะขาม ตลาดโอ๊ะป่อย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี 3. โครงการพัฒนารูปแบบการจัดการองค์ความรู้ สร้างสื่อใหม่ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายและการประชาสัมพันธ์ชุมชนต้นแบบการท่องเที่ยว ไร้คาร์บอนเชิงวัฒนธรรม ในการนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์พัฒนาพื้นที่ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้1. พัฒนาศักยภาพไร่หมุนเวียนและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ให้เกิดประโยชน์ สู่ การเป็นชุมชนการท่องเที่ยวไร้คาร์บอนเชิงวัฒนธรรมเพื่อยกระดับรายได้การท่องเที่ยวเมืองรอง บน พื้นฐานของแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและ BCG Model ที่เน้นการพึ่งพาตนเองสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว ในการจัดการปัญหาเชิงพื้นที่และปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนชุมชนบ้านท่ามะขาม ตลาดโอ๊ะป่อย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี 2. ส่งเสริมการสร้างทักษะใหม่ (Upskill)และพัฒนาทักษะเดิม (Reskill) ในการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยว การบริการและผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว สู่การพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวไร้คาร์บอนเชิงวัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์ Eco Product ของชุมชน โดยใช้วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรมการออก 3. สร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 80 จากการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยว การบริการและผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว สู่รูปแบบการท่องเที่ยวไร้การท่องเที่ยวไร้คาร์บอนเชิงวัฒนธรรมคาร์บอนเชิงวัฒนธรรมและผลิตภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ Eco Product ขอของชุมชนงชุมชน 4. ร้อยละของจังหวัดเมืองรองมีรายได้ของพื้นที่เป้าหมายเพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเชิงวัฒนธรรม ที่ใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้เทคโนโลยีนวัตกรรม (ร้อยละ 100 ในปีพ.ศ.2570) การสำรวจรูปแบบและพัฒนาผังกายภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อสร้างรูปแบบกิจกรรมการ ท่องเที่ยวแบบไร้คาร์บอนเชิงวัฒนธรรม และแนวทางพัฒนารูปแบบที่ พัก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ศูนย์เรียนรู้และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน สะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมและการยอมรับของชุมชนกะเหรี่ยง ในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านรายได้และการกลับมาของนักท่องเที่ยวสู่การจัดการปัญหาเชิงพื้นที่และปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในชุมชน โดยการนำไม้ไผ่และวัสดุธรรมชาติมาใช้ในงานพัฒนาสถาปัตยกรรมในชุมชน เพราะเป็นวัสดุที่สามารถหาได้ง่าย และมีราคาถูก สามารถใช้งานได้หลากหลายประเภท จนไม้ไผ่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวชนบท อีกทั้งสถาปัตยกรรมไม้ไผ่ยังเป็นสถาปัตยกรรมที่ใช้เป็นที่อยู่ที่อาศัยในอดีต ที่สะท้อนความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายสะท้อนอัตลักษณ์การประยุกต์ใช้วัสดุธรรมชาติในชุมชน เข้าใจในลักษณะของวัสดุและสภาพแวดล้อม โดยมีภูมิปัญญาการสร้างที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น มีออกแบบที่ตอบสนองประโยชน์ใช้สอยในทุกมิติ โดยมีการวิเคราะห์ผังพื้นที่อาคาร การจัดกการโซนนิ่ง การจัดการพื้นที่ใช้สอยใหม่ การจัดเส้นทางสัญจรการงาน การวิเคราะห์อาคารตัวอย่างที่ใช้ไม้ไผ่เป็นส่วนประกอบหลักทั้งในอดีตและสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ผลของการศึกษาและออกแบบ กระบวนการแนวคิดที่ใช้ลักษณะทางกายภาพของไผ่ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมโดยสะท้อนผ่านรูปทรงและการใช้งานอาคาร วิเคราะห์ลักษณะของโครงสร้าง พื้นผิวที่ห่อหุ้มอาคารและการเชื่อมต่อ ข้อต่อของโครงสร้าง ช่วยสร้างสถาปัตยกรรมไม้ไผ่ร่วมสมัยที่ผสานภูมิปัญญาของคนในอดีตให้มีการสืบสานต่อไปในอนาคตยังสะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมและการยอมรับของชุมชนกะเหรี่ยง ในด้านจัดการองค์ความรู้สร้างต้นแบบความร่วมมือระหว่างชุมชนกับภาครัฐในการแก้ปัญหาในการใช้ที่ดินทำกินให้เกิดประโยชน์และไม่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ต้นแบบรูปแบบการท่องเที่ยวแบบไร้คาร์บอนเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ชุมชนบ้านท่ามะขามและชุมชนใกล้เคียง ของตำบลตะนาวศรีและพัฒนารูปแบบการบริการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานและยังสะท้อนอัตลักษณ์วิถีชุมชนกะเหรี่ยงตลอดจนสร้างช่องทางออนไลน์ในการเผยแพร่สินค้า ประชาสัมพันธ์ การจำหน่าย และบริการสู่ระดับประเทศและนานาประเทศ
โครงการศึกษาต้นแบบความสำเร็จของการจัดการท่องเที่ยวชุมชน ณ ชุมชนบ้านบางพลับ จังหวัดสมุทรสาคร
เสน่ห์ของการท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นการนำเสนอเรื่องเล่าของวิถีชุมชน และแลกเปลี่ยนกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ระหว่างชุมชนและนักท่องเที่ยว และนับเป็นการท่องเที่ยวประเภทหนึ่งที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี รายงานวิจัยเรื่อง โครงการศึกษาต้นแบบความสำเร็จของการจัดการท่องเที่ยวชุมชน ณ ชุมชนบ้านบางพลับ จังหวัดสมุทรสงคราม มีวัตถุประสงค์หลักในด้านการศึกษาต้นแบบความสำเร็จของระบบกลไกการจัดการท่องเที่ยวชุมชนบ้าน บางพลับ และถอดบทเรียนต้นแบบความสำเร็จ ในรูปแบบของสื่อ e-book เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แก่ผู้สนใจ วิจัยนี้เป็นงานวิจัยคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการเข้าสังเกตการณ์พื้นที่ชุมชนสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เกี่ยวข้องในชุมชน และประชุมกลุ่มย่อย กับผู้ให้ข้อมูลหลัก 15 ท่าน วิเคราะห์ผลโดยวิธีการแบบแก่นสาระ ผลการวิจัยพบว่า ความสำเร็จของการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านบางพลับ มีการจัดการตามองค์ประกอบการประเมินการท่องเที่ยวโดยชุมชนดังนี้ 1) ด้านการบริหารจัดการ ชุมชนมีการแบ่งหน้าที่และมีส่วนรวมในการบริหารการท่องเที่ยวชุมชนร่วมกันอย่างชัดเจน มีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน 2) ด้านการจัดการเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนมีการกระจายรายได้แก่ทุกครัวเรือนผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว และมีระบบจัดการเงินรายได้อย่างเท่าเทียม มีการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนเรื่องการตลาดการท่องเที่ยวและพัฒนาเครือข่ายชุมชนเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจร่วมกัน 3) ด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมชุมชน มีการสร้างความเข้มแข็งระหว่างเครือข่ายชุมชน และ องค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และมีการส่งเสริมการถ่ายทอดภูมิปัญญาชุมชนจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเข้มแข็ง 4) ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ชุมชนมี เน้นกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบ มีกฏ ระเบียบการท่องเที่ยวในชุมชนและ 5) คุณภาพการบริการการท่องเที่ยวโดยชุมชน มีนโยบายการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ช่วยกันดูแลนักท่องเที่ยว และมีนักสื่อความหมายในชุมชน ที่พร้อมให้บริการท่องเที่ยว ข้อเสนอแนะจากกงานวิจัย
กลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ (2) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงปริมาณคือผู้ซื้อหรือผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 400 คน และกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 3 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และความถี่ และสถิติเชิงอนุมาน t-test และ One Way ANOVA (f-test) ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 20-40 ปี มีสถานภาพโสด มีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 20,001–35,000 บาท ประกอบอาชีพพนักงานมหาวิทยาลัย มีแหล่งที่พักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ช่องทางในการติดต่อสื่อสารมากที่สุดคือ LINE ค้นหาข้อมูลจาก WEBSITE ด้านพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ เหตุผลในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือลวดลายเป็นเอกลักษณ์และแสดงถึงอัตลักษณ์ชุมชน ประเภทผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าที่ตัดสินใจซื้อบ่อยที่สุด คือผ้าขาวม้าผืน โอกาสในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือในช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญทางศาสนาบ่อยที่สุด แหล่งซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือร้านค้าชุมชนหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ราคาในการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าโดยเฉลี่ยต่อชิ้น คือผ้าขาวม้าที่มีราคาระหว่าง 100–200 บาท จำนวนการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าแต่ละครั้งโดยเฉลี่ย คือจำนวน 1–2 ชิ้น ความถี่ในการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือมากกว่า 6 เดือน ต่อครั้งขึ้นไป ด้านส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 4 ด้านพบว่า ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ วัฒนธรรมไทย และอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้ามีระดับราคาให้เลือกหลากหลาย ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าจำหน่ายในงานแสดงสินค้า เฉพาะอย่าง เช่น งานสินค้าแฟชั่น งานผ้าไทย หรืองานผ้าขาวม้า เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมพิเศษต่างๆ เช่น ไทยซูเปอร์โมเดล มิสไทยแลนด์เวิลด์ หรือ นางสาวไทย เป็นต้น ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชนผ้าขาวม้าที่มีอายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน อาชีพ การค้นหาข้อมูล ที่แตกต่างกันมีระดับความคิดเห็นส่วนประสมทางการตลาดต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชนผ้าขาวม้าที่มีเหตุผลในการตัดสินใจซื้อ ประเภทผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า โอกาสในการซื้อ แหล่งที่ซื้อ ราคาเฉลี่ยต่อชิ้น จำนวนซื้อในแต่ละครั้ง และความถี่ในการซื้อแตกต่างกันมีความคิดเห็นส่วนประสมทางการตลาดต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาชุมชนต้นแบบเพื่อส่งเสริมศักยภาพทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชน บ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยยึดหลัก BCG
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาแนวทางและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) เพื่อพัฒนาพลเมืองภายใต้ แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยมีชุมชนบ้านเกาะมอญ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นฐาน 3) เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมศักยภาพการจัดการท่องเที่ยวชุมชนเกาะมอญเกาะไผ่ อำเภอสามร้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ 4) เพื่อพัฒนาชุมชนต้นแบบส่งเสริมศักยภาพทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยยึดหลัก BCG เป็นการวิจัยแบบผสามผสานและการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในพื้นที่ชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คัดเลือกตามความสะดวก สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1)แนวทางและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 8 แนวทาง 2)การพัฒนาพลเมืองภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยมีชุมชนเป็นฐาน ต้องส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน การตลาด ไปจนถึงการประเมินผล 3) การพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมศักยภาพ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ การระบุความต้องการของชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างกลยุทธ์การตลาดเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน และ 4)พัฒนาชุมชนต้นแบบส่งเสริมศักยภาพทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยยึดหลัก BCG พบว่า ต้องมีการส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยต้องระบุความต้องการร่วมกันของชุมชนให้ชัดเจน และมีแผนการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดยใช้การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นหลักในการดำเนินการ
การจัดการต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน จังหวัดอุทัยธานี
กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในการท่องเที่ยวชุมชนช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ทีมวิจัยตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงพัฒนาแผนงานวิจัยภายใต้วัตถุประสงค์สามประการได้แก่ 1) เพื่อประเมินศักยภาพของชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จังหวัดอุทัยธานี 2) เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จังหวัดอุทัยธานี และ 3) เพื่อการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในจังหวัดอุทัยธานี วิธีการวิจัย ใช้กระบวนการเชิงคุณภาพเพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัยร่วมกับการใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน (PAR) เพื่อสร้างผลผลิตวิจัยตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์และประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับ 3 พื้นที่ชุมชนกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ชุมชนบ้านโรงน้ำแข็ง ชุมชนบ้านท่าโพ และชุมชนบ้านสะนำ ใช้การวิเคราะห์ผลแบบแก่นสาระ และแปลผลวิจัย ผลการวิจัยด้านประเมินศักยภาพของชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พบว่า ศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ภาพรวมทั้งหมด 3 แห่ง สามารถจำแนกแหล่งท่องเที่ยวตามระดับศักยภาพได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงมาก คือ บ้านท่าโพ อำเภอหนองขาหย่าง และแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ บ้านสะนำ อำเภอบ้านไร่ และบ้านโรงน้ำแข็ง อำเภอเมือง ตามลำดับ ผลวิจัยด้านส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์พบว่า ชุมชนต้องการความต่อเนื่องในการพัฒนาและการสนับสนุนจากภาครัฐในการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ทั้งด้านนโยบายและงบประมาณ รวมทั้งการพัฒนาด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของคนในชุมชน การสร้างความตระหนักให้เกิดการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวจากคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ อีกทั้งการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนสามารถทำได้โดยการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างชาวบ้านและผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลวิจัยด้านการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี ทีมวิจัยสรุปแนวทางการส่งเสริมตลาดโดยประยุกต์จากทฤษฎีการสื่อสารการตลาด (IMC Model) มีประเด็นสำคัญได้แก่ การมุ่งเป้าสร้างภาพลักษณ์ให้ชุมชนในจังหวัดอุทัยธานีเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พร้อมการประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายภาคีท่องเที่ยว การทำการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่เหมาะสม การควบรวมผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวเพื่อการโฆษณา รวมถึงการขายตรงจากชุมชนสู่นักท่องเที่ยวโดยใช้อัตลักษณ์และตัวชุมชนเป็นจุดขายสำคัญ สำหรับการสร้างผลผลิตวิจัย จำนวน 2 ระบบ ที่ใช้ทำการตลาดการท่องเที่ยวชุมชน ได้แก่ การพัฒนาคลิปสื่อวีดีทัศน์ที่เน้นการนำเสนอกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในชุมชน และแพลตฟอร์มเวบไซต์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดอุทัยธานี ผลวิจัยส่งมอบแด่หน่วยงานภาครัฐและชุมชนเพื่อประโยชน์ทางการตลาดท่องเที่ยว