จำนวนงานวิจัย ( 45 )

การศึกษาสมการในการประมาณราคางานเสาเอ็น ทับหลัง ของบ้านพักอาศัย 2 ชั้น
การศึกษาสมการในการประมาณราคางานเสาเอ็น ทับหลัง ของบ้านพักอาศัย 2 ชั้น

การประมาณราคางานก่อสร้างแบบละเอียด ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ (1) การศึกษาแบบก่อสร้าง รายการประกอบแบบ และข้อกำหนด (2) ดูสถานที่ก่อสร้าง และรับฟังการชี้แจงแบบจากผู้ออกแบบ (3) หาปริมาณวัสดุ (4) วิเคราะห์ราคาค่าวัสดุ และค่าแรงงาน (5) วิเคราะห์ค่าดำเนินการ ภาษี กำไร ดอกเบี้ย และ (6) สรุปราคาค่าก่อสร้าง การหาปริมาณวัสดุนับเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ต้องใช้นักประมาณราคาที่มีประสบการณ์ถึงจะทำให้การหาปริมาณวัสดุก่อสร้าง มีความถูกต้อง แม่นยำ ใกล้เคียงกับปริมาณการใช้จริง ดังนั้นหากมีเครื่องมืออย่างง่ายที่สามารถหาปริมาณวัสดุ ที่ใช้ระยะเวลาไม่นาน และนักประมาณราคาไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ในงานประมาณราคามากนัก งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาสมการในการหาปริมาณงานเสาเอ็น-ทับหลังในงานประมาณราคาค่าก่อสร้าง เลือกแบบก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น จำนวน 75 แบบ เป็นกรณีศึกษา นำมาวิเคราะห์หาตัวแปรอิสระที่มีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม ใช้วิธีการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Liner Regression Analysis) ได้สมการในการหาปริมาณงานเสาเอ็น-ทับหลัง (Y) = 1.834 + 1.243 (พื้นที่ผนังอิฐก่อ) - 0.639(พื้นที่ช่องเปิด) นำสมการที่ได้ไปทดสอบกับแบบบ้านพักอาศัยตัวอย่าง จำนวน 5 แบบ ที่มีรูปแบบคล้ายกัน และตัวแปรในการออกแบบเหมือนกัน พบว่า ปริมาณงานเสาเอ็น-ทับหลังที่ได้จากสมการมากกว่าที่ประมาณราคาแบบละเอียด 2.88-5.36% ซึ่งเป็นค่าที่ยอมรับได้ ดังนั้นสมการที่ได้จากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ในการหาปริมาณงานเสาเอ็น-ทับหลังของโครงการใหม่ที่มีรูปแบบคล้ายกันกับงานวิจัยในครั้งนี้ในเบื้องต้นได้

2567
การรับรู้และการมีส่วนร่วมของบุคลากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครต่อการรับประเมิน QS Star Rating System
การรับรู้และการมีส่วนร่วมของบุคลากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครต่อการรับประเมิน QS Star Rating System

งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการรับรู้ และการมีส่วนร่วมของบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมมงคลพระนคร ต่อการรับประเมิน QS Star Rating System 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ต่อการรับประเมิน QS Star Rating System โดยมุ่งเน้นศึกษาการรับรู้ของบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ในการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัยเข้าสู่การประเมินมาตรฐานในการยกระดับสถาบันอุดมศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานสู่ระดับสากลตามเกณฑ์ ต่อเกณฑ์การประเมิน QS Star Rating System และการรับรู้ในการมีส่วนร่วมของหน่วยงานตนเอง ต่อเกณฑ์การประเมิน QS Star Rating System เพื่อนำผลการวิจัยไปหาแนวทางในการส่งเสริม สนับสนุนให้บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในเกณฑ์การาประเมินและร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย เพื่อยกระดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยให้ได้รับผลการประเมินในระดับที่สูงขึ้นโดยประชากรท่มใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครโดยแบ่งเป็น บุคลากรสายวิชาการจำนวน 519 บุคลากรสายสนันสนุนจำนวน 636 คน ประชากรทั้งหมดจะเท่ากับ 1,155 คน กลุ่มประชากรตัวอย่างทีใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือบุคลากรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 300 คน ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครมีการรับรู้การประเมิน QS Star Rating System คืออะไร จำนวน 224 คน คิดเป็น 74.67% มีการรับรู้ว่าการประเมิน QS Star Rating System มีความสำคัญกับการพัฒนามหาวิทยาลัย จำนวน 224 คน คิดเป็น 74.67% และมีการรับรู้ว่าการประเมิน QS Star Rating System เกี่ยวข้องกับการประเมินในหน่วยงานของตนเอง จำนวน 224 คน คิดเป็น 74.67% โดยมีระดับการรับรู้เกี่ยวกับการประเมินภาพรวมของ QS Star Rating System ค่าเฉลี่ย (X) อยู่ที่ 3.56 ระดับการรับรู้มาก และบุคลากรมีส่วนร่วมด้านการวิจัย มากที่สุด รองลงมาเป็น ด้านการสอน ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการพัฒนา ด้านวิชาการ ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ด้านนวัตกรรม ด้านความเป็นสากล ด้านการจ้างงาน และด้านความเท่าเทียม ตามลำดับ

2567
การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต ของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน วิชาเอกครีเอทีฟมีเดียเทคโนโลยี
การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต ของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน วิชาเอกครีเอทีฟมีเดียเทคโนโลยี

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการปรับปรุงหลักสูตรเทคโนโลยี บัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน วิชาเอกครีเอทีฟมีเดียเทคโนโลยี คณเทคโนโลยี สื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานประกอบด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถาม โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 175 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis: EFA) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสนทนากลุ่ม จำนวน 5 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ใช้บัณฑิต อาจารย์ ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมทั้งสิ้น 41 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า กำลังศึกษาในโรงเรียนรัฐบาล สังกัดแผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มาจากครอบครัวที่มีรายได้ระดับปานกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่มีศักยภาพในการเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจเผยให้เห็นปัจจัยเชิงโครงสร้างในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อของนักเรียน กลุ่มเป้าหมาย 4 องค์ประกอบหลัก ซึ่งสะท้อนนัยสำคัญของการสร้างตราสินค้าสถาบันให้แข็งแกร่ง ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรให้เท่าทันต่อความต้องการของตลาดแรงงาน การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการสื่อสารการตลาดที่มีประสิทธิผลต่อกลุ่มเป้าหมาย ส่วนผลการวิจัยเชิงคุณภาพสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและจุดอ่อนของบัณฑิต รวมทั้งแนวทางในการผลิตบัณฑิตที่มีทักษะความสามารถหลากหลาย โดยควรบูรณาการทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เข้ากับการเรียนการสอนที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงและส่งเสริมการปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาหลักสูตรและการวางกลยุทธ์การรับนักศึกษาในอนาคต

2567
การประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อเตรียมการจัดทำหลักสูตรเทคโนโลยีการภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อเตรียมการจัดทำหลักสูตรเทคโนโลยีการภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัยเรื่อง “การประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อเตรียมการจัดทำหลักสูตรเทคโนโลยีการ ภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร” เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed-methods Research) โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อสำรวจความต้องการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในเขตกรุงเทพมหานครในการศึกษาต่อด้านเทคโนโลยีการภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามความต้องการของสถานประกอบการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรเทคโนโลยีการภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลสำหรับคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและสถานประกอบการการวิจัยเชิงปริมาณใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในเข๖กรุงเทพมหานคร จำนวน 401 คน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) จำนวน 11 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์, ผู้กำกับภาพยนต์, ตัวแทนภาครัฐหรือสมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย, นักวิจารณ์ภาพยนตร์ และนักวิชาการด้านภาพยนตร์ ผลการวิจัยพบว่า 1. กลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า มีความต้องการศึกษาต่อในหลักสูตร เทคโนโลยีการภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลในระดับสูง โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาสูงสุด ได้แก่ การศึกษาดูงานนอกสถานที่ (ค่าเฉลี่ย 4.22), การเรียนที่เน้นการฝึกปฏิบัติจริง (ค่าเฉลี่ย 4.19), การมีอาจารย์พิเศษผู้เชี่ยวชาญจากวงการ (ค่าเฉลี่ย 4.16), การมีทุนสนับสนุนการศึกษาแบบให้เปล่า (ค่าเฉลี่ย 4.13) และความพร้อมของเครื่องมืออุปกรณ์ (ค่าเฉลี่ย 4.07) 2. ในด้านคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ สามารถแบ่งคุณลักษณะออกได้เป็น 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1)ความพร้อมใช้งานและสมรรถนะการทำงานจริง 2) ความหลากหลายของทักษะและความยืดหยุ่นในการปรับตัว 3) ทัศนคติและความเป็นมืออาชีพ 4) ความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์เชิงศิลปะ และ 5) คุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ โดยพบว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยปัจจุบัน ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้านการเขียนบทภาพยนตร์และการบริหารจัดการเชิงธุรกิจเป็นอย่างมาก 3. แนวทางการพัฒนาหลักสูตร สามารถแบ่งออกได้เป็น 7 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ด้านการวางตำแหน่งและโครงสร้างหลักสูตร 2 ด้านเนื้อหาและสมรรถนะหลัก 3) ด้านกลยุทธ์การจัดการเรียนการสอน 4 ด้าน คณาจารย์และความร่วมมือกับอุตสาหกรรม 5) ด้านการรับนักศึกษาและการส่งเสริมผู้เรียน 6) ด้านทรัพยากรและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ 7) ด้านการบริหารและประเมินหลักสูตร ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความต้องการที่สอดคล้องกัน ระหว่างผู้เรียนและสถานประกอบการ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สำคัญในการยืนยันถึงความจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรเทคโนโลยีการภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลที่เน้นสมรรถนะ (Competency-Based) เพื่อลดช่องว่างระหว่างโลกการศึกษากับโลกวิชาชีพ และสามารถผลิตบัณฑิตที่ตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศได้อย่างแท้จริง

2567
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา 2) ศึกษาการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา และ 3) จัดทาแนวทางในการแนะแนวการศึกษาต่อสาหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา ในกรุงเทพมหานคร ที่กาลังศึกษาอยู่ในระบบ จานวน 400 คน โดยใช้สูตรการคานวณหากลุ่มประชากรของ Taro Yamane (Yamane,1973) และกาหนดค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 95% เกี่ยวกับการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง หรือยอมให้ค่าความคลาดเคลื่อนเท่ากับ .05 สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณแบบปกติ (Enter Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยด้านทัศนคติ แรงจูงใจ และความต้องการ ร่วมกันพยากรณ์การมีส่วนร่วมได้ร้อยละ 66.60) โดยมีปัจจัยทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านทัศนคติ ด้านแรงจูงใจ และด้านความต้องการส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านความต้องการ มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือ ด้านทัศนคติ และด้านแรงจูงใจ โดยด้านความต้องการเพิ่มขึ้น 1 หน่วยก็จะส่งผลให้การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น .383 หน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.30 ด้านทัศนคติเพิ่มขึ้น 1 หน่วยก็จะส่งผลให้การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น .301 หน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.10 และด้านแรงจูงใจเพิ่มขึ้น 1 หน่วยก็จะส่งผลให้การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น .283 หน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.30 2) การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา พบว่า ชั้นปี และประเภทโรงเรียนต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีไม่แตกต่างกัน ในขณะที่ เพศ และแผนการเรียนต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และให้ความสาคัญกับความพร้อมด้านอาคารสถานที่มากที่สุด รองลงมาคือ ความพร้อมด้านอุปกรณ์การเรียนรู้ และการอยู่ใกล้แหล่งอานวยความสะดวก เช่น โรงพยาบาล สถานีตารวจ หรือห้างสรรพสินค้า และ 3) แนวทางในการแนะแนวการศึกษาต่อสาหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา คือ 3.1) การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในระบบอุดมศึกษา โดยการจัดกิจกรรมแนะแนวที่ถูกต้อง โครงการเยี่ยมชม/ค่ายแนะแนวอาชีพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และใช้สื่อดิจิทัลเผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีของหลักสูตรและสถาบัน 3.2) การแนะแนวอาชีพควรถูกบูรณาการในระดับมัธยม/อาชีวะ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนกับอนาคต โดยสถาบันอุดมศึกษาควร เน้นประชาสัมพันธ์หลักสูตรที่มีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และจัด กิจกรรมเชิญศิษย์เก่า/บุคคลต้นแบบ มาสร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียน 3.3) มหาวิทยาลัยควรพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงสนับสนุนทุนการศึกษาหลากหลายรูปแบบ พร้อมจัดระบบให้คาปรึกษาออนไลน์/แนะแนวส่วนบุคคล เพื่อวิเคราะห์และชี้แนะเส้นทางที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละราย และ 3.4) สร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถานประกอบการ เพื่อให้ข้อมูลการศึกษาและอาชีพที่ครบถ้วน จัดตั้งเครือข่ายแนะแนว เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและพัฒนารูปแบบการแนะแนว พร้อมใช้ฐานข้อมูลกลางนักเรียน เพื่อวิเคราะห์ความสนใจและวางแผนการแนะแนวให้ตรงเป้าหมาย

2567