จำนวนงานวิจัย ( 21 )
โครงการศึกษาต้นแบบความสำเร็จของการจัดการท่องเที่ยวชุมชน ณ ชุมชนบ้านบางพลับ จังหวัดสมุทรสาคร
เสน่ห์ของการท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นการนำเสนอเรื่องเล่าของวิถีชุมชน และแลกเปลี่ยนกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ระหว่างชุมชนและนักท่องเที่ยว และนับเป็นการท่องเที่ยวประเภทหนึ่งที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี รายงานวิจัยเรื่อง โครงการศึกษาต้นแบบความสำเร็จของการจัดการท่องเที่ยวชุมชน ณ ชุมชนบ้านบางพลับ จังหวัดสมุทรสงคราม มีวัตถุประสงค์หลักในด้านการศึกษาต้นแบบความสำเร็จของระบบกลไกการจัดการท่องเที่ยวชุมชนบ้าน บางพลับ และถอดบทเรียนต้นแบบความสำเร็จ ในรูปแบบของสื่อ e-book เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แก่ผู้สนใจ วิจัยนี้เป็นงานวิจัยคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการเข้าสังเกตการณ์พื้นที่ชุมชนสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เกี่ยวข้องในชุมชน และประชุมกลุ่มย่อย กับผู้ให้ข้อมูลหลัก 15 ท่าน วิเคราะห์ผลโดยวิธีการแบบแก่นสาระ ผลการวิจัยพบว่า ความสำเร็จของการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านบางพลับ มีการจัดการตามองค์ประกอบการประเมินการท่องเที่ยวโดยชุมชนดังนี้ 1) ด้านการบริหารจัดการ ชุมชนมีการแบ่งหน้าที่และมีส่วนรวมในการบริหารการท่องเที่ยวชุมชนร่วมกันอย่างชัดเจน มีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน 2) ด้านการจัดการเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนมีการกระจายรายได้แก่ทุกครัวเรือนผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว และมีระบบจัดการเงินรายได้อย่างเท่าเทียม มีการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนเรื่องการตลาดการท่องเที่ยวและพัฒนาเครือข่ายชุมชนเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจร่วมกัน 3) ด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมชุมชน มีการสร้างความเข้มแข็งระหว่างเครือข่ายชุมชน และ องค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และมีการส่งเสริมการถ่ายทอดภูมิปัญญาชุมชนจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเข้มแข็ง 4) ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ชุมชนมี เน้นกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบ มีกฏ ระเบียบการท่องเที่ยวในชุมชนและ 5) คุณภาพการบริการการท่องเที่ยวโดยชุมชน มีนโยบายการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ช่วยกันดูแลนักท่องเที่ยว และมีนักสื่อความหมายในชุมชน ที่พร้อมให้บริการท่องเที่ยว ข้อเสนอแนะจากกงานวิจัย
รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริงกรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
งานวิจัยนี้มีเพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยการสอบถามนักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน คือ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) แลการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quality Research) โดยช่วงระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ ช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 - เดือนกันยายน พ.ศ. 2566 กับนักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Questionnaire Online) ที่ผ่านการทดสอบความเชื่อมั่น (Reliability) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 400 ชุด จากนั้นจึงนำแบบสอบถามที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS (Statistical Package for the Social Sciences) ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 20 - 30 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีรชมงคลพระนคร มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท ส่วนใหญ่วิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยภาพรวมในด้านการวางแผน และการดำเนินการอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามอยากให้มีการวางแผน การปรับปรุง การพัฒนา การรับความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานภายในพื้นที่ รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมโดยรอบของแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง ให้มีความสวยงาม และสามารถเปิดให้เข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน ตามวัน – เวลาราชการ เป็นการหารายได้เข้ามหาวิทยาลัย และเป็นการเผยแพร่ความรู้ที่หายากให้แก่ประชาชนที่สนใจ การพัฒนารูปแบบการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง โดยรวมอยากให้ผู้บริหารระดับสูงสร้างความตระหนักให้กับบุคลากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของแหล่งเรียนรู้ มีการพัฒนานวัตกรรม หรือผลงานวิจัย หรือ Best Practice ในการใช้แหล่งเรียรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อนักศึกษาของมหาวิทยาลัย และชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยมากขึ้น และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยผู้ตอบแบบสอบถามได้ดำเนินการทดลองเข้าเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีความพึงพอใจชอบในลูกเล่น และสีสัน แต่อาจจะยากในส่วนของลูกเล่น เพราะถ้าลองใช้กับโทรศัพท์มือถือ แต่ถ้าใช้กับคอมพิวเตอร์ PC Notebook หรือ Tablet จะสามารถเห็นภาพ ชัดกว่า จะเล่นได้ง่ายกว่า
การพัฒนาชุมชนต้นแบบเพื่อส่งเสริมศักยภาพทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชน บ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยยึดหลัก BCG
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาแนวทางและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) เพื่อพัฒนาพลเมืองภายใต้ แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยมีชุมชนบ้านเกาะมอญ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นฐาน 3) เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมศักยภาพการจัดการท่องเที่ยวชุมชนเกาะมอญเกาะไผ่ อำเภอสามร้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ 4) เพื่อพัฒนาชุมชนต้นแบบส่งเสริมศักยภาพทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยยึดหลัก BCG เป็นการวิจัยแบบผสามผสานและการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในพื้นที่ชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คัดเลือกตามความสะดวก สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1)แนวทางและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 8 แนวทาง 2)การพัฒนาพลเมืองภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยมีชุมชนเป็นฐาน ต้องส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน การตลาด ไปจนถึงการประเมินผล 3) การพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมศักยภาพ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ การระบุความต้องการของชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างกลยุทธ์การตลาดเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน และ 4)พัฒนาชุมชนต้นแบบส่งเสริมศักยภาพทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยยึดหลัก BCG พบว่า ต้องมีการส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยต้องระบุความต้องการร่วมกันของชุมชนให้ชัดเจน และมีแผนการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดยใช้การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นหลักในการดำเนินการ
การจัดการต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน จังหวัดอุทัยธานี
กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในการท่องเที่ยวชุมชนช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ทีมวิจัยตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงพัฒนาแผนงานวิจัยภายใต้วัตถุประสงค์สามประการได้แก่ 1) เพื่อประเมินศักยภาพของชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จังหวัดอุทัยธานี 2) เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จังหวัดอุทัยธานี และ 3) เพื่อการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในจังหวัดอุทัยธานี วิธีการวิจัย ใช้กระบวนการเชิงคุณภาพเพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัยร่วมกับการใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน (PAR) เพื่อสร้างผลผลิตวิจัยตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์และประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับ 3 พื้นที่ชุมชนกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ชุมชนบ้านโรงน้ำแข็ง ชุมชนบ้านท่าโพ และชุมชนบ้านสะนำ ใช้การวิเคราะห์ผลแบบแก่นสาระ และแปลผลวิจัย ผลการวิจัยด้านประเมินศักยภาพของชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พบว่า ศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ภาพรวมทั้งหมด 3 แห่ง สามารถจำแนกแหล่งท่องเที่ยวตามระดับศักยภาพได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงมาก คือ บ้านท่าโพ อำเภอหนองขาหย่าง และแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ บ้านสะนำ อำเภอบ้านไร่ และบ้านโรงน้ำแข็ง อำเภอเมือง ตามลำดับ ผลวิจัยด้านส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์พบว่า ชุมชนต้องการความต่อเนื่องในการพัฒนาและการสนับสนุนจากภาครัฐในการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ทั้งด้านนโยบายและงบประมาณ รวมทั้งการพัฒนาด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของคนในชุมชน การสร้างความตระหนักให้เกิดการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวจากคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ อีกทั้งการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนสามารถทำได้โดยการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างชาวบ้านและผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลวิจัยด้านการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี ทีมวิจัยสรุปแนวทางการส่งเสริมตลาดโดยประยุกต์จากทฤษฎีการสื่อสารการตลาด (IMC Model) มีประเด็นสำคัญได้แก่ การมุ่งเป้าสร้างภาพลักษณ์ให้ชุมชนในจังหวัดอุทัยธานีเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พร้อมการประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายภาคีท่องเที่ยว การทำการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่เหมาะสม การควบรวมผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวเพื่อการโฆษณา รวมถึงการขายตรงจากชุมชนสู่นักท่องเที่ยวโดยใช้อัตลักษณ์และตัวชุมชนเป็นจุดขายสำคัญ สำหรับการสร้างผลผลิตวิจัย จำนวน 2 ระบบ ที่ใช้ทำการตลาดการท่องเที่ยวชุมชน ได้แก่ การพัฒนาคลิปสื่อวีดีทัศน์ที่เน้นการนำเสนอกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในชุมชน และแพลตฟอร์มเวบไซต์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดอุทัยธานี ผลวิจัยส่งมอบแด่หน่วยงานภาครัฐและชุมชนเพื่อประโยชน์ทางการตลาดท่องเที่ยว
การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี
โครงการวิจัย การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลพระนคร เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี คือ เป็นการรวบรวมการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Method) และเชิงปริมาณ (Quantitative Method) เข้าด้วยกัน โดยใช้การวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบาย (Explanatory Sequential Design) เป็นการวิจัยที่แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ช่วงแรกจะเป็นการวิจัยเชิงปริมาณก่อนเพื่อตอบปัญหาการวิจัย และต่อด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อช่วยในการอธิบายผลให้กระจ่างยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์หลักของโครงการวิจัย การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี มีด้วยกัน 3 ข้อ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในจังหวัดเพชรบุรี 2) เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการและให้บริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัดเพชรบุรี และ 3) เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนากระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี โดยเป้าหมายของการศึกษาวิจัย คือ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว รวมไปถึงรูปแบบเส้นทางการท่องเที่ยว กิจกรรมนันทนาการเพื่อการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนสำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการบริหารจัดการธุรกิจที่พักเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ผลการวิจัย พบว่า ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในจังหวัดเพชรบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับดี และสามารถพัฒนาได้อีก แต่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลาย อย่างเพิ่มเติม ทั้งในเรื่องของงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุน การประชาสัมพันธ์ การมีส่วนร่วม และนโยบายต่าง ๆ ที่ภาครัฐเสนอเพื่อที่จะนำมาพัฒนา ปรับปรุง และยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้มีความเหมาะสมกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ เพราะปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากมีอัตราการเกิดน้อยลง เพราะเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพ ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดแนวทางและโยบายที่จะเข้าพัฒนาและยกระดับศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้มีมาตรฐาน และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเพชรบุรี ในส่วนของรูปแบบการจัดการและให้บริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัดเพชรบุรี ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีในการเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนในแต่ละพื้นที่ โดยมีการจัดประชุม วางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ และยังมีบางกลุ่มที่มีความสนใจในการเข้าร่วมและมีจิตอาสาที่จะเข้าช่วยเหลือและพร้อมที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงรูปแบบการจัดการและการให้บริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากขึ้น และสุดท้ายแนวทางในการสร้างและพัฒนากระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรีการมีส่วนร่วมของคนในจังหวัดเพชรบุรีในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุนั้น คนในชุมชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการช่วยกันพัฒนาและเสนอแนวคิดในการสร้างสรรค์กระบวนการในการจัดการในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ถึงแม้ว่าในบางชุมชนจะไม่มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพก็ตาม แต่ในภาพรวมของจังหวัดถือว่าเพชรบุรีเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่นักท่องเที่ยวทั้ง ชาวไทยและชาวต่างชาติทุกช่วงวัยเดินทางไปท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางไปท่องเที่ยวนั้นจะคำนึงถึงความปลอดภัย ความสะดวกสบายในการเดินทาง มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย มีที่พักแรมไว้คอยบริการและเพียงพอต่อการรองรับนักท่องเที่ยว อีกทั้งคนในชุมชนเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน และพร้อมที่จะยอมรับในการเปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาชุมชนของตัวเองให้ดีขึ้น