จำนวนงานวิจัย ( 253 )
การจัดการปัญหาเศรษฐกิจชุมชนด้วยต้นทุนภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อความเข้มแข็งและยั่งยืนสำหรับวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยนาท
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการปัญหาเศรษฐกิจชุมชนด้วยต้นทุนภูมิปัญญาและ ทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อความเข้มแข็งและยั่งยืนสำหรับวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยนาท เพื่อเสริมสร้าง ศักยภาพชุมชนต้นทุนภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อความเข้มแข็งและยั่งยืนสำหรับวิสาหกิจ ชุมชน จังหวัดชัยนาท ออกแบบและสร้างสรรค์สิ่งทอ พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อความเข้มแข็งและสร้าง ความยั่งยืนสำหรับวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยนาท และเพื่อสร้างเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วย เทคโนโลยีดิจิทัลและการสร้างภาพลักษณ์สินค้าชุมชน ชุดโครงการวิจัยนี้มีจำนวน 4 โครงการวิจัยย่อย ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน คือ วิจัยเชิงพื้นที่และวิจัยประยุกต์ สามารถสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ ได้ 4 ข้อดังนี้ 1. เพื่อจัดการปัญหาเศรษฐกิจชุมชนด้วยต้นทุนภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อความ เข้มแข็งและยั่งยืนสำหรับวิสาหกิจชุมชน ผู้วิจัยได้นําปัญหาเศรษฐกิจชุมชน ต้นทุนภูมิปัญญา และ ทรัพยากรท้องถิ่นของวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยนาท มาแก้ไขโดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มสิ่งทอ ด้วยต้นทุนชุมชน กลุ่มอัตลักษณ์และภูมิปัญญา กลุ่มบรรจุภัณฑ์ และกลุ่มการตลาดดิจิทัล ใช้สัญลักษณ์ ของทุนวัฒนธรรมแสดงถึงความร่วมสมัยและเป็นอัตลักษณ์ชุมชน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพชุมชน 2. เพื่อเสริมสร้างศักยภาพชุมชนต้นทุนภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อความเข้มแข็งและ ยั่งยืนสำหรับวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยนาท สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน คิด วิเคราะห์ ออกแบบ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย โดยยึดหลักต้นทุนภูมิปัญญาและ ทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพ เพิ่มความเข้มแข็งและยั่งยืนสำหรับวิสาหกิจชุมชน จังหวัด ชัยนาท 3. ออกแบบและสร้างสรรค์สิ่งทอ พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อความเข้มแข็งและสร้างความยั่งยืน สำหรับวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยนาท พบว่า การออกแบบสิ่งทอและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถสื่อ ถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยนาท ผลิตภัณฑ์ต้นแบบสามารถใช้เป็นต้นแบบให้กับกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนที่มีลวดลายและรูปแบบร่วมสมัย เพิ่มความหลากหลาย เป็นการช่วยส่งเสริมให้มีการนำ ลวดลายจากอัตลักษณ์ไปผลิตเป็นผืนผ้า และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อจำหน่าย ส่งผลให้สมาชิกในชุมชนมี อาชีพที่มั่นคง มีรายได้เลี้ยงครอบครัว สร้างคุณค่าให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง 4. เพื่อสร้างเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและการสร้างภาพลักษณ์สินค้า ชุมชนในกระบวนการวิจัยนี้พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนจากภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ 4 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านการ สร้างสรรค์หัตถศิลป์สิ่งทอด้วยต้นทุนวัฒนธรรม 2. นวัตกรรมทางศิลปะสิ่งทอและอัตลักษณ์ชุมชน 3. ด้านพัฒนาภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ชุมชน 4. พัฒนาตลาดดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพผลิตภัณฑ์ ชุมชน ซึ่งทั้ง 4 ด้านสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนได้ด้วยนวัตกรรมและ เทคโนโลยีดิจิทัล
การยกระดับมูลค่าและส่งเสริมศักยภาพสินค้าและบริการด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับผลิตภัณฑ์กาแฟและชาดอกกาแฟท้องถิ่น วิสาหกิจชุมชนน้ำหนาวอาราบิก้าจังหวัดเพชรบูรณ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ยกระดับมูลค่าสินค้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำหรับผลิตภัณฑ์กาแฟและชาดอกกาแฟท้องถิ่น (2) ส่งเสริมศักยภาพการตลาดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อขยายสเกลธุรกิจสำหรับกาแฟและชาดอกกาแฟท้องถิ่น และ (3) พัฒนากิจกรรมเพื่อส่งเสริมมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการการท่องเที่ยวเพื่อการแข่งขันสำหรับพื้นที่ตำบลโคกมน อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงทดลอง การวิจัยและพัฒนา การวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยแบบมีส่วนร่วม โดยมีพื้นที่วิจัยที่วิสาหกิจชุมชน น้ำหนาวอาราบิก้า ตำบลโคกมน อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ สมาชิก วิสาหกิจชุมชนน้ำหนาวอาราบิก้า ประชาชนในอำเภอน้ำหนาว และนักท่องเที่ยว สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การยกระดับมูลค่าสินค้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับผลิตภัณฑ์กาแฟและ ชาดอกกาแฟท้องถิ่น วิสาหกิจชุมชนน้ำหนาวอาราบิก้า จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่า 1.1) ความต้องการในการยกระดับมูลค่าสินค้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับผลิตภัณฑ์กาแฟและชาดอกกาแฟท้องถิ่น ได้แก่ (1) นวัตกรรมที่แปลกใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์กาแฟและชาดอกกาแฟ (2) นวัตกรรมที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ (3) นวัตกรรมที่ผลิตได้ด้วย คนเดียว (4) จำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟและชาดอกกาแฟในราคาที่สูงขึ้น (5) นำไปต่อยอดได้ (6) นำไปเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวได้ (7) สร้างอาชีพให้กับสมาชิกได้ และ (8) จัดโปรแกรมการท่องเที่ยว โดยชุมชน 1.2) เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสำหรับผลิตภัณฑ์กาแฟและชาดอกกาแฟท้องถิ่น ได้แก่ นวัตกรรมเครื่องอัดกาแฟบอลแบบฟันเฟืองใช้มือโยก 1.3) การสร้างโอกาสและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นผลิตภัณฑ์กาแฟและชาดอกกาแฟ ท้องถิ่น ได้แก่ (1) นวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับผลิตภัณฑ์ กาแฟและชาดอกกาแฟท้องถิ่น ได้แก่ นวัตกรรมกาแฟอัดแท่งรมควัน และมีผลการประเมิน การชิมกาแฟแบบไม่รมควันโดย Q-grader ได้แก่ Fragrance=7.4, Flavor=7.4, Acidity=7.3, Body=7.1, Uniformity=10.00, Clean cup=10.0, Overall=7.1, และ Total Score=81.1 (2) ผู้รับการฝึกอบรมมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมพัฒนาและถ่ายทอดองค์ ความรู้การเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยการฝึกอบรมหลักสูตร การผลิตสื่อด้วย โปรแกรมออนไลน์สำหรับการโปรโมทสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน อยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅=4.53) (3) สร้างโอกาสและขยายตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟและชาดอกกาแฟท้องถิ่นด้วย การออกบูธ โดยผู้ร่วมงานมีความคิดเห็นต่อผลตภัณฑ์กาแฟ คือ มีกลิ่นหอม รสชาตไม่เข้มมาก และ รับรู้ว่าอำเภอน้ำหนาวมีผลิตภัณฑ์กาแฟ และมีเครือข่าววิชาการที่สนใจนำผลิตภัณฑ์ไปวิจัยต่อยอด 2) การส่งเสริมศักยภาพการตลาดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขยายสเกลธุรกิจสำหรับกาแฟ และชาดอกกาแฟท้องถิ่น วิสาหกิจชุมชนน้ำหนาวอาราบิก้า จังหวัดเพชรบูรณ์ สรุปได้ว่า 2.1) สภาพปัจจุบันของการใช้งานเทคโนโลยีและนวัตกรรม พบว่า (1) อินเทอร์เน็ต มีสัญญาณ มีระดับดี (2) สมาร์ตโฟนมีคุณสมบัติ มีระดับพอใช้ (3) การใช้งานโซเชียลมีเดีย ได้แก่ เพจเฟชบุ๊ก มีระดับพอใช้ (4) ความพร้อมของสมาชิกในการใช้เทคโนโลยี ได้แก่ การใช้ช่องทาง การตลาดออนไลน์ มีระดับพอใช้ และ (5) การพัฒนาตนเองด้านการใช้เทคโนโลยีของสมาชิก ได้แก่ การผลิตสื่อเพื่อประชาสัมพันธ์ มีระดับพอใช้ 2.2) ความต้องการการใช้งานเทคโนโลยีและนวัตกรรม พบว่า (1) อินเทอร์เน็ตมี สัญญาณ มีระดับดี (2) สมาร์ตโฟนมีคุณสมบัติ มีระดับดี (3) การใช้งานโซเชียลมีเดีย ได้แก่ เพจเฟ ชบุ๊ก มีระดับดี (4) ความพร้อมของสมาชิกในการใช้เทคโนโลยี ได้แก่ การใช้ช่องทางการตลาด ออนไลน์ มีระดับดี และ (5) การพัฒนาตนเองด้านการใช้เทคโนโลยีของสมาชิก ได้แก่ การผลิตสื่อเพื่อ ประชาสัมพันธ์ มีระดับดี 2.3) การพัฒนารูปแบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดให้กับ วิสาหกิจชุมชนน้ำหนาวอาราบิก้า จังหวัดเพชรบูรณ์ มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่ การตลาดดิจิทัล โดยใช้ เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการส่งเสริมการตลาดเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดให้กับ วิสาหกิจชุมชนน้ำหนาวอาราบิก้า โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่องทาง ได้แก่ เพจเฟชบุ๊ก แอปพลิเคชันไล น์ และโทรศัพท์ และการตลาดกิจกรรม โดยการวิสาหกิจชุมชนน้ำหนาวอาราบิก้า นำผลิตภัณฑ์กาแฟ และชาดอกกาแฟไปออกบูธในงานต่าง ๆ ได้แก่ งานประชุมวิชาการ งาน ททท. ห้างสรรพสินค้า และ กิจกรรมชุมชน 2.4) กิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้เครื่องมือเพื่อส่งเสริมศักยภาพการตลาดด้วย เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขยายสเกลธุรกิจ ด้วยการฝึกอบรมหลักสูตร การทำคลิปเพื่อประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยวในการส่งเสริมศักยภาพการตลาดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขยายสเกล ธุรกิจ พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅=4.60) 2.5) แนวทางการส่งเสริมกิจกรรมเพื่อขยายสเกลธุรกิจด้วยผลิตภัณฑ์ชุมชนและ การท่องเที่ยวเพื่อการแข่งขันสำหรับพื้นที่ตำบลโคกมน อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อส่งเสริม มูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการการท่องเที่ยวเพื่อการแข่งขันสำหรับพื้นที่ตำบลโคกมน อำเภอ น้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยนำข้อมูลจากการสำรวจข้อมูล 5 ประเด็น ได้แก่ (1) แหล่งท่องเที่ยว ในตำบลโคกมน และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญโดยรอบอำเภอน้ำหนาว (2) สถานที่ทำบุญและท่องเที่ยว (3) ที่พักและคาเฟ่ (4) อัตลักษณ์และเอกลักษณ์ชุมชน และ (5) วิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ 2.6) แผนที่เส้นทางท่องเที่ยวอนุรักษ์ ธรรมชาติในตำบลโคกมน และแหล่งท่องเที่ยว บริเวณใกล้เคียง อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบด้วย 1) ร้านกาแฟ และของฝาก 2) แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของตำบลโคกมน 3) แหล่งท่องเที่ยวและทำบุญ 4) ที่พักและคาเฟ่ และ แหล่งท่องเที่ยว โดยรอบในอำเภอน้ำหนาว 3) การพัฒนากิจกรรมเพื่อส่งเสริมมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการการท่องเที่ยวเพื่อ การแข่งขันสำหรับพื้นที่ตำบลโคกมน อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ 3.1) บริบทและทรัพยากรเชิงพื้นที่ตำบลโคกมน และแหล่งท่องเที่ยวโดยรอบ อำเภอ น้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่า ด้านทรัพยากรในพื้นที่ตำบลโคกมน อำเภอน้ำหนาว จังหวัด เพชรบูรณ์ พบว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลโคกมนได้อนุรักษ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้แก่ วิธีการทำเครื่องจักสานใช้สำหรับในครัวเรือน ภาษาถิ่น ส่วนมากร้อยละ 90 พูดภาษาอีสาน ประเพณีเผาข้าวหลาม อำเภอน้ำหนาว ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล โคกมนได้ผลิตของใช้พื้นเมืองขึ้นใช้ในครัวเรือนและเหลือเอาไว้จำหน่วยบ้าง ได้แก่ เครื่องจักสาน ที่ทำจากไม้ไผ่ ป่าไม้ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลโคกมนอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาตินํ้าหนาว 3.2) กิจกรรมเพื่อส่งเสริมมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการการท่องเที่ยวเพื่อ การแข่งขันสำหรับพื้นที่ตำบลโคกมน อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยจัดโปรแกรมท่องเที่ยวได้ ทั้งในรูปแบบ One-day Trip (เที่ยว 1 วัน) และรูปแบบ 2 Day Trip (เที่ยว 2 วัน 1 คืน) 3.3) พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่มีต่อแหล่งท่องเที่ยวชุมชนในตำบลโคกมน ผลการศึกษาพบว่า นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลโคกมนโดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อการพักผ่อน ร้อยละ 60.66 รองลงมาคือ เพื่อนชวนมา ร้อยละ 12.66 โดยลักษณะการท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ เดินทางเป็นกลุ่มหรือหมู่คณะ ร้อยละ 64.86 ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวจะเดินทางโดยซื้อ โปรแกรมกิจกรรมของการท่องเที่ยว ร้อยละ 49.00 และมากับกลุ่มเพื่อน ร้อยละ 35.67 โดยเลือก แหล่งท่องเที่ยวในการเดินทางตามโปรแกรมที่ความสนใจ ร้อยละ 46.00 และเลือกเดินทางในช่วง วันเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุด ร้อยละ 61.00 ระยะเวลาในการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้เวลา 1-2 วัน ร้อยละ 60.00 3.4) ความคิดเห็นของส่วนประสมทางการตลาดนักท่องเที่ยว พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x ̅=3.66, S.D.=0.65) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่อยู่ในระดับมาก คือ ด้านบุคลากร (x ̅=4.12, S.D.=0.62) ด้านผลิตภัณฑ์ (x ̅=3.86, S.D.=0.63) ด้านราคา (x ̅=3.72, S.D.=0.52) ด้านกระบวนการ (x ̅=3.74, S.D.=0.54) ด้านสถานที่ทำเลที่ตั้ง (x ̅=3.52, S.D.=0.61) และด้านที่อยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการส่งเสริมการตลาด (x ̅=3.48, S.D.=0.81) และด้านการสร้างและนำเสนอลักษณะทาง กายภาพ (x ̅=3.46, S.D.=0.64) 3.5) แนวทางการสื่อสารการตลาดสำหรับส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนในตำบลโคกมน อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่า (1) การสื่อสารการตลาดผ่านตัวบุคคล (2) การประชาสัมพันธ์ ผ่านช่องทางต่าง ๆ (3) การโฆษณา (4) การตลาดผ่านสื่อออนไลน์ซึ่งเป็นสื่อหลักสำคัญในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวเกิดความสะดวกในการค้นหาข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็ว (5) การตลาดทางตรง ซึ่งชุมชน การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ และสามารถนำมาเสนอ และส่งต่อรายละเอียด ให้นักท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวสนใจและเกิดความประทับใจ (6) กิจกรรมการส่งเสริมการขาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความช่วยเหลือ และแนะนำในการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายแก่ชุมชน และ (7) กิจกรรมการตลาดร่วมกับหน่วยงานอื่น
การวิเคราะห์การทำงานของเซอร์กิตเบรกเกอร์พิกัดแรงดัน 115 kV เพื่อซ่อมบำรุงรักษาและรักษาเสถียรภาพของการจ่ายกระแสไฟฟ้า
เนื่องจากในปัจจุบันสถานีไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ใช้รั้วตาข่ายกั้นบริเวณรอบสถานีไฟฟ้าแรงสูงและมีสายส่งที่ถูกสร้างขนานไปกับรั้วตาข่ายซึ่งทาให้เกิดแรงดันเหนี่ยวนาขึ้นที่รั้วตาข่าย ดังนั้นโครงการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาทฤษฎีของการเหนี่ยวบนรั้วตาข่ายของสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่สร้างคู่ขนานกับแนวสายส่งว่ามีแรงดันเหนี่ยวนาที่เกิดขึ้นบนรั้วตาข่ายมีค่าเท่าไหร่ พร้อมทั้งนาเสนอวิธีการป้องกันผลกระทบของแรงดันเหนี่ยวนาและกระแสเหนี่ยวนาที่เกิดขึ้นบนรั้วตาข่ายเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับมนุษย์ที่มาสัมผัสกับรั้วตาข่ายของสถานีไฟฟ้าแรงสูง โครงการวิจัยนี้อธิบายการศึกษาการเหนี่ยวนาบนรั้วตาข่ายของสถานีไฟฟ้าแรงสูงระบบแรงดัน 115 เควี โดยใช้โปรแกรมอิเล็กโตรแมกเนติกทรานเซียนท์/อัลเทอร์เนทีฟทรานเซียนท์จาลองเสาส่งและรั้วตาข่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผลการศึกษาจากกรณีรั้วตาข่ายมีการต่อลงดินทั้งสองด้าน (ต้นทางและปลายทาง) ลงที่ที่ระบบกราวด์กริดของสถานีไฟฟ้าแรงสูงจะเห็นว่าขนาดแรงดันไฟฟ้าและกระแสที่เกิดขึ้นของแต่ละโหนดจะมีค่าน้อยกว่าทุกกรณีที่ทาการศึกษาและไม่มีผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์แม้ว่าจะสัมผัสเป็นเวลานานเท่าไหร่ก็ตาม (ตามมาตรฐาน IEC 60364)
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผงสังขยาใบเตยกึ่งสำเร็จเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผงสังขยาใบเตยกึ่งสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลทรายในการผลิตผลิตภัณฑ์ผงสังขยาใบเตยกึ่งสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ศึกษานมผงทดแทนส่วนผสมของไขมันในการผลิตผลิตภัณฑ์ผงสังขยาใบเตยกึ่งสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ และศึกษาปริมาณคอลลาเจนที่เหมาะสมในการผลิตผลิตภัณฑ์ผงสังขยาใบเตยกึ่งสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพสำหรับผูู้สูงอายุ โดยเริ่มจากการศึกษาสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลทรายในการผลิตผลิตภัณฑ์ พบว่า หญ้าหวาน:ซูคราโลส ในระดับที่ 50:50% ผู้ทดสอบชิมให้คะแนนความชอบระดับมากที่สุดในระดับชอบปานกลาง โดยมีคPาpH อยู่ที่ 7.11.0.12 และมีค่าTSS อยู่ที่ 31.00.0.00 oBrix จากการศึกษานมผงทดแทนส่วนผสมของไขมันในการผลิตผลิตภัณฑ์ผงสังขยาใบเตยกึ่งสำเร็จรูป โดยสามารถทดแทนนมผงได้ทั้งหมด 100% ซึ่งจากการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสมีคะแนนความชอบอยู่ในระดับชอบปานกลาง และมีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของค่า pH อยู่ที่ 7.52.0.02 และมีค่าTSS อยู่ที่28.00.0.01oBrix จากนั้นศึกษาปริมาณคอลลาเจน พบว่า ปริมาณคอลลาเจนที่ 30% เหมาะสมที่สุดต่อการผลิตผงสังขยาใบเตยกึ่งสำเร็จรูป โดยมีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของค่า pH อยูPที่ 7.44.0.08 และมีค่าTSS อยู่ที่ 32.00.0.01oBrix และทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงระหว่างการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ผง สังขยาใบเตยกึ่งสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ พบว่า จากการสุ่มตรวจทุก 2 สัปดาห์ เป็นนเวลา16 สัปดาห์มีการเปลี่ยนแปลงของค่า aw และค่าความชื้น ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นผันแปรกับระยะเวลาการเก็บรักษาที่นานขึ้นตามลำดับ ตลอด 16 สัปดาห์ผลิตภัณฑ์มีค่า aw อยู่ในช่วง 0.31-0.40 และค่าความชื้น อยู่ในช่วง 5.30-7.22% โดยเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน 765/2548 ใบเตยผงสำเร็จรูป กำหนดคุณลักษณะที่ต้องการ aw ต้องไม่เกิน 0.5 และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน 1529/2562 น้ำนมข้าวโพดผงสำเร็จรูป กำหนดคุณลักษณะที่ต้องการ aw ต้องไม่เกิน 0.6 ซึ่งผลิตภัณฑ์ผงสังขยาใบเตยกึ่งสำเร็จรูปมีค่าaw ไม่เกินมาตรฐานกำหนด ดังนั้นจากการสุ่มตรวจวิเคราะห์คุณภาพการเปลี่ยนแปลงระหว่างการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องของผงสังขยาใบเตยกึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ยังสามารถเก็บรักษาได้นานกว่า 16 สัปดาห์เนื่องจากยังมีค่า aw ไม่เกินมาตรฐานกำหนด
การพัฒนานมข้นหวานจากข้าวโพดเพื่อสุขภาพ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เพื่อศึกษาปริมาณอินูลินทดแทนน้ำตาลทรายที่มีผลต่อความหวานในนมข้นหวานจากข้าวโพด ผู้ชิมให้การยอมรับสูตรปริมาณอินูลินทดแทนน้ำตาลสูตรที่ 4 คือร้อยละ100 ในด้านลักษณะปรากฎ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม มีค่าคะแนนเฉลี่ย ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 8.57 8.30 8.53 8.43 8.30 และ 8.40 ตามลำดับ พบว่า ด้านลักษณะที่ปรากฎและด้านกลิ่นไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนในด้านสี รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เนื่องจากนมข้นหวานจากน้ำนมข้าวโพดมีปริมาณอินูลินในแต่ละสูตรไม่เท่ากัน ทำให้มีลักษณะของนมข้นหวานจากน้ำนมข้าวโพดแตกต่างกัน โดยอินูลินที่มีปริมาณมากกว่าจะส่งผลให้สี และรสชาติมีความแตกต่างกัน ดังนั้นสูตรที่ 4 จึงเป็นสูตรที่เหมาะสมเป็นสูตรนมข้นหวานข้าวโพดเพื่อสุขภาพและเพื่อศึกษาการยอมรับผลิตภัณฑ์นมข้นหวานจากน้ำนมข้าวโพดเพื่อสุขภาพพบว่าผู้ชิมให้การยอมรับนมข้นหวานข้าวโพดในสูตรที่ 4 ผลิตภัณฑ์นมข้นหวานจากน้ำนมข้าวโพดที่ระดับร้อยละ 100 นำมาศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคซึ่งเป็นนักศึกษา บุคลากร และอาจารย์ที่ไม่ได้สังกัดสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 100 คน ด้วยวิธี Consumer Test โดยให้ทำแบบทดสอบผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำและตอบแบบสอบถามประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน คือ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามของกลุ่มตัวอย่าง และข้อมูลเกี่ยวกับการยอมรับผลิตภัณฑ์นมข้นหวานจากน้ำนมข้าวโพด พบว่าด้านลักษณะปรากฎของผลิตภัณฑ์นมข้นหวานจากน้ำนมข้าวโพดได้รับความชอบคิดเป็นร้อยละ 78 ด้านคุณลักษณะด้านสีได้รับความชอบที่ร้อยละ 68 ด้านกลิ่นมีความชอบคิดเป็นร้อยละ 93 ด้านรสชาติมีความชอบคิดเป็นร้อยละ 97 ด้านลักษณะเนื้อสัมผัส (ความข้นหนืด) มีความชอบคิดเป็นร้อยละ 79 และความชอบโดยรวมของผลิตภัณฑ์มีความชอบคิดเป็นร้อยละ 95 จากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของนมข้นหวานจากน้ำนมข้าวโพดเพื่อสุขภาพ พบว่านมข้นหวานข้าวโพดจากน้ำนมข้าวโพดเพื่อสุขภาพในปริมาณ 100 กรัม มีองค์ประกอบทางเคมีของอาหารที่สำคัญได้แก่ แคลเซียม 6.46 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 34.4 มิลลิกรัม ไขมัน 0.81 กรัม ความข้นหนืด 724 เซนติพอยด์ วิตามินบี 2 0.06 มิลลิกรัม โปรตีน 1.10 กรัม ไม่พบคลอเลสเตอรอลซึ่งเป็นไขมันชนิดหนึ่งที่อาจเป็นสาเหตุของการอุดตันในหลอดเลือดส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ แสดงให้เห็นว่านมข้นหวานจากน้ำนมข้าวโพดเมื่อเปรียบเทียบกับนมข้นหวานที่ทำมาจากนมผสมกับไขมันเนย หรือไขมันปาล์มทำให้มีปริมาณไขมันและนำตาลปริมาณมาก คุณค่าทางโภชนาการลดน้อยลง โดยเฉพาะโปรตีนและแคลเซียมจะต่ำกว่านมสดทำให้ควรจำกัดปริมาณรับประทาน