จำนวนงานวิจัย ( 43 )
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากร คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากรคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 2) เปรียบเทียบลักษณะทางประชากรกับการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากรคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากรคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครโดยใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสายวิชาการและ สายสนับสนุนที่มีส่วนร่วมในการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะ จานวน 47 คน ได้มาด้วยวิธีการวิธีการเปิดตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย (x ̅) 3.41 โดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูง ได้แก่ ท่านได้นาผลการประเมินและข้อเสนอแนะมาปรับปรุงและพัฒนาการปฏิบัติงานของตน มีค่าเฉลี่ย (x ̅) 3.77 การนาผลการประเมินมาเป็นแนวทางในการวางแผนการปฏิบัติงาน ด้านการประกันคุณภาพการศึกษาในครั้งต่อไป มีค่าเฉลี่ย (x ̅) 3.73 และการเข้าร่วมการอบรมหรือสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษา มีค่าเฉลี่ย(x ̅) 3.71 2) การเปรียบเทียบลักษณะทางประชากรกับการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษา ผลการวิเคราะห์พบว่า เพศ อายุ ประเภทบุคลากร สถานะ และอายุงานในตาแหน่งปัจจุบัน ต่างกันม่ส่งผลให้การมีส่วนร่วมแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ขณะที่ ตาแหน่งงานต่างกัน ส่งผลให้การมีส่วนร่วมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะระหว่างกลุ่มหัวหน้างานกับกลุ่มไม่มีตาแหน่งบริหาร และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษา คือ ทัศนคติ การรับรู้ และแรงจูงใจ พบว่า แรงจูงใจเพียงปัจจัยเดียวที่ส่งผลเชิงบวกต่อการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยปัจจัยด้านแรงจูงใจเพิ่มขึ้น 1 หน่วยก็จะส่งผลให้การมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากรคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครเพิ่มขึ้น .443 หน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 44.30
การประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อเตรียมการจัดทำหลักสูตรครีเอทีฟอีเวนท์ดีไซน์ ดิจิตอลมีเดียโปรดักชันและนวัตกรรมการจัดประชุมนิทรรศการ อุตสาหกรรมไมซ์เพื่อการพัฒนายั่งยืน (สหวิทยาการ) คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสารวจความต้องการจาเป็นหลักสูตรครีเอทีฟอีเวนท์ดีไซน์ดิจิตอล มีเดียโปรดักชัน และนวัตกรรมการจัดประชุมนิทรรศการอุตสาหกรรมไมซ์เพื่อการพัฒนายั่งยืน (สหวิทยาการ) คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร ในการศึกษาต่อของนักศึกษาด้านการสร้างสรรค์อีเวนท์ สื่อดิจิตอลคอนเทนต์ และการจัดการนวัตกรรมเพื่อการจัดนิทรรศการเพื่อตอบโจทย์การพัฒนายั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จานวน 400 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมไมซ์ จานวน 10 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า เนื้อหาหลักสูตร (x ̅= 4.22, SD = 0.84) และความชอบและความสนใจส่วนตัว (x ̅ = 4.14, SD = 0.95) เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อมากที่สุดในระดับมาก ด้านความต้องการหลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x ̅= 3.83, SD = 1.02) โดยกลุ่มตัวอย่างมีความต้องการสูงสุดในด้านการบริหารหลักสูตร (x ̅ = 3.97, SD = 0.03) และงบประมาณเพื่อการศึกษา (x ̅ = 3.97, SD = 0.01) เท่ากัน ในส่วนของโครงสร้างหลักสูตร ผู้เรียนมีความต้องการให้หลักสูตรเน้นด้านวิศวกรรมเป็นอันดับแรก (x ̅ = 3.82, SD = 0.99) รองลงมาคือ เน้นการตลาดและบริหารธุรกิจ (x ̅ = 3.79, SD = 1.02) นอกจากนี้ ความต้องการด้านงบประมาณ พบว่า ทุนการศึกษา เป็นสิ่งที่กลุ่มตัวอย่างต้องการมากที่สุด (x ̅= 4.21, SD = 0.91) สาหรับเวลาเรียน ส่วนใหญ่ต้องการให้จัดการศึกษาในเวลาราชการ (จันทร์-ศุกร์) ในระดับมาก (x ̅= 4.14, SD =0.91) และวิธีการคัดเลือกเข้าศึกษา กลุ่มตัวอย่างให้ความสาคัญมากที่สุดคือ การพิจารณาจากแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า แนวโน้มของอุตสาหกรรม MICE มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และหลักสูตรนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการประกอบอาชีพในอนาคต กลุ่มตัวอย่างมีความคาดหวังว่าหลักสูตรควรผลิตบัณฑิตที่พร้อมต่อการทางานได้ทันที และเน้นการบูรณาการองค์ความรู้หลากหลายด้าน ข้อเสนอแนะที่สำคัญที่สุดคือ ควรเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ หรือการจำลองสถานการณ์จริง รวมถึงการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากสายงานจริงมาถ่ายทอดความรู้ ทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออาชีพ MICE คือ ทักษะด้านภาษาและการสื่อสารการวางแผนและการจัดการ ความคิดสร้างสรรค์และดิจิทัล และทักษะการแก้ปัญหาและทำงานเป็นทีม
การพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรอง
การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรอง” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสังเคราะห์เกมกระดานที่เกี่ยวกับการเจรจาต่อรอง และ 2) เพื่อพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรองที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะพื้นฐานด้านการเจรจาต่อรอง งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ดำเนินการตามขั้นตอนการวิจัยที่ครอบคลุม 1) การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องจากงานวิจัยที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน 2) การสังเคราะห์และวิเคราะห์เกมกระดานเจรจาต่อรองจำนวน 3 เกม ประกอบด้วย Diplomacy, The Resistance: Avalon และ Chinatown ผ่านแนวคิดของ Promsri (2016) และทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อดูความเหมือนและความแตกต่างของเกมกระดานทั้ง 3 รายการนี้ โดยนำเอาจุดร่วม (Common Ground) ของเกมทั้ง 3 มาเป็นแนวทางในการพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรองสำหรับงานวิจัยครั้งนี้ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาในการพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรองที่เชื่อมโยงจากการใช้แนวคิดนี้มาเป็นหลักในการวิเคราะห์เกมกระดานทั้ง 3 เกมนี้ คือ 1. เลือกหัวข้อที่สะท้อนถึงผู้เล่นและรองรับกลไกการเจรจา ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ตำนาน หรือเศรษฐกิจ หัวข้อควรเพิ่มการสมจริงและให้บริบทที่ชัดเจนสำหรับการเจรจา 2. ออกแบบกลไกที่อำนวยความสะดวกในการเจรจาและการโต้ตอบของผู้เล่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่ากลไกนั้นสอดคล้องกับเนื้อเรื่องและรองรับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ พิจารณาใช้ทั้งข้อมูลที่เปิดเผยและซ่อนไว้เพื่อเพิ่มความลึก 3. ส่งเสริมการโต้ตอบของผู้เล่นในระดับสูงผ่านกลไกที่ส่งเสริมการเจรจา พันธมิตร และความขัดแย้ง ออกแบบเกมเพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจและการโต้ตอบของผู้เล่นเป็นศูนย์กลางของประสบการณ์การเล่นเกม 4. สร้างโอกาสในการตัดสินใจที่มีความหมายซึ่งส่งผลต่อผลลัพธ์ของเกม ให้แน่ใจว่าผู้เล่นต้องคิดอย่างมีวิจารณญาณเกี่ยวกับตัวเลือกและกลยุทธ์ของตน และการตัดสินใจเหล่านี้มีผลกระทบที่สำคัญ 5. สร้างสมดุลให้กับเกมโดยออกแบบกลไกที่ให้โอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับผู้เล่นทุกคน หลีกเลี่ยงกลยุทธ์ที่ครอบงำและให้แน่ใจว่าการเจรจาและการโต้ตอบมีความสมดุล 6. เคล็ดลับในการพัฒนา: ออกแบบเกมเพื่อมอบประสบการณ์ที่หลากหลายในแต่ละครั้งที่ใช้ เพิ่มองค์ประกอบที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละเกม เช่น บทบาท สถานการณ์ หรือโอกาสในการเจรจาที่แตกต่างกัน เพื่อรักษาความสนใจของผู้เล่น 7. พยายามรักษาสมดุลระหว่างความลึกซึ้งและการเข้าถึงได้ กำหนดกฎที่ชัดเจนและกลไกที่เข้าใจง่ายในขณะที่มั่นใจว่าเกมยังคงน่าสนใจและท้าทาย ผลที่ได้นำไปสู่การพัฒนาเกมกระดานเจรจาต่อรองทางธุรกิจที่มีชื่อว่า “City Deal”
การพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองสำหรับเยาวชนเขตพื้นที่ภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย
การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองสำหรับเยาวชนพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรและข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับประสบการณ์การเจรจาต่อรองของเยาวชนในเขตพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง และ 2) เพื่อพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองผ่านการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองแก่เยาวชนในเขตพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง งานวิจัยนี้ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างจากกลุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ภาคกลางที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างจากนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ลงทะเบียนเรียนในวิชาด้านการเจรจาต่อรองกับหนึ่งในทีมของคณะผู้วิจัยจำนวนทั้งหมด 132 คน โดยใช้วิธีการแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็นด้วยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนี้มีด้วยกัน 3 ส่วน ประกอบด้วย 1) แบบฝึกหัดในการพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองที่ชื่อว่า “Negotiate to Survive” ที่ถูกพัฒนาโดย Sotak และ Abraham (2020) โดยถูกนำมาแปลและเรียบเรียงให้สอดคล้องกับบริบทของกลุ่มตัวอย่าง 2)แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์การเจรจาต่อรอง และการประเมินความเข้าใจเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองและความพึงพอใจในภาพรวม และ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมผู้เข้าอบรม ซึ่งวิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินการผ่านการจัดอบรมผ่านกลุ่มผู้เข้าร่วมรับการอบรมทั้งหมด 4 กลุ่มซึ่งมีการจัดการอบรมในวันเวลาที่แตกต่างกัน โดยกำหนดระยะเวลาในการทำกิจกรรมไว้ 65 นาที หลังจากที่ทำกิจกรรมเสร็จแล้ว ได้ดำเนินเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้รับการอบรมผ่านการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับเรื่อง “ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์การเจรจาต่อรอง และการประเมินความเข้าใจเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองและความพึงพอใจในภาพรวม” โดยมีคำอธิบายเกี่ยวกับการตอบแบบสอบถามที่ชัดเจน เพื่อแน่ใจว่าการดำเนินการวิจัยในส่วนนี้ไม่ละเมิดสิทธิของผู้ตอบแบบสอบถาม จึงกำหนดให้ใช้การสมัครใจในการตอบแบบสอบถามเป็นเกณฑ์อธิบายเรื่องของ ความยินยอมให้ความร่วมมือในการทำวิจัย (Consent) โดยกลุ่มผู้เข้ารับการอบรมพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองที่มีทั้งหมดจำนวน 132 คน ยินดีที่จะตอบแบบสอบถามจำนวนทั้งสิ้น 79 คน คิดเป็นร้อยละ 59.8 โดยนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสังเกตพฤติกรรม ซึ่งผลการวิจัยพบว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทการเจรจาต่อรองที่แตกต่างกันอยู่ในระดับมาก และมีความพึงพอใจต่อการทำกิจกรรมการพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองอยู่ในระดับมาก
แอปพลิเคชันบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มมูลค่าป่าชุมชน หมู่บ้านน้ำทรัพย์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
งานวิจัยเรื่อง แอปพลิเคชันบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มมูลค่าป่าชุมชน หมู่บ้านน้ำทรัพย์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีวัตถุประสงค์ เพื่อบริหารจัดการป่าไม้ชุมชน โดยใช้ แอปพลิเคชันคาร์บอนเครดิตที่สร้างขึ้น และเพื่อประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการบริหารจัดการป่าชุมชนด้วยแอปพลิเคชันคาร์บอนเครดิต ประชากร คือ เกษตรกรในพื้นที่ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กลุ่มตัวอย่าง เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จาก ประชากรในพื้นที่ หมู่บ้านน้ำทรัพย์ ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ สมาชิกชุมชน จำนวน 30 คน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม ที่ผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญและเคยนำไปใช้แล้ว ทำการพัฒนาแอปพลิเคชัน ด้วย AppSheet และใช้ Google Sheet เป็นฐานข้อมูล ใช้แอปพลิเคชัน Trees วัดความสูงของต้นไม้ ทำการพัฒนาบนโน้ตบุคและสมาร์ทโฟน สถิติที่ใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า แอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นใช้งานง่ายผ่านระบบสมาร์ทโฟน การเก็บข้อมูลทำได้รวดเร็ว จัดเก็บข้อมูล เกษตรกร ชนิดต้นไม้ จำนวนต้นไม้ ในป่าชุมชนที่จะนำไปคำนวณคาร์บอนเครดิต ผลการประเมินประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อแอปพลิเคชัน อยู่ในระดับมาก แอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นสามารถนำไปใช้ได้ เป็นต้นแบบในการใช้แอปพลิเคชันบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน