จำนวนงานวิจัย ( 22 )
การสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกและแปรรูปกล้วยของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านบางตาโฉม จังหวัดสิงห์บุรี สู่การแข่งขันเชิงพานิชย์อย่างยั่งยืน
โรคแอนแทรคโนสในกล้วยมีสาเหตุมาจากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioidese สามารถระบาดและทำความเสียหายต่อกล้วยได้ทุกระยะโดยเฉพาะระยะหลังการเก็บเกี่ยว งานวิจัยนี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการสกัดสารสำคัญจากกระเทียมเพื่อยับยั้งโรคแอนแทรคโนสในกล้วย เพื่อศึกษาความเข้มข้นของสารสำคัญที่เหมาะสมต่อการยับยั้งโรคแอนแทรคโนสในกล้วย และเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้ลงสู่เกษตรกรและกลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านบางตาโฉม จังหวัดสิงห์บุรี จาการศึกษาพบว่าเมื่อใช้สารละลายเอทานอล 95% ต่อการสกัด ผงกระเทียม 250 กรัม ได้เปอร์เซ็นต์สารสกัดกระเทียมที่ 1.25 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นนำสารสกัดที่ได้ไปศึกษาความเข้มข้นที่เหมาะสมต่อการยับยั้งเชื้อ C. gloeosporioidese บนอาหารแข็ง PDA พบว่าที่ความเข้มข้น 40 และ 80 ppm สารสกัดกระเทียมสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราบนอาหาร PDA เมื่อบ่มจานเพาะเชื้อที่มีเชื้อราอุณหภูมิ 30 °C เป็นเวลา 5 วัน ได้โดยสามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อราอยู่ที่ 11.21 และ 11.59 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ อย่างไรก็ตามสารสกัดทั้ง 2 ความเข้มข้น ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติจึงเลือกความเข้มข้นที่ 40 ppm เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อราของสารสกัดกระเทียมในกล้วย โดยแช่ผลกล้วยในน้ำกลั่น (ชุดควบคุม) และแช่ในสารสกัด ร่วมกับการวางเชื้อราเป็นเวลา 7 วัน พบว่ากล้วยที่จุ่มด้วยสารสกัดกระเทียมมีค่าเฉลี่ยเส้นผ่านศูนย์กลางรอยโรคที่ 8.10 มิลลิเมตร ซึ่งน้อยกว่าชุดควบคุมที่มีค่า 10.57 มิลลิเมตร และทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดต่อการต้านทานการเกิดโรคตามธรรมชาติของกล้วย พบว่าสารสกัดกระเทียมมีผลลดการเกิดโรคตามธรรมชาติเมื่อเปรียบเทียบกับกล้วยที่ไม่แช่และกล้วยที่แช่ด้วยน้ำกลั่นโดยมีการเปลี่ยนแปลงของสีเปลือกน้อยกว่าและมีอัตราการสุกช้ากว่าชุดควบคุม โครงการวิจัยเรื่อง บรรจุภัณฑ์ดัดแปลงบรรยากาศเพื่อยืดอายุการเก็บรักษากล้วยสุกเพื่อกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านบางตาโฉมจังหวัดสิงห์บุรีสู่การแข่งขันเชิงพานิชย์อย่างยั่งยืน ทำการทดลองโดยนำกล้วยหอมตัดพร้อมเปลือกบรรจุในภาชนะที่มีการปรับอากาศ 3 สภาวะ คือ 1) สภาวะบรรยากาศปกติ 2) สภาวะ MAP โดยใช้แก๊สผสม CO2 20% และ N2 80% และ 3) สภาวะ MAP โดยใช้แก๊สผสม CO2 60% และ N2 40% ตามลำดับ ตัวอย่างเก็บที่อุณหภูมิ 14 ± 2 องศาเซลเซียส โดยทำการสุ่มตัวอย่างทุกสัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยสุ่มสภาวะละ 6 ซ้ำซ้ำละ 4 ผล แล้วนำมาทดสอบคุณภาพทางเคมี ทางกายภาพ ทางจุลินทรีย์ และทางประสาทสัมผัส พบว่า กล้วยหอมตัดพร้อมเปลือกแล้วบรรจุในภาชนะที่มีการปรับอากาศสภาวะ MAP โดยใช้แก๊สผสม CO2 60% และ N2 40% เป็นสภาวะที่เหมาะที่สุด เนื่องจากผู้ทดสอบให้คะแนนความชอบคะแนน เฉลี่ยสูงสุดในทุกด้าน (p < 0.05) และมีความปลอดภัยในการบริโภค โครงการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากส่วนเหลือทิ้งในการปลูกและแปรรูป กล้วยของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านบางตาโฉม จังหวัดสิงห์บุรี สู่การแข่งขันเชิงพานิชย์อย่างยั่งยืน ได้ศึกษาการนำกาบมะพร้าวมาทำปลอกรักษาอุณหภูมิสำหรับเครื่องดื่ม โดยศึกษาคุณสมบัติทาง กายภาพ และทางเคมีของกาบกล้วย และกาบกล้วยอบแห้ง พบว่า มีค่าปริมาณน้ำอิสระ (aw) ไม่เกิน 0.6 และมีค่าปริมาณความชื้น, ค่าปริมาณเส้นใยหยาบ, และค่าปริมาณเถ้า มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) และได้ศึกษารูปแบบของกาบกล้วยที่เหมาะสมในการทำปลอกรักษา อุณหภูมิเครื่องดื่ม พบว่า แบบหนาเหมาะสำหรับปลอกรักษาอุณหภูมิแบบหุ้มด้วยหนัง ทั้งแบบ เปเปอร์มาเช่และแบบหนามีการรักษาอุณหภูมิของเครื่องดื่มได้ดีใกล้เคียงกัน ปลอกรักษาอุณหภูมิ แบบเปเปอร์มาเช่ และกาบกล้วยแบบหนาเหมาะสำหรับปลอกรักษาอุณหภูมิแบบหุ้มด้วยหนังเพราะ ความหนาสามารถรักษาอุณหภูมิได้ดีมากขั้น อีกทั้งยังช่วยขึ้นรูปได้ง่าย ดังนั้นด้านความพึงพอใจผู้ ทดสอบให้การยอมรับมากที่สุดผู้ บริโภคมีความพึงพอใจผลดีต่อการรักษาอุณหภูมิของปลอกแก้ว รักษาอุณหภูมิอยู่ในระดับชอบมาก ผลการศึกษาการยอมรับของผู้บริโภค (Consumer test) พบว่า ผู้บริโภคจำนวน 100 คน ให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ ร้อยละ 100 หากมีผลิตภัณฑ์ปลอกรักษาอุณหภูมิ แบบหุ้มด้วย และหนังปลอกรักษาอุณหภูมิแบบเปเปอร์มาเช่กาบกล้วยแบบหนาเหมาะสำหรับ วาง จำหน่าย คาดว่าจะซื้อ ร้อยละ 89 ได้คะแนนความชอบอยู่ในระดับที่ชอบมาก
แนวทางการอนุรักษ์และการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนชาวประมง เพื่อส่งเสริมความสมดุลและยั่งยืนของทรัพยากรทาง ธรรมชาติ วิถีชีวิต และคุณค่าดั้งเดิมของท้องถิ่น
ชุมชนชาวประมงบ้านบางปู เป็นชุมชนชาวประมงขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณริมคลองบ้านบางปู ในเขตอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งในปัจจุบันพบว่า มีจำนวนธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากมองในแง่ของเศรษฐกิจแล้วก็ นับได้ว่าเป็นเรื่องดีที่จะทำให้เกิดการการสร้างงานและรายได้ให้เกิดขึ้นในชุมชน แต่หากมองในแง่มุม ของการอนุรักษ์นั้นจะพบว่าการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ลักษณะนี้อาจจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียอัตลักษณ์และคุณค่าดั้งเดิมของท้องถิ่น ตลอดจนทรัพยากรทางธรรมชาติภายในพื้นที่ขึ้นในอนาคตได้ คณะผู้วิจัยจึงได้ จัดทำโครงการวิจัยนี้ขึ้นเพื่อเป็นการศึกษาถึงผลกระทบจากการท่องเที่ยวของชุมชนชาวประมงในประเทศไทย และเพื่อสร้างแนวทางในการอนุรักษ์และการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนชาวประมงที่มีความเหมาะสมกับทรัพยากรทางธรรมชาติ วิถีชีวิตและคุณค่าดั้งเดิมของท้องถิ่นที่จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการรองรับการเจริญเติบโตของการท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาศัยกระบวนการในการสกัดองค์ความรู้จากกรณีศึกษาของแหล่งท่องเที่ยวที่มีลักษณะเป็นชุมชนชาวประมงในประเทศญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทยและเป็นไปตามหลักการเบื้องต้นของการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนขององค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ แล้ว นำองค์ความรู้ที่ได้นั้นมาจัดระบบให้เป็นหมวดหมู่ และประยุกต์ใช้ในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งผลการดำเนินการวิจัยทำให้เกิดกระบวนการในการสร้างแนวทางของการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน ผ่านปัจจัยด้านรูปแบบของกิจกรรมการท่องเที่ยว ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกสนับสนุนการท่องเที่ยว และปัจจัยด้านการอนุรักษ์และการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน โดยทั้ง 3 ปัจจัยดังกล่าวนั้นต้องทำงานสัมพันธ์กันภายใต้เงื่อนไขของการส่งเสริมกับศักยภาพที่มีอยู่เดิมของชุมชน
รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริงกรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
งานวิจัยนี้มีเพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยการสอบถามนักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน คือ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) แลการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quality Research) โดยช่วงระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ ช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 - เดือนกันยายน พ.ศ. 2566 กับนักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Questionnaire Online) ที่ผ่านการทดสอบความเชื่อมั่น (Reliability) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 400 ชุด จากนั้นจึงนำแบบสอบถามที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS (Statistical Package for the Social Sciences) ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 20 - 30 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีรชมงคลพระนคร มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท ส่วนใหญ่วิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยภาพรวมในด้านการวางแผน และการดำเนินการอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามอยากให้มีการวางแผน การปรับปรุง การพัฒนา การรับความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานภายในพื้นที่ รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมโดยรอบของแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง ให้มีความสวยงาม และสามารถเปิดให้เข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน ตามวัน – เวลาราชการ เป็นการหารายได้เข้ามหาวิทยาลัย และเป็นการเผยแพร่ความรู้ที่หายากให้แก่ประชาชนที่สนใจ การพัฒนารูปแบบการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง โดยรวมอยากให้ผู้บริหารระดับสูงสร้างความตระหนักให้กับบุคลากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของแหล่งเรียนรู้ มีการพัฒนานวัตกรรม หรือผลงานวิจัย หรือ Best Practice ในการใช้แหล่งเรียรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อนักศึกษาของมหาวิทยาลัย และชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยมากขึ้น และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยผู้ตอบแบบสอบถามได้ดำเนินการทดลองเข้าเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีความพึงพอใจชอบในลูกเล่น และสีสัน แต่อาจจะยากในส่วนของลูกเล่น เพราะถ้าลองใช้กับโทรศัพท์มือถือ แต่ถ้าใช้กับคอมพิวเตอร์ PC Notebook หรือ Tablet จะสามารถเห็นภาพ ชัดกว่า จะเล่นได้ง่ายกว่า
ศึกษาผลสัมฤทธิ์การเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษาเชิงบูรณาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้ต้องการศึกษาผลสัมฤทธิ์การเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษาเชิงบูรณาการ โดยมีวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) การศึกษาประเด็นปัญหาการเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มทร.พระนคร 2) เพื่อออกแบบรูปแบบการเรียนการสอนในวิชาการเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษาเชิงบูรณาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบมทร.พระนคร 3) ประเมินผลสัมฤทธิ์การเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษาเชิงบูรณาการ คณะ สถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มทร.พระนคร ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จากสาขาวิชาการ ออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สาขาวิชาการออกแบบบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์ และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากสาขาวิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มทร.พระนคร วิชาการเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษา วิธีการดำเนินการวิจัยโดยศึกษาประเด็นปัญหาการเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษา จากนั้นทำการวิเคราะห์ เพื่อหาค่าความเหมาะสม และขั้นตอนการสร้างรูปแบบการเรียนการสอน ที่เหมาะสม ด้วยแบบสอบถามประกอบการสัมภาษณ์จากอาจารย์และเจ้าหน้าที่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มทร.พระนคร จำนวน 5 ท่าน และประเมินผลสัมฤทธิ์การเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษาเชิงบูรณาการ จำนวน 50 คน ด้วยเทคนิคมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับผลการวิจัยพบว่าการศึกษาประเด็นปัญหาการเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มทร.พระนคร จำนวน 63 คน โดยรวมอยู่ในระดับมากค่าเฉลี่ย (*สมการคณิตศาสตร์) ส่วนรูปแบบการเรียนการสอนในวิชาการเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษาเชิงบูรณาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มทร.พระนคร โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ จำนวน 5 ท่าน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย (*สมการคณิตศาสตร์) และผลประเมินความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล เจ้าของสถานประกอบการหรือพี่เลี้ยงดูแลหรือปฏิบัติงานร่วมกับนักศึกษาสหกิจศึกษาของแต่ละสถานประกอบการ จำนวน 50 คน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย (*สมการคณิตศาสตร์)
การเพิ่มทักษะทางภาษาไทยของนักศึกษาต่างชาติโดยการใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐาน
งานวิจัยเรื่อง การเพิ่มทักษะทางภาษาไทยของนักศึกษาต่างชาติโดยใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐาน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐานสําหรับนักศึกษาต่างชาติ โดยพิจารณาจากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะภาษาไทยแต่ละด้านของนักศึกษาต่างชาติกลุ่มทดลองที่ใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐานระหว่างก่อนกับหลัง และเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะภาษาไทยระยะหลังการทดลองของนักศึกษาต่างชาติกลุ่มที่ใช้ และไม่ใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาต่างชาติ จํานวน60 คน กําลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดนักศึกษาเข้ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละเท่าๆ กัน โดยการสุ่ม อย่างง่าย (Random Simple Sampling) กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่ใช้โปรแกรมประยุกตฺฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐาน จํานวน 30 คน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ไม่ใช้โปรแกรมประยุกตฺฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐานจํานวน 30 คน เครื่องมือวิจัยเป็นโปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ สถิติทดสอบทีรายคู่ (Paired-t-test) และ สถิติ t-test ผลการวิจัยปรากฏว่า1) การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐาน มีความเหมาะสมที่จะใช้ฝึกสําหรับฝึกเพิ่มทักษะทางภาษาไทยขั้นพื้นฐานสําหรับนักศึกษาต่างชาติ 2) คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบของกลุ่มทดลองที่ฝึกโดยใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้น พื้นฐานของนักศึกษาต่างชาติพบกว่าหลังการฝึกสูงกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 3) คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบของกลุ่มที่ฝึกโดยไม่ใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐานของนักศึกษาต่างชาติพบกว่าหลังการฝึกสูงกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ0.05 4) คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบ และเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะภาษาไทยระยะหลังการทดลองของกลุ่มที่ใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐาน สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐานอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05