จำนวนงานวิจัย ( 32 )
โครงการศึกษาแนวทางการออกแบบศูนย์ส่งเสริมคุณภาพผู้สูงอายุ ตำบลบางงาม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) โดยจากข้อมูลการสำรวจประชากร พบว่าจำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 6.8 ในปี พ.ศ. 2537 เป็นร้อยละ 20.0 ในปี พ.ศ. 2567 หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรดังกล่าว และได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนสถานภาพ บทบาท และกิจกรรมของผู้สูงอายุ การออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญในการรองรับสังคมสูงวัย แนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) เป็นหลักการออกแบบที่คำนึงถึงความสะดวกและความสามารถในการเข้าถึงของผู้ใช้งานทุกกลุ่ม โดยการออกแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย พื้นที่ตำบลบางงาม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์ส่งเสริมคุณภาพผู้สูงอายุ เนื่องจากมีองค์ประกอบเชิงพื้นที่ที่เอื้อต่อการพัฒนา และการมีเครือข่ายทางสังคมที่เข้มแข็ง มีชมรมผู้สูงอายุตำบลบางงาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเร่งด่วนในการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับประชากรกลุ่มนี้ โครงการศึกษาแนวทางการออกแบบศูนย์ส่งเสริมคุณภาพผู้สูงอายุ ตำบลบางงาม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและหาแนวทางในการออกแบบพื้นที่ศูนย์ส่งเสริมคุณภาพผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ในสังคมของผู้สูงอายุ ตลอดจนสุขภาวะจิตและกายของผู้สูงอายุ ที่มุ่งช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี และคุณภาพชีวิตที่ดีตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคนต่อไป ผลการศึกษานี้ได้นำเสนอต้นแบบสถาปัตยกรรมที่มีความสอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ตั้งที่มีข้อจำกัดด้านขนาดพื้นที่ โดยได้พัฒนาแนวทางการออกแบบที่ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของผู้สูงอายุ ควบคู่ไปกับการแก้ไขข้อจำกัดทางกายภาพของพื้นที่ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) ร่วมกับแนวคิดการประหยัดพลังงานและการใช้วัสดุท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์จากการออกแบบโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน ทางองค์การบริหารส่วนตำบลบางงาม ได้นำต้นแบบดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงอาคารศูนย์ส่งเสริมคุณภาพผู้สูงอายุต่อไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้ประโยชน์ในบริบทจริง
โครงการศึกษาแนวทางการออกแบบศูนย์การเรียนรู้ตามอัตลักษณ์ชุมชนลาวเวียง โคกนาศัย
ชุมชนลาวเวียงตำบลม่วงงาม อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์การกวาดต้อนเชลยศึกจากเวียงจันทน์ในช่วงความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรสยามกับอาณาจักรล้านช้าง การอพยพเกิดขึ้นส่งผลให้ชาวลาวเวียงจำนวนมากตั้งถิ่นฐานในพื้นที่จังหวัดสระบุรี โดยเฉพาะที่ตำบลม่วงงาม ปัจจุบันชุมชนโคกนาศัย ในตำบลม่วงงามได้พัฒนาแนวทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เน้นอัตลักษณ์วัฒนธรรมผ่านวิถีเกษตรกรรมดั้งเดิมลาวเวียงนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสประสบการณ์ตรง อาทิ การทำนาแบบดั้งเดิม การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ศักยภาพของชุมชนโคกนาศัยมิได้จำกัดอยู่ที่การท่องเที่ยว แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการธำรงและสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม โครงการออกแบบศูนย์การเรียนรู้ชุมชนลาวเวียง โคกนาศัย นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์วิถีชีวิตชุมชน อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม รวมถึงรูปแบบพฤติกรรมการใช้พื้นที่ วิเคราะห์และสังเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการออกแบบศูนย์การเรียนรู้ชุมชนลาวเวียง โคกนาศัย และเสนอแนะแนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมศูนย์การเรียนรู้ชุมชนลาวเวียง โคกนาศัย ที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ชุมชนและส่งเสริมการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นตามวิถีชาติพันธุ์ลาวเวียงและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ผลการศึกษานี้นำเสนอต้นแบบสถาปัตยกรรมที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ โดยจัดสรรพื้นที่ใช้สอยให้มีประสิทธิภาพและรองรับกิจกรรมชุมชนอย่างหลากหลาย อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้รับการประยุกต์ผ่านลวดลาย "เฉลว" ในการออกแบบช่องเปิดอาคาร เพื่อสร้างเอกลักษณ์และส่งเสริมการรับรู้ด้านการเข้าถึงอาคาร การเลือกใช้วัสดุพื้นถิ่น เช่น ไม้จริงและไม้ไผ่ สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและบริบทแวดล้อม ผลลัพธ์จากกระบวนการมีส่วนร่วมได้นำไปสู่การประยุกต์ใช้ต้นแบบในการปรับปรุงศูนย์การเรียนรู้ของวิสาหกิจชุมชนโคกหนองนาโมเดลตำบลม่วงงาม การบูรณาการอัตลักษณ์ชุมชนและวัสดุพื้นถิ่นในการออกแบบ ไม่เพียงสะท้อนความเคารพต่อภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังส่งเสริมความยั่งยืนและการสืบทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมของชุมชนลาวเวียงในเชิงกายภาพ
การศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารและความต้องการภาชนะใส่อาหารของผู้บริโภคสูงอายุไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาชนะใส่อาหารนอกจากทำหน้าที่รองรับอาหารแล้วยังมีบทบาทในการเพิ่มความสะดวกสบายต่อการจัดเตรียมและการจัดเก็บอาหาร อย่างไรก็ตาม ภาชนะทั่วไปยังมิได้ออกแบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและหาความสัมพันธ์ต่อปัจจัยด้านลักษณะส่วนบุคคล ปัจจัยด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารและความต้องการเลือกใช้ภาชนะใส่อาหารของผู้บริโภคสูงอายุไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบและออกแบบภาชนะใส่อาหารของผู้บริโภคสูงอายุไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกตพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยใช้เทคนิคในการเก็บข้อมูลผ่านการสังเกต บันทึกภาพและการบันทึกเสียง ทั้งนี้ การออกแบบภาชนะใส่อาหารพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านกายภาพ การออกแรง การเคลื่อนไหวและความคล่องแคล่วของมือและนิ้วมือ (2) ด้านหน้าที่ใช้สอยและความสะดวกสบาย การถือ การเคลื่อนย้าย การทำความสะอาดและความง่ายในการใช้งาน และ (3) ด้านรูปแบบ ขนาด สีสัน ความปลอดภัย ความง่ายในการใช้งานและความกลมกลืนกับภาชนะอื่น ๆ ผลการวิจัยพบว่า ภาชนะที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุควรมีลักษณะด้านกายภาพที่ตอบสนองต่อการใช้งานจริง โดยเฉพาะที่จับซึ่งสอดคล้องกับขนาดมือ ช่วยเพิ่มความมั่นคงและความกระชับ วัสดุที่ผู้สูงอายุให้ความพึงพอใจมากที่สุดคือเมลามีน สำหรับความพึงพอใจด้านการออกแบบพบว่า ผู้สูงอายุให้คะแนนสูงในสองด้าน ได้แก่ (1) ด้านหน้าที่ใช้สอยและความสะดวกสบาย ที่จับถือสะดวก น้ำหนักพอเหมาะ ไม่ร้อนมือเมื่อตักอาหารร้อน รองรับการเกลี่ยและการตักได้ดี ใช้งานได้ทั้งมือซ้ายและขวา เคลื่อนย้ายและทำความสะอาดได้ง่าย และ (2) ด้านรูปแบบ ความเป็นเอกภาพของชุดภาชนะ ไม่สร้างความรู้สึกแปลกแยกในการใช้งาน สื่อสารหน้าที่ได้อย่างชัดเจนและมีความสวยงามชวนให้น่าใช้
การศึกษาและออกแบบสัญลักษณ์กราฟิกเพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจ สำหรับ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ
การศึกษาและออกแบบสัญลักษณ์กราฟิกเพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจสำหรับการสูงเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ มีความสำคัญในยุคที่ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยได้ก้าวเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ผู้สูงอายุประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและการรับรู้ที่ส่งผลต้อความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ รวมถึงการมองเห็นที่ลดลงความจำและความเข้าใจที่ช้าลง และทักษะการอ่านเขียนที่อาจถดถอยลง การสื่อสารข้อมูลสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะการใช้สัญลักษณ์กราฟิกที่มีศักยภาพในการลดความซับซ้อนของข้อมูลทางการแพทย์และช่วยให้ผู้สูงอายุเข้าใจและจดจำข้อมูลได้ดีขึ้น งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค1เพื่อศึกษาป็จจัยและออกแบบสัญลักษณ์กราฟิกที่มีผลต่อการรับรู้และเข้าใจสำหรับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และเพื่อเสนอแนะแนวทางการออกแบบสัญลักษณ์กราฟิกที่มีประสิทธิภาพสำหรับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ โดยใช้วิธีการวิจัยผสมผสานที่ผสานวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุจำนวน 100 คน ที่ได้มาจากการสุม การวิจัยครอบคลุมการศึกษาปัจจัยการออกแบบ การพัฒนาสัญลักษณ์กราฟิกใหม่ใน ด้านหลัก และการเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับสัญลักษณ์แบบเดิม ผลการวิจัยพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ต้องการภาพและตัวอักษรขนาดใหญ่ ผู้สูงอายุชอบใช้หลายสี และสีโทนเย็น ต้องการสัญลักษณ์แบบมีรายละเอียด และต้องการตัวอักษรประกอบ โดยชอบตัวอักษร Sans-serif ภาพการ์ตูน 3 มิติเป็นรูปแบบที่นิยมสูงสุด ส่วนการเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างสัญลักษณ์กราฟิกแบบใหม่กับแบบเดิมแสดงให้เห็นคุณภาพที่ดีกว่าของสัญลักษณ์แบบใหม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ในทุกด้าน ได้แก่ การจำได้ การระลึกได้หลัง 1 สัปดาห์ ความเข้าใจ และเวลาในการตอบสนอง นอกจากนี้ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อสัญลักษณ์แบบใหม่สูงกว่าแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสื่อส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์ แอปพลิเคชัน และป้ายบอกทางในโรงพยาบาล เพื่อยกระดับการสื่อสารด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุต่อไป
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์กรกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงกรณีศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 2) ศึกษาระดับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์กรกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 285 คน เครืองมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใชสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า วัฒนธรรมองค์การของมหาวิทยาลัยเทคโนโนโลยีราชมงคลพระนครในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 3.62 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า วัฒนธรรมที่มีค่าฉลี่ยมากที่สุด คือ วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นโครงสร้างและกฏระเบียบ ม่ค่าเฉี่ย 3.91 ส่วนความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครในภาพรวม อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 3.53 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านบุคลากร มีค่าเฉลี่ย 3.78 และผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒรธรรมองค์กรในภาพรวม กับระดับความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พบว่า มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับ สูง (r=.850) ซึ่งทุกตัวมีความสัมพันธ์กับทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางวถิติที่ระดับ .01