จำนวนงานวิจัย ( 29 )

กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ กรณีศึกษาผลิตภัณฑ์ชา กลีบบัว
กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ กรณีศึกษาผลิตภัณฑ์ชา กลีบบัว

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ "ชากลีบ บัว" โดยมุ่งเน้น (1) การพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ของ "ชากลีบบัว" ในด้านลักษณะ คุณภาพ ตรายี่ห้อ และ บรรจุภัณฑ์ (2) การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความแตกต่างและทันสมัยยิ่งขึ้น และ (3) การเพิ่มมูลค่าให้กับ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบธรรมดา การวิจัยนี้ใช้วิธีการสำรวจ (Survey Research Method) โดยมี แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ชุด ซึ่งได้รับการวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) จากการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ "ชากลีบบัว" ของผู้บริโภคใน กรุงเทพมหานคร พบว่าทุกปัจจัยอยู่ในระดับ มาก โดยมีปัจจัยที่ได้รับความสนใจสูงสุดคือ ลักษณะ ผลิตภัณฑ์ หากมีส่วนผสมของน้ำอัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (โซดา) และ การส่งเสริมการขาย ด้วยการ แจกสินค้าให้ชิมฟรี (ค่าเฉลี่ย xˉ = 4.52) รองลงมาคือ ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ด้านบรรจุภัณฑ์ที่มี สีสันสวยงาม (xˉ = 4.48) และปัจจัยด้าน ความคุ้มค่า ของราคาควบคู่ไปกับ การส่งเสริมการตลาด ด้วย ข้อมูลที่ชัดเจน (xˉ = 4.49) นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญอย่างมากกับความน่าเชื่อถือของ ตรา ยี่ห้อ TUSZA (xˉ = 4.46), บรรจุภัณฑ์ ที่ทันสมัยและปลอดภัย (xˉ = 4.46), การให้ข้อมูลที่ชัดเจนจาก พนักงานขาย (xˉ = 4.47), ช่องทางการจัดจำหน่าย ที่หลากหลาย (เช่น 7-11, Lotus Express, Big C Mini) (xˉ = 4.47), ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ด้านการพกพา (xˉ = 4.45), ความน่ารับประทาน (xˉ = 4.45), ต้นทุน ที่เหมาะสมกับปริมาณ (xˉ = 4.45), คุณภาพ ด้านสรรพคุณดูแลสุขภาพ (xˉ = 4.40), การ โฆษณา ที่ชัดเจน (xˉ = 4.40), และ การประชาสัมพันธ์ ผ่าน Facebook (xˉ = 4.50) ผลการวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสำคัญของการกำหนดกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการขาย การตลาด และช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ "ชากลีบบัว" ในตลาด

2567
การจัดการการตลาดร่วมสมัยที่มีต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยทรงดำ
การจัดการการตลาดร่วมสมัยที่มีต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยทรงดำ

บทความการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อ 1) ศึกษาบริบทกลุ่มผ้าทอไทเฮือนดำ บ้านดอน มะนาว อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 2) เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการผลิตภัณฑ์กลุ่มผ้าทอไทเฮือนดำ บ้านดอนมะนาว อ. อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ผลการวิจัยพบว่า ประเด็นของการบริบทกลุ่มผ้าทอไทเฮือนดำ บ้านดอน อำเภออู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี ได้ดังนี้ กลุ่มผ้าทอไทเฮือนดำ บ้านดอน จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นแหล่งรวมของชาวไทยทรงดำหรือ ไทยโซ่งที่มีรากเหง้าจากสิบสองจุไท เมืองแถง เขตเดียนเบียนฟูในปัจจุบัน ชาวไทยทรงดำได้อพยพเข้ามาตั้ง ถิ่นฐานที่บ้านดอนเมื่อประมาณ 150 ปี โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีไว้ครบถ้วน มีเอกลักษณ์ทั้งด้าน ภาษา เครื่องแต่งกายสีดำ สถาปัตยกรรม “เฮือนกระดองเต่า” และพิธีกรรมสำคัญ เช่น การเลี้ยงผีบรรพบุรุษ งานตำข้าวเม่า รวมทั้งการทอผ้าซึ่งเป็นภูมิปัญญาชุมชนที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ชุมชนแห่งนี้ยังคงรักษาวิถีชีวิต และขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เช่น การปลูกข้าว การใช้ภูมิปัญญาในงานหัตถกรรม การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในระหว่างสมาชิก รวมถึงการนับถือและบูชาบรรพบุรุษที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันประชากรในชุมชนบ้านดอนยังคงดำเนินกิจกรรมทางวัฒนธรรมเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และได้ส่งเสริม ภูมิปัญญาการทอผ้าไทยทรงดำให้กลายเป็นสินค้าสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของพื้นที่ นับเป็น ศูนย์กลางสำคัญในการฟื้นฟูและเผยแพร่วัฒนธรรมไทยทรงดำในประเทศไทย รูปแบบการจัดการการตลาดร่วมสมัยสำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยทรงดำ เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลและการ ออกแบบรูปแบบ การจัดการการตลาดร่วมสมัยสำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยทรงดำ โดยพิจารณาถึงการส่วน ประสมทางการตลาดในปัจจุบัน (4Cs) เป็นสำคัญ คือ 1. ลูกค้า (Customer) กลุ่มผ้าทอไทยทรงดำ จังหวัด สุพรรณบุรี เน้นการเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลิตด้วยมือทุกขั้นตอนและสื่อสารเรื่องราวประวัติ อัตลักษณ์ และกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน เพื่อ ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการกับลูกค้าอย่างแท้จริง 2. ความคุ้มค่า (Cost) กลุ่มผ้าทอไทยทรงดำ จังหวัดสุพรรณบุรี มีความโดดเด่นในกระบวนการผลิตที่ ประณีตและซับซ้อน โดยผ้าแต่ละชิ้นผ่านการทอด้วยมือ การปักและตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน ซึ่งสะท้อนถึงทักษะ ฝีมือและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ้าไทยทรงดำใช้สีธรรมชาติที่ได้จากใบไม้ เปลือกไม้ และรากไม้ ส่งเสริมความเป็น มิตรกับสิ่งแวดล้อมและรักษาความเป็นไทยแท้ ลูกค้าเห็นคุณค่าในความพยายามนี้และรับรู้ถึงความคุ้มค่าที่ ยอดเยี่ยมจากคุณภาพและความหมายทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง 3. ความสะดวก (Convenience) กลุ่มผ้า ทอไทยทรงดำ จังหวัดสุพรรณบุรี มีพัฒนาการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ให้สะดวกและยืดหยุ่นมากขึ้น ผ่านช่องทาง จำหน่ายหน้าร้านและการออกร้านในงานต่าง ๆ พร้อมขยายตลาดออนไลน์ เช่น Facebook Line Instagram และ TikTok รวมถึงแพลตฟอร์ม Marketplace เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการ ความรวดเร็วและง่ายดายในการซื้อสินค้าตลอด 24 ชั่วโมง 4. การสื่อสาร (Communication) กลุ่มผ้าทอ ไทยทรงดำ จังหวัดสุพรรณบุรี ใช้การสื่อสารแบบสองทางในหลากหลายช่องทาง ทั้งการพบปะโดยตรงและ การออกร้าน รวมถึงการนำเสนอเนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook Instagram และ TikTok โดย เน้นการเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมา ความหมายของลวดลาย และขั้นตอนการผลิต ช่วยสร้างความเข้าใจ เสริมความน่าเชื่อถือ และจูงใจให้เกิดการตัดสินใจซื้ออย่างยั่งยืน

2567
การศึกษากลยุทธ์บรรจุภัณฑ์คุ๊กกี้จมูกข้าวกล้องออเกนิคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่ง กรณีศึกษา รูปแบบขนส่งแบบพัสดุภายในประเทศ
การศึกษากลยุทธ์บรรจุภัณฑ์คุ๊กกี้จมูกข้าวกล้องออเกนิคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่ง กรณีศึกษา รูปแบบขนส่งแบบพัสดุภายในประเทศ

การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซและความนิยมในผลิตภัณฑ์อาหารออเกนิคทำให้ธุรกิจคุ๊กกี้จากจมูกข้าวกล้องออเกนิคขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่เผชิญปัญหาสำคัญคือการเสียหายของสินค้าระหว่างการจัดส่งผ่านระบบพัสดุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้า ความพึงพอใจของลูกค้า และความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนากลยุทธ์บรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาและพัฒนากลยุทธ์บรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความเสียหายและรักษาคุณภาพของคุ๊กกี้จากจมูกข้าวกล้องออเกนิค โดยการทดสอบเปรียบเทียบวัสดุบรรจุภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ และรูปแบบการบรรจุแบบชั้นเดียวและหลายชั้น (2) เพื่อประเมินความพึงพอใจและการรับรู้ของผู้บริโภคต่อบรรจุภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นในด้านการออกแบบ ความสะดวกในการใช้งาน ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และคุณภาพสินค้าที่ได้รับ และ (3) เพื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการลงทุนในบรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยการเปรียบเทียบต้นทุนการลงทุนกับผลตอบแทนจากการลดความสูญเสียสินค้าและเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้ประกอบการผลิตคุ๊กกี้จากจมูกข้าวกล้องออเกนิค จำนวน 30 ราย ผู้บริโภคที่เคยสั่งซื้อคุ๊กกี้หรือขนมกรอบออนไลน์ จำนวน 100 ราย และผู้ให้บริการขนส่งพัสดุและผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ จำนวน 10 ราย ทำการทดสอบประสิทธิภาพบรรจุภัณฑ์ 4 ประเภท ได้แก่ กล่องกระดาษลูกฟูก 3 ชั้น บรรจุภัณฑ์ชีวภาพจากเยื่อไผ่ บรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล และบรรจุภัณฑ์ผสมแบบหลายชั้น ในด้านการป้องกันการกระแทก การควบคุมความชื้น และการทดสอบในสภาพการขนส่งจริง เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha) เท่ากับ 0.927 อุปกรณ์ทดสอบการกระแทก และระบบติดตามการขนส่งในสภาพจริง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบ One-way ANOVA Paired t-test และการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า บรรจุภัณฑ์ผสมแบบหลายชั้นมีประสิทธิภาพการป้องกันสูงสุด สามารถลดความเสียหายได้ร้อยละ 88.2 จากร้อยละ 15.3 ของบรรจุภัณฑ์แบบดั้งเดิม มีคะแนนคุณภาพ 9.6 จาก 10 คะแนน และมีประสิทธิภาพดีที่สุดในการป้องกันการกระแทกและควบคุมความชื้น ด้านความพึงพอใจของผู้บริโภค บรรจุภัณฑ์ผสมแบบหลายชั้นได้คะแนนสูงสุด 4.38 จาก 5 คะแนน เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.6 จากแบบดั้งเดิม ผู้บริโภคเต็มใจจ่ายเพิ่มเติมเฉลี่ยร้อยละ 8.3 และมีความตั้งใจซื้อซ้ำเพิ่มขึ้นร้อยละ 55.1 ด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ กล่องกระดาษลูกฟูกให้ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) สูงสุดที่ร้อยละ 145.2 และคืนทุนได้เร็วสุดใน 8.3 เดือน ขณะที่บรรจุภัณฑ์ทุกประเภทมี NPV เป็นบวกและ IRR สูงกว่าต้นทุนเงินทุนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.001) การทดสอบสมมติฐานพบว่ายอมรับสมมติฐานทั้ง 3 ข้อ ด้วยขนาดผลกระทบขนาดใหญ่ (η²=0.74, Cohen's d>1.5) องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบหลายชั้นมีประสิทธิภาพดีกว่าชั้นเดียวในทุกประเภทวัสดุ ผู้บริโภคไทยเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพและความยั่งยืนมากกว่าราคาต่ำ และการลงทุนในบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูงมีความคุ้มค่าเมื่อคำนวณผลประโยชน์โดยรวม การวิจัยนี้เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและความยั่งยืน โดยเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชนและผลิตภัณฑ์ออเกนิคที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต

2567
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมอาชีพลดความเหลื่อมถ้ำ กลุ่มร่วมใจอาสาสาพัฒนา หมู่บ้านเนินกระบก อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมอาชีพลดความเหลื่อมถ้ำ กลุ่มร่วมใจอาสาสาพัฒนา หมู่บ้านเนินกระบก อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา

งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมอาชีพลดความเหลื่อมล้ำ กลุ่มร่วมใจ อาสาพัฒนาหมู่บ้านเนินกระบก อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาความ ต้องการส่งเสริมอาชีพ และความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ กลุ่มร่วมใจอาสาพัฒนาหมู่บ้านเนินกระบก อำเภอ ท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา (2) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ให้ตรงกับศักยภาพและทักษะของชุมชม (3) เพื่อถ่ายทอดทักษะองค์ความรู้ผลิตภัณฑ์ชุมชน เป็นการวิจัยผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มร่วมใจอาสาพัฒนาหมู่บ้านเนินกระบก อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัด ฉะเชิงเทรา จำนวน 20 คน เพื่อตอบแบบสัมภาษณ์ ระดมสมอง เพื่อหาอัตลักษณ์ของชุมชน โดยเลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบเจาะจง และกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาผลิตภัตภัณแบบ จำนวน 400 คน เลือกโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างตามสะดวก หรือสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบกึ่งโครงสร้าง ต้นแบบผลิตภัณฑ์จำนวน 9 แบบ ได้แก่ ต้นแบบเสื้อสตรีแบบที่ 1.1 -1.3 ต้นแบบเสื้อบุรุษ แบบที่ 2.1-2.3 และต้นแบบกระเป้าแบบที่ 3.3.3 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต้นแบบ 3 ด้าน ด้านหน้าที่ใช้สอย ด้านความสวยงาม ด้านวัสดุ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน - test และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความต้องการส่งเสริมอาชีพ และความเหลื่อมล้ำ ต้านรายใต้ กลุ่มร่วมใจอาสาพัฒนาหมู่บ้านเนินกระบก อำเภอทำตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเชิงเทรา พบว่าชิก กลุ่มมีความพร้อม และต้องการพัฒนาทักษะการเย็นถึงมัก ลือกใช้น้ำที่ให้เป็นวัดอันเป็นเดือาได้มี และผ้าชาวม้า เพราะเป็นเป็นผ้าที่มีอยู่ในชุมชน ผลิตภัณฑ์จากผ้าที่ต้องการผลิต คือ เสื้อสตรี เสื้อบุรุษ กระเป๋า 2) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ให้ตรงกับศักยภาพและทักษะของชุมชน ผลิตต้นแบบผลิตภัตภัณฑ์ จำนวน 3 กลุ่ม 9 แบบ ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ต้นแบบเสื้อสตรี แบบที่ 1.1 ต้นแบบเสื้อสตรี แบบที่ 1.2, ตันแบบ เสื้อสตรี แบบที่ 1.3 ดันแบบเสื้อบุรุษ แบบที่ 2.1 ตันแบบเสื้อบุรุษ, แบบที่ 2.2 ต้นแบบเสื้อบุรุษ แบบที่ 2.3 และต้นแบบกระเป้า แบบที่ 3.1,ต้นแบบกระเป้า ต้นแบบแบบที่ 3.2,ต้นแบบกระเป้า แบบที่ 3.3 การศึกษาความพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีต่อต้นแบบผลิตภัณฑ์ 9 แบบ จำนวน 400 คน ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 41-45 ปี มีสถานภาพสมรส ระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานทั่วไป รายได้ต่อเตือน ต่ำ กว่า 10,000 บาท มีภูมิลำเนา อยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา วัตถุประสงค์การมาที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มาเพื่อซื้อ สิ้นค้าอุปโภค บริโภค ความพึงพอใจทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านหน้าที่ใช้สอย ด้านความสวยงาม พบว่าทุกแบบได้รับ ความพึงพอใจระดับมาก และมากที่สุด ต้นแบที่ได้รับความพึงพอใจมากที่สุด ตันแบบเสื้อสตรีแบบที่ 1.3 มีค่าเฉลี่ย (=X 4.90, S.D. =0.18) รองลงมา คือ ต้นแบบกระเป้า แบบที่ 3.1 มีค่าเฉลี่ย (=X 4.87, 5.D. =0.21) และหันแบบเสื้อบุรุษ แบบที่ 2.3 มีค่าเฉลี่ย ( 485, 5.D. =0.19 3) เพื่อถ่ายพอศทักษะองค์ความรู้ผลิลภัยภัยเชน จำนวนกลุ่ม 20 20 การทยทอบก่อบกับร้ายร้าบรมรรม และหลังอบรม พบว่ามีตะแนนเฉลี่ยก่อนอบรมเท่ากับ 5.20 คะแนน และเฉลี่ยหลังอบรมเท่ากับ 11.25 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังอบรม พบว่า คะแนนสอบหลังอบรม สูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลประเมินความพึงพอใจหลังการอบรมพบว่า ผู้ เข้าอบรมเป็นเพศหญิงทั้งหมด จำนวน 20 คน ส่วนใหญ่อายุ 36-45 ปี จำนวน 7 คน การศึกษาของผู้เข้า อบรมส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับ ม.6 จำนวน 15 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร จำนวน 15 คน ผลจากความพึงพอใจของผู้เข้าอบรม ทั้ง 4 ด้านวิทยากร ด้านสถานที่ / ระยะเวลา / อาหาร ด้านความรู้ความเข้าใจ และด้านการนำความรู้ไปใช้ โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (=X 4.60, 5.D. =0.36) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่ได้รับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านการนำความรู้ ไปใช้ ได้รับรับความพึงพอใจระดับมากมีค่าเฉลี่ย (=X 4.90, S.D. =0.19) รองลงคือ ด้านวิทยากร ได้รับ ความพึงพอใจระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (=X 4.79, S.D. =0.70) ด้านสถานที่ / ระยะเวลา / อาหาร โดยรวมได้รับความพึงพอใจระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (=X 4.62, 5.D. =0.35) และ ด้านความรู้ความเข้าใจ ได้รับความพึงพอใจระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (= 4.12, S.D. =0.20)

2567