จำนวนงานวิจัย ( 43 )
การสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพส่งผลกระทบระหว่าง การจัดการความรู้ด้านคุณภาพที่สำคัญและความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชี
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา การสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพส่งผลกระทบระหว่าง การจัดการความรู้ด้านคุณภาพที่สำคัญและความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชี ซึ่งทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้สอบบัญชี จำนวน 64 คน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการทดสอบความถดถอยเชิงพหุ พบว่า จรรยาบรรณของผู้สอบบัญชี และแรงจูงใจของผู้สอบบัญชี มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจัดการความรู้ด้านคุณภาพที่สำคัญโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมถึงคุณภาพงานสอบบัญชี คุณภาพของผู้สอบบัญชี และคุณภาพขององค์กร มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชีโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตลอดจนการสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชีโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการจัดการความรู้ และการสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพมีผลต่อคุณภาพงานสอบบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษานี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนามาตรฐานและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของวิชาชีพในระดับสำนักงานสอบบัญชี ผู้สอบบัญชี หน่วยงานกำกับดูแล และสถาบันการศึกษาในอนาคต
กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ กรณีศึกษาผลิตภัณฑ์ชา กลีบบัว
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ "ชากลีบ บัว" โดยมุ่งเน้น (1) การพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ของ "ชากลีบบัว" ในด้านลักษณะ คุณภาพ ตรายี่ห้อ และ บรรจุภัณฑ์ (2) การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความแตกต่างและทันสมัยยิ่งขึ้น และ (3) การเพิ่มมูลค่าให้กับ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบธรรมดา การวิจัยนี้ใช้วิธีการสำรวจ (Survey Research Method) โดยมี แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ชุด ซึ่งได้รับการวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) จากการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ "ชากลีบบัว" ของผู้บริโภคใน กรุงเทพมหานคร พบว่าทุกปัจจัยอยู่ในระดับ มาก โดยมีปัจจัยที่ได้รับความสนใจสูงสุดคือ ลักษณะ ผลิตภัณฑ์ หากมีส่วนผสมของน้ำอัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (โซดา) และ การส่งเสริมการขาย ด้วยการ แจกสินค้าให้ชิมฟรี (ค่าเฉลี่ย xˉ = 4.52) รองลงมาคือ ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ด้านบรรจุภัณฑ์ที่มี สีสันสวยงาม (xˉ = 4.48) และปัจจัยด้าน ความคุ้มค่า ของราคาควบคู่ไปกับ การส่งเสริมการตลาด ด้วย ข้อมูลที่ชัดเจน (xˉ = 4.49) นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญอย่างมากกับความน่าเชื่อถือของ ตรา ยี่ห้อ TUSZA (xˉ = 4.46), บรรจุภัณฑ์ ที่ทันสมัยและปลอดภัย (xˉ = 4.46), การให้ข้อมูลที่ชัดเจนจาก พนักงานขาย (xˉ = 4.47), ช่องทางการจัดจำหน่าย ที่หลากหลาย (เช่น 7-11, Lotus Express, Big C Mini) (xˉ = 4.47), ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ด้านการพกพา (xˉ = 4.45), ความน่ารับประทาน (xˉ = 4.45), ต้นทุน ที่เหมาะสมกับปริมาณ (xˉ = 4.45), คุณภาพ ด้านสรรพคุณดูแลสุขภาพ (xˉ = 4.40), การ โฆษณา ที่ชัดเจน (xˉ = 4.40), และ การประชาสัมพันธ์ ผ่าน Facebook (xˉ = 4.50) ผลการวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสำคัญของการกำหนดกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการขาย การตลาด และช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ "ชากลีบบัว" ในตลาด
ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัย ในการใช้อาคารเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยในการใช้อาคารเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิธีการศึกษาผู้ใช้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากร และนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ จานวน 361 คน ผลการวิจัยพบว่า โดยการวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงสารวจ ซึ่งโดยใช้สถิติ T-test Independent เพื่อต้องการค้นหาว่าปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล (เพศ) มีผลต่อระดับความรู้สึกความปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมหรือไม่ และ ค้นหาถึงปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคารที่เข้าใช้งานที่มีผลต่อระดับความรู้สึกความปลอดภัยต่ออาชญากรรม ซึ่งได้มาจากการทบทวนวรรณกรรม ได้แก่ ระดับของความส่องสว่าง ผังพื้น ระดับการมองเห็น โทนสี ความสูงของฝ้าเพดาน จานวนของช่องเปิดประตูและหน้าต่าง ลักษณะของบันได จานวนผู้ใช้งานภายในอาคาร การบริการรักษาความปลอดภัย ด้วยการใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) วิธีการแบบ All Enter คือนาเอาปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคารทั้ง 9 ปัจจัยมีอิทธิพลต่อระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรม ซึ่งนาเอาตัวแปรของปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคาร ทุกตัวเข้าระบบสมการพร้อมกัน ซึ่งผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ สรุปผลการวิจัยจากข้อมูลทั่วไปของกลุ่มจานวนทั้งสิ้น 361 คน โดยเป็นกลุ่มตัวอย่างเพศชาย 72 คน และเพศหญิง 289 คนประกอบไปด้วย พบว่า ปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล (เพศ) กับ ความรู้สึกปลอดภัยในการเข้าใช้งานภายในอาคาร (ระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรม) พบว่า ปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล (เพศ) ทั้ง 2 กลุ่มมีระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .062 ซึ่งสรุปได้ว่าความแตกต่างในด้านเพศไม่มีความสัมพันธ์กับระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมในการเข้าใช้งานภายในอาคาร สรุปผลการวิจัยของปัจจัยสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคาร กับความรู้สึกปลอดภัยในการเช้าใช้งานภายในอาคาร (ระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรม) พบว่า ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคารทั้ง 9 ตัวแปร ได้แก่ ระดับของความส่องสว่างผังพื้น ระดับการมองเห็น โทนสี ความรู้ของฝ้าเพดาน จานวนของช่องเปิดประตู และหน้าต่าง ลักษณะของบันได จานวนถังดับเพลิง จานวนผู้ใช้งานภายในอาคารเรียน มีความสัมพันธ์กับระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สามารถร่วมกับพยากรณ์ระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมได้