จำนวนงานวิจัย ( 45 )
การสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพส่งผลกระทบระหว่าง การจัดการความรู้ด้านคุณภาพที่สำคัญและความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชี
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา การสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพส่งผลกระทบระหว่าง การจัดการความรู้ด้านคุณภาพที่สำคัญและความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชี ซึ่งทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้สอบบัญชี จำนวน 64 คน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการทดสอบความถดถอยเชิงพหุ พบว่า จรรยาบรรณของผู้สอบบัญชี และแรงจูงใจของผู้สอบบัญชี มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจัดการความรู้ด้านคุณภาพที่สำคัญโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมถึงคุณภาพงานสอบบัญชี คุณภาพของผู้สอบบัญชี และคุณภาพขององค์กร มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชีโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตลอดจนการสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชีโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการจัดการความรู้ และการสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพมีผลต่อคุณภาพงานสอบบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษานี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนามาตรฐานและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของวิชาชีพในระดับสำนักงานสอบบัญชี ผู้สอบบัญชี หน่วยงานกำกับดูแล และสถาบันการศึกษาในอนาคต
กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ กรณีศึกษาผลิตภัณฑ์ชา กลีบบัว
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ "ชากลีบ บัว" โดยมุ่งเน้น (1) การพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ของ "ชากลีบบัว" ในด้านลักษณะ คุณภาพ ตรายี่ห้อ และ บรรจุภัณฑ์ (2) การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความแตกต่างและทันสมัยยิ่งขึ้น และ (3) การเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบธรรมดา การวิจัยนี้ใช้วิธีการสำรวจ (Survey Research Method) โดยมีแบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400ชุด ซึ่งได้รับการวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) จากการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ "ชากลีบบัว" ของผู้บริโภคใน กรุงเทพมหานคร พบว่าทุกปัจจัยอยู่ในระดับ มาก โดยมีปัจจัยที่ได้รับความสนใจสูงสุดคือ ลักษณะผลิตภัณฑ์ หากมีส่วนผสมของน้ำอัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (โซดา) และ การส่งเสริมการขาย ด้วยการแจกสินค้าให้ชิมฟรี (ค่าเฉลี่ย xˉ = 4.52) รองลงมาคือ ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ด้านบรรจุภัณฑ์ที่มีสีสันสวยงาม (xˉ = 4.48) และปัจจัยด้าน ความคุ้มค่า ของราคาควบคู่ไปกับ การส่งเสริมการตลาด ด้วยข้อมูลที่ชัดเจน (xˉ = 4.49) นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญอย่างมากกับความน่าเชื่อถือของ ตรายี่ห้อ TUSZA (xˉ = 4.46), บรรจุภัณฑ์ ที่ทันสมัยและปลอดภัย (xˉ = 4.46), การให้ข้อมูลที่ชัดเจนจากพนักงานขาย (xˉ = 4.47), ช่องทางการจัดจำหน่าย ที่หลากหลาย (เช่น 7-11, Lotus Express, Big CMini) (xˉ = 4.47), ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ด้านการพกพา (xˉ = 4.45), ความน่ารับประทาน (xˉ = 4.45), ต้นทุน ที่เหมาะสมกับปริมาณ (xˉ = 4.45), คุณภาพ ด้านสรรพคุณดูแลสุขภาพ (xˉ = 4.40), การโฆษณา ที่ชัดเจน (xˉ = 4.40), และ การประชาสัมพันธ์ ผ่าน Facebook (xˉ = 4.50) ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสำคัญของการกำหนดกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการขาย การตลาดและช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ "ชากลีบบัว" ในตลาด
ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัย ในการใช้อาคารเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยในการใช้อาคารเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิธีการศึกษาผู้ใช้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากร และนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ จานวน 361 คน ผลการวิจัยพบว่า โดยการวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงสารวจ ซึ่งโดยใช้สถิติ T-test Independent เพื่อต้องการค้นหาว่าปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล (เพศ) มีผลต่อระดับความรู้สึกความปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมหรือไม่ และ ค้นหาถึงปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคารที่เข้าใช้งานที่มีผลต่อระดับความรู้สึกความปลอดภัยต่ออาชญากรรม ซึ่งได้มาจากการทบทวนวรรณกรรม ได้แก่ ระดับของความส่องสว่าง ผังพื้น ระดับการมองเห็น โทนสี ความสูงของฝ้าเพดาน จานวนของช่องเปิดประตูและหน้าต่าง ลักษณะของบันได จานวนผู้ใช้งานภายในอาคาร การบริการรักษาความปลอดภัย ด้วยการใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) วิธีการแบบ All Enter คือนาเอาปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคารทั้ง 9 ปัจจัยมีอิทธิพลต่อระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรม ซึ่งนาเอาตัวแปรของปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคาร ทุกตัวเข้าระบบสมการพร้อมกัน ซึ่งผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ สรุปผลการวิจัยจากข้อมูลทั่วไปของกลุ่มจานวนทั้งสิ้น 361 คน โดยเป็นกลุ่มตัวอย่างเพศชาย 72 คน และเพศหญิง 289 คนประกอบไปด้วย พบว่า ปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล (เพศ) กับ ความรู้สึกปลอดภัยในการเข้าใช้งานภายในอาคาร (ระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรม) พบว่า ปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล (เพศ) ทั้ง 2 กลุ่มมีระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .062 ซึ่งสรุปได้ว่าความแตกต่างในด้านเพศไม่มีความสัมพันธ์กับระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมในการเข้าใช้งานภายในอาคาร สรุปผลการวิจัยของปัจจัยสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคาร กับความรู้สึกปลอดภัยในการเช้าใช้งานภายในอาคาร (ระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรม) พบว่า ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคารทั้ง 9 ตัวแปร ได้แก่ ระดับของความส่องสว่างผังพื้น ระดับการมองเห็น โทนสี ความรู้ของฝ้าเพดาน จานวนของช่องเปิดประตู และหน้าต่าง ลักษณะของบันได จานวนถังดับเพลิง จานวนผู้ใช้งานภายในอาคารเรียน มีความสัมพันธ์กับระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สามารถร่วมกับพยากรณ์ระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมได้
การเตรียมความพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตรสู่เกณฑ์ AUN-DA คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยความแตกต่างระหว่างบุคคลกับระดับความรู้ ความเข้าใจเกณฑ์ AUN-QA และทัศนคติของบุคลากรที่มีต่อกระบวนการเตรียมพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตร 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้ความเข้าใจเกณฑ์ AUN-OA กับทัศนคติของบุคลากรที่มีต่อกระบวนการเตรียมพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตรสู่เกณฑ์ AUN-QA 3) ศึกษาทัศนคติของบุคลากรที่มีต่อกระบวนการเตรียมพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตรสู่เกณฑ์ AUN AUN-DA และ 4) เพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษาภายในระดับหลักสูตรของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากผู้บริหาร อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร และอาจารย์ประจำหลักสูตร จำนวน 60 คน ได้แบบสอบถามคืน 45 ชุด (ร้อยละ 75) ซึ่งข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 21 ปีขึ้นไป จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 31.10 และมีความรับผิดชอบในการประกันคุณภาพหลักสูตร โดยเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรจำนวน 33 คน รวมถึงเป็นประธานหลักสูตรอีกหน้าที่หนึ่งจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 86.70 ในขณะที่ระดับความรู้ความเข้าใจเกณฑ์ AUN-OA อยู่ในระดับมาก ครอบคลุมทั้ง 8 ด้าน โดยเกณฑ์ด้านวิธีการจัดการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (5 = 4.16) ขณะที่ด้านผลผลิตและผลลัพธ์มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (5 = 3.85) ทัศนคติของบุคลากรต่อกระบวนการเตรียมความพร้อมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการติดตามการจัดทำรายงานประเมินตนเอง (๕ = 4.21) การทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น ประสบการณ์ทำงานและความรับผิดชอบในหลักสูตร ไม่ส่งผลต่อระดับความรู้ความเข้าใจและทัศนคติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ผลการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้ความเข้าใจในเกณฑ์ AUN-QA กับทัศนคติของบุคลากรต่อการเตรียมความพร้อม พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติของบุคลากรต่อการเตรียมความพร้อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = .462**- .902**) โดยเฉพาะด้านแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่มีค่าสัมประสิทธิ์สูงสุด (r = .805**) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาหลักสูตรควรประยุกต์ใช้แนวคิดวงจร PDCA (Plan-Do-Check-Act) ในทุกขั้นตอนของการบริหารหลักสูตร เพื่อสร้างการปรับปรุงคุณภาพอย่าต่อเมื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรด้านการประกันคุณภาพการศึกษา
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงดลพระนคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจภายนอกและภายในที่ส่งผลต่อด้านผลิตภาพและผลงานในการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 77 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยจูงใจภายนอกที่มีต่อการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์คณะบริหารธุรกิจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (X = 4.33, S.D. = 0.642) ปัจจัยจูงใจภายนอกโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกด้านผลิตภาพและผลงานในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติติที่ 0.01 (r=.299") ปัจจัยจูงใจภายในที่มีต่อการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการด้านผลิตภาพและผลงานในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (X = 4.34, S.D. 0.29) ภายในโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกด้านผลิตภาพและผลงานในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 (r=.269")