จำนวนงานวิจัย ( 30 )
การศึกษาปริมาณการใช้เห็ดหูหนูเผือกในไส้กรอกรสกะเพรา
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสูตรพื้นฐานของไส้กรอกรสกะเพรา เพื่อศึกษาปริมาณที่เหมาะสมของเห็ดหูหนูเผือกในไส้กรอกรสกะเพรา เพื่อศึกษาคุณสมบัติทางเคมีและทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ไส้กรอกรสกะเพราเสริมเห็ดหนูเผือก และเพื่อศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ไส้กรอกรสกะเพราเสริมเห็ดหนูเผือก ผลการวิจัยพบว่า สูตรพื้นฐานของไส้กรอกที่ได้รับการยอมรับมาเสริมรสกะเพราจำนวน 4 ระดับ คือ ร้อยละ 0 ร้อยละ 10 ร้อยละ 20 และร้อยละ 30 ของน้ำหนักเนื้อหมู พบว่าผู้ชิมให้การยอมรับในด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม ผู้ชิมให้การยอมรับที่ ร้อยละ 20 ของน้ำหนักเนื้อหมูทั้งหมด โดยมีคะแนนเฉลี่ยที่ 8.36 8.33 7.89 7.86 7.80 และ 8.15 ตามลำดับ อยู่ในระดับความชอบมาก การศึกษาปริมาณที่เหมาะสมในการผลิตไส้กรอกรสกะเพราเสริมเห็ดหูหนูเผือก จำนวน 4 สูตร คือ ร้อยละ0 ร้อยละ 10 ร้อยละ 20 และร้อยละ 30 ของน้ำหนักเนื้อหมูทั้งหมด พบว่าผู้ชิมให้การยอมรับในด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม ผู้ชิมให้การยอมรับคะแนนสูงสุดที่ ร้อยละ 20 ของน้ำหนักเนื้อหมูทั้งหมด โดยมีคะแนนเฉลี่ยที่ 8.49 8.29 8.19 8.38 8.38 และ 8.46 ตามลำดับ อยู่ในระดับความชอบมาก เมื่อนำผลิตภัณฑ์ไส้กรอกรสกะเพราสูตรพื้นฐาน และไส้กรอกรสกะเพราเสริมเห็ดหูหนูเผือกมาทดสอบคุณภาพทางเคมีและทางกายภาพ พบว่า การเสริมเห็ดหูหนูเผือกลงในไส้กรอก มีปริมาณความชื้น และปริมาณคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้น การศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ไส้กรอกรสกะเพราเสริมเห็ดหูหนูเผือก ผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่ตอบแบบสอบถามเป็นเพศหญิง อายุของผู้ตอบ แบบสอบถามอยู่ในช่วง 21 – 30 ปี อาชีพของผู้ตอบแบบสอบถามคือ นักเรียน นักศึกษา รายได้ส่วนใหญ่จะอยู่ที่10,001 – 15,000 บาท ผู้บริโภคชอบคุณลักษณะของไส้กรอกรสกะเพราเสริมเห็ดหูหนูเผือก ในระดับชอบมากถึงชอบมากที่สุดและผู้บริโภคส่วนใหญ่ยอมรับไส้กรอกรสกะเพราเสริมเห็ดหูหนูเผือก ถ้าวางจำหน่ายผู้บริโภคส่วนใหญ่ซื้อ เพื่อเก็บไว้ทานเองรวมทั้งซื้อเป็นของฝาก ราคาผลิตภัณฑ์ไส้กรอกรสกะเพราเสริมเห็ดหูหนูเผือก ที่ผู้บริโภคยอมรับอยู่ที่ราคา 50 บาท
การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร บรรจุภัณฑ์ การตลาด ด้วยนวัตกรรมการจัดการภาพลักษณ์อาหารท้องถิ่นเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี
งานวิจัยเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารบรรจุภัณฑ์การตลาดด้วยนวัตกรรมการจัดการภาพลักษณ์อาหารท้องถิ่นเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษานวัตกรรมการสร้างภาพลักษณ์อาหารท้องถิ่นเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน ของอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี 2) พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และ บรรจุภัณฑ์อาหารท้องถิ่นเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน และ 3) พัฒนานวัตกรรมการตลาด ตามแนวทางฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) โดยใช้การตลาดออนไลน์เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) ระหว่างงานวิจัยเชิงคุณภาพ งานวิจัยเชิงทดลองในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ งานวิจัยเชิงปริมาณ ร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ผู้ให้ข้อมูล ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้นำท้องถิ่น ผู้ประกอบการ สมาชิกกลุ่มชุมชน 4 กลุ่ม และผู้บริโภคที่เข้าชมและซื้อผลิตภัณฑ์ของกลุ่มชุมชนเลือกใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ SWOT และการวิเคราะห์ TOWS Matrix ผลการวิจัยพบว่า อาหารท้องถิ่นในอำเภอหนองหญ้าปล้อง ส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนกันในชุมชน สำหรับการปรุงอาหารมีขั้นตอนการทำง่าย สามารถช่วยกัน ทำในครอบครัวได้ อาหารที่นิยมทำในชีวิตประจำวันประกอบด้วย อาหารคาวประเภท แกง ต้ม ผัด ทอด ยำ และเครื่องจิ้มประเภทน้ำพริก แจ่ว ที่นิยมจัดไว้ในสำรับ อ าหารโดยเฉพาะมื้อเย็นคลุกกินกับข้าว แนมกับผัก ปลา และอื่น ๆ เป็นการเพิ่มรสชาติให้อาหารได้ ภาพลักษณ์อาหารท้องถิ่นของอำเภอ หนองหญ้าปล้อง ได้มาจากความแตกต่างและหลากหลายจากกลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยง ซึ่งมีวัฒนธรรมการดำรงชิวิต และความเชื่อที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม และยังมีการสืบทอดหันมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีวัตถุดิบ วิธีการปรุง และการรับประทานที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาอาหารท้องถิ่นเพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ได้แก่ 1) กล้วย อบ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเยาวชนพัฒนาผลผลิตเกษตรบ้านห้วยสาริกา 2) มะม่วงกวนของวิสาหกิจชุมชนคนรักเกษตร 3) มะม่วงหาว มะนาวโห่เชื่อมของกลุ่มแม่บ้านหนองหญ้าปล้อง แปรรูปผลไม้และน้ำสมุนไพร สำหรับกลุ่มสัมมาชีพบ้านจะโปรงเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารชนิดใหม่ คือ ขนุนกรอบทรงเครื่อง โดยผลการทดลองกระบวนการผลิตขนุนทรงเครื่อง 3 วิธี พบว่า ผู้ทดสอบชิมให้การยอมรับวิธีที่ 1 (เครื่องปรุงผสมกับน้ำเชื่อมเคล้ากับส่วนผสมทอดทั้งหมด) มากที่สุด สำหรับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เป็นการออกแบบตราสัญลักษณ์ (โลโก้) และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร 4 รายการ สำหรับผลประเมินความเหมาะสมของผู้บริโภคต่อตราสัญลักษณ์ และต้นแบบบรรจุภัณฑ์ ด้านข้อมูลผู้ตอบแบบประเมิน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 59 อายุระหว่าง 51-60 ปี ร้อยละ 29 มีอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 37 อาศัยอยู่ในเขตอำเภอหนองหญ้าปล้อง ร้อยละ 79 ผลการประเมินต้นแบบบรรจุภัณฑ์ ด้านต้นแบบบรรจุภัณฑ์และสัญญาลักษณ์ (โลโก้) กล้วยม้วนอบ Organic มะม่วงซิ่ง และขนุนทรงเครื่อง JackFood มีความเหมาะสมในระดับมากทั้งในภาพรวม และรายด้าน ส่วนมะนาวโห่ Sweet & Sour รายด้านมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ผลการวิเคราะห์ SWOT พบว่า 1) จุดแข็ง ได้แก่ สมาชิกกลุ่มมีความเข้าใจและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการมุ่งมั่นทำงานเพื่อกลุ่ม มีภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการทำอาหารซึ่งเป็น พื้นฐานที่ดีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้าง จุดขายได้ และ มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์โดยไม่ใช้วัตถุกันเสียซึ่งสอดคล้องกับกระแสความนิยมของ ผู้บริโภคในปัจจุบัน 2) จุดอ่อน ได้แก่ สมาชิกขาดความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ออกสู่ตลาด สมาชิกขาดความรู้และทักษะการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการตลาด ขาดแคลนวัตถุดิบบางฤดูกาล ส่งผลให้การแปรรูปขาดช่วง การใช้เทคโนโลยีชาวบ้านในการแปรรูปอาหารท าให้ผลิตภัณฑ์มีอายุ การเก็บสั้น ขาดรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละรายการ และมีช่องทางการจัดจำหน่ายน้อย 3) โอกาส ได้แก่ มีหน่วยงานการศึกษาให้การสนับสนุนความรู้ในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้การสนับสนุนงบประมาณ การจัดหาอุปกรณ์การแปรรูปอาหารหน่วยงานในพื้นที่ช่วยประชาสัมพันธ์ช่องทางการตลาดมีเทคโนโลยีใหม่จากการวิจัยของหน่วยงานการศึกษาที่ช่วยให้ยกระดับมาตรฐานการแปรรูป ผลิตภัณฑ์อาหาร และ ผลิตภัณฑ์อาหารท้องถิ่นได้รับความนิยมจากผู้บริโภคควบคู่กับการท่องเที่ยว ทำให้สามารถขายได้อย่างสม่ำเสมอ และ 4) อุปสรรค ได้แก่ มีผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการทำไม่ซับซ้อน จึงเกิดการลอกเลียนแบบได้ง่าย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคู่แข่งอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมากทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ตำบลหนองหญ้าปล้อง ผลิตภัณฑ์ยังไม่เป็นที่รู้จักของตลาดนอกพื้นที่ เนื่องจากยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครับรู้เท่าที่ควร และขาดเครื่องมือและกระบวนการทำการตลาดออนไลน์ ผลการวิเคราะห์ TOWS Matrix จากผลการวิเคราะห์ SWOT สรุปได้ว่า การพัฒนา นวัตกรรมการตลาดตามแนวทางฐานวิถีชีวิตใหม่ ( New Normal) โดยใช้การตลาดออนไลน์ ประกอบด้วย 7 กลยุทธ์ คือ 1) ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบท้องถิ่นตามหลักอาหารปลอดภัย 2) พัฒนาช่องทางการตลาดด้วยนวัตกรรมทางการตลาดออนไลน์ 3) เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งทางตรงและทางอ้อม 4) จัดอบรมให้ความรู้และทักษะ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม 5) พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากวัตถุดิบท้องถิ่นฤดูกาลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตที่เหมาะสม 6) วิเคราะห์ความต้องการของ กลุ่มเป้าหมายเพื่อพัฒนากลยุทธ์การผลิตให้สอดรับกับทิศทางของตลาดผลิตภัณฑ์อาหารท้องถิ่นในปัจจุบัน และ 7) อบรมให้ความรู้และทักษะด้านการตลาดออนไลน์แก่สมาชิกชุมชน สุดท้ายในการประชุมกลุ่มกับสมาชิกชุมชนกลุ่มเป้าหมายแบบมีส่วนร่วม พบว่าสมาชิกให้ความเห็นและระบุสิ่งที่ต้องการพัฒนาเร่งด่วน 3 ลำดับ คือ 1) พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากวัตถุดิบท้องถิ่นฤดูกาลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตที่เหมาะสม 2) จัดอบรมให้ความรู้และทักษะการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม และ 3) อบรมให้ความรู้และทักษะ ด้านการตลาดออนไลน์แก่สมาชิกชุมชนมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการตลาดตามแนวทางฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) โดยใช้การตลาดออนไลน์ งานวิจัยนี้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าในการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืนผ่านการจัดการเชิงนวัตกรรมด้านภาพลักษณ์อาหารท้องถิ่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และกลยุทธ์การตลาดในอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี
การยกระดับการใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบท้องถิ่นจากหน่อกะลาแบบบูรณาการของชุมชนเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สู่การแข่งขันเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน
โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากหน่อกะลาเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา เพื่อศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากสารสกัดและบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลา เพื่อศึกษาพัฒนาการพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกผ้าย้อมสีธรรมชาติจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลา และเพื่อศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารว่างจากหน่อกะลาเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา โดยหน่อกะลาสดมีความชื้น โปรตีน คาร์โบไฮเดรตรวมใยอาหาร ไขมัน และเถ้า เท่ากับ 94.86 1.25 0.34 0.64 และ 2.91%ตามลำดับ และมีปริมาณพลังงานทั้งหมดเท่ากับ 19.70 กิโลแคลอรี ศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากหน่อกะลาเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา พบว่า หน่อกะลาทดแทนผักกาดขาวในกิมจิ สามารถทดแทนได้ 75% ซึ่งมีความชื้น โปรตีน คาร์โบไฮเดรตรวมใยอาหาร ไขมัน และเถ้า เท่ากับ 76.88 2.81 15.89 1.11 และ 3.31%ตามลำดับ และให้พลังงาน 83.99 กิโลแคลอรี:100 กรัม โดยกิมจิหน่อกะลาเก็บรักษาที่อุณหภูมิไม่เกิน 4 oC เก็บรักษาได้อย่างน้อย 8 สัปดาห์ มีปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมด และมีปริมาณยีสต์และรา ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากสารสกัดและบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลา พบว่า เครื่องดื่มหน่อกะลารสน้ำผึ้งมะนาว โดยผลิตภัณฑ์ต่อ 100 ml. มีพลังงาน 78.58 kcal, ไขมันทั้งหมด 0.22 g, ไขมันอิ่มตัว 0.01 g, ตรวจไม่พบโคเลสเตอรอล, โปรตีน 0.60 g, คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 18.56 g, น้ำตาลทั้งหมด 13.82 g, โซเดียม 18.63 mg, โพแทสเซียม 386.59 mg, เถ้า 0.88 g, ความชื้น 87.39 g. และมีสารต้านอนุมูลอิสระ 99.75% ส่วนบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลา สามารถผลิตกระดาษที่จากเยื่อแห้งและเยื่อสด ศึกษาพัฒนาการพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกผ้าย้อมสีธรรมชาติจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลา พบว่า จากการสกัดสีจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลาแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง น้ำสีที่สกัดได้มีสีน้ำตาล และเมื่อทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง จะได้น้ำสีเป็นสีน้ำตาลเข้ม และในวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการย้อมร้อน ผลการย้อมผ้าฝ้ายด้วยสีธรรมชาติจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลา โดยไม่ใช้สารช่วยติดพบว่า ให้สีชมพูอ่อน แต่หลังการซักความเข้มของสีบนผืนผ้าซีดจางลงเล็กน้อย และผลการย้อมผ้าฝ้ายด้วยสีธรรมชาติจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลา พบว่าหลังการซักความเข้มของสีบนผืนผ้าซีดจางลงปานกลาง ศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารว่างจากหน่อกะลาเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ผลิตภัณฑ์อาหารว่างผลิตเป็นขนมจีบหมู พบว่า หน่อกะลาทดแทนเนื้อสัตว์ได้ 30% ขนมจีบหมูหน่อกะลามีองค์ประกอบทางเคมีดังนี้ โดยขนมจีบต่อ 100 g. มีเถ้า 1.45g, ไขมัน 28.75 g, ความชื้น 51.81 g, โปรตีน 8.66 g, คาร์โบไฮเดรตรวมใยอาหาร 7.91 g, พลังงาน 330.71 กิโลแคลอรี
การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากผักโมโรเฮยะเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี
การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากผักโมโรเฮยะเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งภาพรวมของโครงการชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสูตรและวิธีการผลิตอาหารและเครื่องดื่มจากโมโรเฮยะ เพื่อออกแบบ บรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากผักโมโรเฮยะ เพื่อศึกษาคุณภาพและอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากผักโมโรเฮยะ เพื่อศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคที่มีผลต่อผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากโมโรเฮยะ และ เผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากโมโรเฮยะสู่ชุมชน/ภาคเอกชน งานวิจัยนี้ประกอบด้วยโครงการวิจัยย่อย 4 เรื่อง โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้เป็นการ ศึกษาวิจัยการใช้ผักโมโรเฮยะในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม 4 กลุ่ม รวม 12 ผลิตภัณฑ์ คือ 1) ผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ซุปสำเร็จรูปจากผักโมโรเฮยะ ได้แก่ ซุปครีม ซุปใส และซุปโมโรเฮยะต้มยำ ซึ่งเป็นการคัดเลือกสูตรซุปพื้นฐานและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ซุปโมโรเฮยะสำเร็จรูปในภาชนะปิดสนิทถุงรีทอร์ทเพ้าช์ ที่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยเครื่องรีทอร์ทแบบพ่นน้ำ 2) ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าจากผักโมโรเฮยะอบแห้ง ได้แก่ ผงโรยข้าวโมโรเฮยะ ข้าวตังผักโมโรเฮยะ และ ผักโมโรเฮยะอบกรอบ ซึ่งเป็นการนำผักโมโรเฮยะมาอบแห้งแล้วคัดเลือกสูตรพื้นฐานและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จากโมโรเฮยะที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและเก็บได้นาน 3) ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากโมโรเฮยะ ได้แก่ โมโรเฮยะพร้อมดื่ม เครื่องดื่มโมโรเยฮะผงเพื่อสุขภาพ และมอคเทลโมโรเฮยะ โดยพัฒนาเป็น ชาโมโรเฮยะ กาแฟ โมโรเฮยะ และโกโก้โมโรเฮยะ และ 4) ผลิตภัณฑ์ขนมอบจากโมโรเฮยะ ได้แก่ บราวนี่กรอบโมโรเฮยะ คุกกี้โมโรเฮยะ และขนมปังขาไก่โมโรเฮยะ ผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ของอาหารแต่ละชนิดในภาพรวม พบว่า ผู้บริโภคให้การยอมรับในทุกผลิตภัณฑ์มากกว่าร้อยละ 90 และภาคเอกชน/ชุมชนตอบรับที่ดีและสนใจต่อยอดความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากโมโรเฮยะต่อไป